
'แม้ว'โวยศาลรธน.วินิจฉัยล้ำเส้น
"ทักษิณ" โวยศาล รธน.วินิจฉัยล้ำเส้น ส่งผลแก้ รธน.-กลับประเทศ ยุ่งยากขึ้น เซ็งถูกสร้างภาพเป็น "แดร็กคิวล่า" วอนทุกฝ่ายหันหน้าเจรจา ตุลาการศาลรธน.เผยคำวินิจฉัยกลางเสร็จแล้ว
20ก.ค.2555 สำนักข่าวบลูมเบิร์ก รายงานการให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับ "แชนแนล นิวส์ เอเชีย" ของสิงคโปร์ โดยวิพากษ์วิจารณ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา เกี่ยวกับกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 หรือไม่ ซึ่งแม้ศาลจะยกคำร้องดังกล่าว แต่ก็มีความเห็นว่า ควรแก้ไขเป็นรายมาตรา รวมทั้งให้มีการทำประชามติหากจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดย พ.ต.ท.ทักษิณชี้ว่า คำวินิจฉัยที่เกิดขึ้น ทำให้พยายามในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และข้อเรียกร้องให้มีการเปิดการเจรจาเพื่อให้ตนเองได้กลับประเทศ เกิดความยุ่งยากมากขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณกล่าวว่า พรรคเพื่อไทยและรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะพิจารณาศึกษาคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญอย่างรอบคอบ ก่อนตัดสินใจว่าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป พร้อมกล่าวต่อว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แสดงออกถึงสิ่งที่เราเรียกว่า เป็นการก้าวล่วงของฝ่ายตุลาการ ซึ่งขัดกับหลักแบ่งแยกอำนาจที่ถือเป็นหัวใจของประชาธิปไตย และว่ากลุ่มที่ได้ประโยชน์จากประชาธิปไตยเต็มใบต้องการจะแก้ไข ส่วนฝ่ายที่กลัวว่าประชาธิปไตยเบ่งบานพัฒนาเกินไป ก็ต่อต้าน จึงทำให้กลายเป็นรากเหง้าของปัญหา
อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวย้ำอีกครั้งว่า การกลับไทยจะขึ้นอยู่กับความสำเร็จของการปรองดอง ตนไม่ได้เร่งร้อนที่จะกลับ และว่า ศัตรูสร้างภาพทำให้ตนกลายเป็นเหมือนกับ "แดร็กคิวล่า" ส่วนหนึ่งเพราะพรรคการเมืองที่สนับสนุนตน ชนะการเลือกตั้งตลอด 5 ครั้งที่ผ่านมา
"ถึงเวลาแล้วที่จะหันหน้ามาคุยกัน เราต่างก็พูดภาษาไทยเหมือนกัน เราเปิดใจคุยกันได้ว่าคุณอยากได้อะไร และห่วงกังวลเรื่องอะไร" พ.ต.ท.ทักษิณกล่าว
"บุญส่ง"ชี้หากเดินหน้าวาระสามมีอุปสรรคแน่
นายบุญส่ง กุลบุปผา ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า คำวินิจฉัยกลาง ใน คำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 หรือไม่ ที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้อ่านไปเมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้จัดทำคำวินิจฉัยกลางและเสนอมายังตุลาการฯแต่ละคนเพื่อตรวจทานความถูกต้อง ของคำวินิจฉัยแล้ว และจะเข้าสู่ที่ประชุมของคณะตุลาการฯ เพื่อตรวจดูความถูกต้องในวันที่ 25 ก.ค.อีกครั้ง ซึ่งหากตรวจสอบความถูกต้องของคำวินิจฉัยกลางเรียบร้อยแล้ว ตุลาการทุกคนก็จะลงนามก่อนที่จะนำส่งคำวินิจฉัยกลาง ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา โดยคำวินิจฉัยกลางจะเป็นการรวมทุกประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ตั้งประเด็นในการวินิจฉัยไว้ทั้งหมด
