
พท.ยังวุ่นสรุปแก้รธน.ไม่ลง
คณะยุทธศาสตร์ พท. ถกแก้ รธน. ไม่จบ ชี้เดินหน้าโหวตวาระ 3 เท่ากับเอาอนาคตไปเสี่ยง ด้าน 'นพดล' ค้านแก้รธน.ม. 165(2) ขณะที่ กกต. เชื่อ พรบ.ออกเสียงประชามติ ไม่ขัดรธน.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 10.00 น. วันที่ 20 ก.ค.55 พรรคเพื่อไทย มีการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ เพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ประชุมได้ถกเถียงกันอย่างกว้างขวางในหลายแนวทาง แต่ยังไม่ได้ข้อยุติว่า ควรจะดำเนินการไปแนวทางใด โดยจะรอดูคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนของศาลรัฐธรรมนูญก่อน
อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้มีการเสนอให้แก้ไขในมาตรา 68 และ 165(2) ทันที ที่เปิดสมัยประชุมสภาฯ จากนั้น จึงค่อยมาแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตราอื่น ๆ ต่อไป โดยจัดให้มี สสร. ขึ้น เพื่อให้ประชาชนจากทุกหมู่เหล่า ได้เข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด
ทั้งนี้ เสียงในที่ประชุมส่วนหนึ่งเห็นด้วย เพราะมองว่า อาจจะเป็นการปลดกุญแจ ให้สามารถเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยไม่เสี่ยง แม้ว่า จะต้องเสียเวลาบ้างก็ตาม ขณะที่เสียงในที่ประชุมอีกส่วนหนึ่ง ยังเสนอให้เดินหน้าลงมติในวาระ 3 ไปเลย ซึ่งมีเสียงคัดค้านว่า จะเสี่ยงเดินหน้าลงมติในวาระ 3 ขนาดนั้นทำไม เพราะถ้าตัดสินใจเสี่ยงแล้ว มีคนไปยื่นเรื่อง และศาลรัฐธรรมนูญรับพิจารณาขึ้นมา เรื่องก็จะค้างเติ่งไว้อีก
"วันนี้ เรายังมีเวลาให้เสียได้อีกมาก แต่ไม่มีเวลาที่จะเสี่ยงอีกต่อไป จะเอาอนาคตของพรรค ของรัฐบาล และของส.ส.มาเสี่ยงกับการลงมติวาระ 3 ไม่ได้เด็ดขาด" แหล่งข่าวในที่ประชุมรายหนึ่ง กล่าว
'นพดล' ค้านแก้รธน.ม. 165(2)
ด้านนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย จะเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 165(2) ในเรื่องการทำประชามติว่า เรื่องดังกล่าวยังไม่มีการพูดกันในพรรคเพื่อไทย แต่ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตราดังกล่าว
นายนพดล เห็นว่า ควรปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมาตรา 165(2) เพราะการทำประชามติ ก็เพื่อให้มีผลผูกพันกับคนทั้งประเทศ ดังนั้น ควรมีจำนวนเสียงข้างมากของผู้มีสิทธิลงคะแนนทั่วประเทศ จึงถือว่า ถูกต้อง ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปอยู่แล้ว
"หากไปแก้ไขว่า ให้ใช้จำนวนเสียงที่น้อยลง ก็จะถูกโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์ได้ เช่น ถ้าผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศมี 100 คน ออกมาใช้สิทธิ 5 คน แต่เห็นด้วย 3 คน ไม่เห็นด้วย 2 คน แล้วจะให้ความเห็นของคน 3 คนมาผูกมัดคนทั้งประเทศนั้นคงไม่ได้ มันขัดหลักประชาธิปไตย การเปิดโอกาสให้ใช้เสียงข้างน้อยมาผูกมัดคนส่วนมากจะชี้แจงลำบาก และอาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองขึ้นได้" นายนพดล ระบุ
กกต. เชื่อ พรบ.ออกเสียงประชามติ ไม่ขัดรธน.
ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงกรณีที่ นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาระบุว่า มาตรา 165 วรรคสอง ที่ กำหนดให้ต้องมีการใช้เสียงประชามติเกินกึ่งหนึ่ง ของผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ เพราะจะเป็นอุปสรรคกับพรรคเพื่อไทย ในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไข ว่า กรณีดังกล่าวจะมองว่า ขัด หรือไม่ขัดก็ได้ ขึ้นอยู่กับการตีความข้อกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม พรบ.การออกเสียงประชามติ ได้ผ่านการตรวจทานจากศาลรัฐธรรมนูญมาแล้ว ก่อนที่จะมีผลบังคับใช้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ดูแล้วว่า พรบ.ฉบับดังกล่าว ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ
ทั้งนี้ มาตรา 9 ของ พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ นั้น ก็เขียนมาเพื่อขยายความมาตรา 165 ซึ่งเป็นเรื่องของวิธีในการดำเนินการ
“การที่นายเทพไท พูด ก็เป็นการมองของนักการเมือง ที่จะมองว่า ล่อแหลมก็ล่อแหลมสุ่มเสี่ยงการตีความ แต่ถึงอย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ มาตรา 141 เมื่อรัฐสภาให้ความเห็นชอบกับร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญแล้ว ก่อนนำขึ้นทูลเกล้าฯถวาย เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องกระทำให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับเรื่อง"
ทั้งนี้ ในวรรคสอง ระบุว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยว่า ร่างพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญใด มีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ให้ข้อความที่ขัดหรือแย้งนั้นตกไป แต่ พรบ.การออกเสียงประชามตินั้น ได้ผ่านการตรวจทานมาแล้วจากศาลรัฐธรรมนูญ จึงไม่คิดว่า จะเป็นการขัดรัฐธรรมนูญ หรือจะมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ดู หลงพลาดไป