นายบุญส่ง กล่าวต่อว่า ส่วนคำวินิจฉัยส่วนตนของตนนั้นเสร็จแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ก.ค. เนื่องจากในคำวินิจฉัยส่วนตนของตนนั้นไม่ได้เขียนอะไรที่มากมาย เขียนแบบสั้นๆ เนื้อหาเข้าใจง่าย แต่ยังแจกให้ไม่ได้ เพราะตามหลักแล้วคำวินิจฉัยส่วนตนจะต้องออกหลังจากคำวินิจฉัยกลางออกไปแล้ว เพราะคำวินิจฉัยส่วนตนนั้น จะเป็นเพียงคำแจกแจงของตุลาการฯ ที่จะเป็นส่วนขยายของคำวินิจฉัยกลาง แต่ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปจากคำวินิจฉัยที่ออกมาในวันที่ 13 ก.ค. แม้คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการฯ แต่ละคนจะออกมาไม่เหมือนกันแต่โดยสรุปใจความก็จะมีลักษณะคล้ายๆกัน
ผู้สื่อข่าวถามว่า ในคำวินิจฉัยที่จะออกมาจะมีการระบุชัดเจนเลยหรือไม่ ว่าจะต้องให้ฝ่ายรัฐสภาทำประชามติตามคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ นายบุญส่ง กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการชี้แจงไปแล้ว อีกทั้งการทำประชามติเป็นเพียงข้อเสนอแนะของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น ซึ่งสิทธิ์ชี้ขาดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของทางรัฐสภา ที่จะปฏิบัติตามหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของทางรัฐสภา แต่ข้อเสนอแนะของศาลก็เหมือนกับศาลได้ให้ทางชี้แนะที่สะดวกในการที่จะแก้ไข เพราะหากยังเดินหน้าอาจจะมีปัญหาอุปสรรค และเป็นการเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขครั้งนี้ คัดค้านนำมาเล่นงานรัฐบาลได้ และจะส่งผลกระทบให้เกิดวิกฤติครั้งใหญ่แน่นอน อย่าง ไรก็ตาม เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ขึ้นอยู่กับทางรัฐสภา ซึ่งทางที่ดีก็ควรปฏิบัติตามขั้นตอน เพราะหากปฏิบัติตามขั้นตอนทุกอย่างก็จะโปร่งใส ซึ่งตนเห็นด้วยกับที่ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ออกมาให้สัมภาษณ์โดยระบุว่าทุกฝ่ายควรฟังคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญด้วยการทำประชามติ ตามที่ได้มีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวันที่ 13 ก.ค.
เมื่อถามว่า หากคำวินิจฉัยส่วนตนออกมาแล้วฝ่ายการเมืองก็จะนำไปเป็นแนวทางหาประโยชน์ได้หรือไม่ นายบุญส่ง กล่าวว่า ไม่ได้ ต้องยึดคำวินิจฉัยกลางเป็นหลัก เพราะคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคนนั้นแม้จะมีข้อสรุปเดียวกันแต่ เหตุผลที่นำไปสู่ข้อสรุปนั้นแตกต่างกัน แต่ท้ายที่สุดก็จะมารวมสรุปแล้วเขียนออกมาเป็นคำวินิจฉัยกลาง ดังนั้นจึงต้องถือคำวินิจฉัยเป็นหลัก
“ช่วงที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยออกมา แต่มีการวิพากษ์วิจารณ์ไปต่างๆนานา ช่วงแรกๆก็ท้อและรู้สึกน้อยใจในการทำหน้าที่ ทั้งที่เราเข้ามาทำหน้าที่เพื่อบ้านเมือง พยายามทำงานที่ดียังไม่มีผล แต่กลับมีคนกลุ่มหนึ่ง ประกาศเบอร์โทรศัพท์ผม เพื่อนตุลาการฯ และครอบครัวผมและของตุลาการฯ ไปเปิดเผยบนเวที และให้โทรมาข่มขู่ โจมตี ซึ่งเห็นว่าไม่ใช้วิถีทางของคนที่สุจริตใจเขาทำกัน อยู่ศาลยุติธรรมไม่มีใครกล้าแตะ แต่มาอยู่ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีบทลงโทษในการละเมิดอำนาจศาล จึงโดนโจมตีอย่างหนัก โดยเฉพาะช่วงการวินิจฉัยยุบพรรค 3 พรรคการเมืองใหญ่นั้น พอตัดสินสิทธิ์ก็ต้องรถทหารมารับไปพักที่เซฟเฮาส์ถึง 3 วัน 3 คืน เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เป็นผู้พิพากษาก็ไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้เลย แต่เวลานี้ก็รู้สึกชินแล้วเพราะเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยครั้งจึงต้องอดทนทำงานต่อไปด้วยความอดทน“นายบุญส่ง กล่าว
"บิ๊กจิ๋ว"แนะคนไทยติดตามการเมืองด้วยสติ
ที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย วิทยาเขตแม่กา จังหวัดพะเยา มีการจัดพิธีสร้างวิหารหลวงบูรพาจารย์ ครบรอบอายุวัฒนมงคล 96 ปี พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมฺมปญฺญมหาเถร) หรือหลวงพ่อใหญ่ เจ้าอาวาสวัดศรีโคมคำ ต.เวียง อ.เมือง จ.พะเยา โดยมีพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานพิธีฝ่ายฆราวาส ในการเทปูนเสาเอกและเสาโท
หลังจากนั้นพลเอกชวลิตได้กล่าวระหว่างปาถกฐาเกี่ยวกับปัญหาบ้านเมืองว่า ที่นับวันจะเกิดความรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงขอให้คนพะเยาให้ติดตามปัญหาบ้านเมืองด้วยสติ
“ประเทศไทยมีการแก้ไขปัญหาการเมืองหลายสิบปีก็งมอยู่แต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งไม่เคยใช้หลักกรรอยู่ร่วมกันอย่างสงบมาใช้ในการแก้ไขปัญหาบ้านเมืองร่วมด้วย ซึ่งปัญหาบ้านเมืองครั้งนี้ คนไทยต้องใช้สติและพิจารณาถึงปัญหาต่างๆอย่างรอบคอบ ไม่ควรให้อำนาจตกอยู่กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นจะเกิดแต่ปัญหาไม่รู้จบ” พลเอกชวลิต กล่าว
ปชป.เดินหน้าร้องอัยการ ถอนประกัน"อดิศร"
นายนิพิฎฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง ในฐานะทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าได้มอบหมายให้เลขาฯส่วนตัวเดินทางยื่นหนังสือต่อสำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 เพื่อขอให้พิจารณายกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราว นายอดิศร เพียงเกษ ผอ.สถานีโทรทัศน์เอเชียอัพเดท ผู้ต้องหาคดีร่วมกับแกนนำ นปช. ก่อการร้าย เนื่องจากเห็นว่านายอดิศรได้ปราศรัยปลุกระดม ที่บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้เคยเดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา แต่ทางศาลแจ้งมาว่าคดียังอยู่ในขั้นตอนของอัยการ
ขณะที่นายรุจ เขื่อนสุวรรณ อัยการพิเศษฝ่ายคดีพิเศษ 1 กล่าวว่า ในวันนี้ตนยังไม่ได้รับหนังสือเพื่อขอให้พิจารณายกเลิกการปล่อยตัวชั่วคราว นายอดิศรแต่อย่างใด ทั้งนี้มีการยื่นหนังสือจริง ในวันจันทร์ที่ 23 ก.ค. จะนำมาเรื่องนี้มาพิจารณา โดยจะต้องประชุมหารือกับผู้ใหญ่อีกครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะมีคำสั่งออกมาว่าจะพิจารณาถอนประกันหรือไม่



