ข่าว

พ่อแม่อาสาพาปลอดยาเสพติด

พ่อแม่อาสาพาปลอดยาเสพติด

21 ก.ค. 2555

ฮอตอิชชู : พ่อแม่อาสาพาปลอดยาเสพติด

                        เนื่องในวาระมหามงคลที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ จะทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคม 2555 กระทรวงยุติธรรม โดยสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด และกรมคุมประพฤติ จึงได้จัดโครงการ "พ่อแม่อาสานำพาปลอดยาเสพติด" ขึ้นเพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติฯ พร้อมทั้งน้อมนำพระราชดำรัสของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เกี่ยวกับการให้ครอบครัวเข้ามาช่วยดูแลแก้ไขฟื้นฟูลูกหลานที่ติดยาเสพติด ไปสู่การปฏิบัติตามยุทธศาสตร์พลังแผ่นดินเอาชนะยาเสพติด ในแนวคิด “พลังครอบครัวเพื่อการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด” คืนคนดีต่อสังคม

                        โดยเริ่มต้นจากการนำพ่อแม่ ครอบครัวและผู้ใกล้ชิด เข้ามามีส่วนร่วมในการฟื้นฟูสมรรถภาพ ผู้ติดยาเสพติดในรูปแบบของพ่อแม่อาสา เนื่องจากบุคคลในครอบครัวคือผู้มีความใกล้ชิดกับผู้เสพ/ผู้ติดยาเสพติดมากที่สุด ทำให้การดูแลเอาใจใส่ การให้ความช่วยเหลือ จึงมีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้ผู้เสพมีกำลังใจ และสามารถเลิกเกี่ยวข้องกับยาเสพติดได้ โดยในครั้งนี้ นำร่องโดยพ่อแม่อาสา และผู้เข้ารับการฟื้นฟูจำนวนถึง 2 แสนคน เข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรม

                        ลองมาฟังความคิดเห็นของพ่อแม่อาสา และผู้กำลังได้รับการบำบัด ว่าเขาเหล่านั้นคิดเห็นกันเช่นไรบ้าง เริ่มจาก เอ (นามสมมุติ) วัย 17 ปี จากสำนักงานคุมประพฤติจังหวัดนครนายก เล่าว่า เริ่มเข้าไปพัวพันกับยาเสพติดครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 15 ปี โดยเพื่อนๆ ชักชวนให้ทดลองเสพยาบ้า ด้วยความอยากรู้อยากลองและไม่คิดว่าจะติด จึงเป็นก้าวแรกสู่วงจรยาเสพติด ต่อมาเมื่อที่บ้านรู้และขอให้เลิก ทั้งยังดูแลเอาใจใส่อย่างใกล้ชิดที่สุดก็เลิกข้องเกี่ยว แต่เพราะอยู่ในสังคมและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ เป็นเหตุให้หวนกลับไปเสพยาเสพติดอีกครั้ง

                        “ผมเลิกเสพยาบ้ามาพักใหญ่ แต่พอกลับมาอยู่กับเพื่อนๆ กลุ่มเดิม เมื่อถูกชักชวนก็กลับไปเสพอีกครั้ง โดยคราวนี้ไม่ใช่ยาบ้าแต่เป็นยาไอซ์ตอนนั้นผลการเรียนของผมแย่ลง แต่ก็ยังมั่วสุมกับกลุ่มเพื่อนๆ กระทั่งถูกจับและส่งตัวไปคุมประพฤติ ตอนนั้นความคิดผมเปลี่ยนไปมาก ผมหันกลับมามองว่าการเสพยาไม่เพียงจะส่งผลต่อสมองทำให้ผลการเรียนแย่ลงเท่านั้น ทั้งยังทำให้พ่อแม่เสียใจด้วย จากนี้ไปผมสัญญาว่าจะไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวยาเสพติดอีก” เอให้สัญญาอย่างหนักแน่น

                        ขณะที่ คุณพ่อของหนุ่มเอ ซึ่งยืนให้กำลังใจอยู่ข้างๆ เผยว่า จากที่เห็นพฤติกรรมลูกเปลี่ยนไป ทั้งในด้านอารมณ์ไม่ยิ้มแย้มแจ่มใสร่าเริงเหมือนแต่ก่อน รวมไปถึงความผิดปกติเรื่องการนอน คือลูกนอนตื่นสาย ชอบนอนกลางวัน ส่วนกลางคืนไม่ค่อยนอน บวกกับการศึกษาพฤติกรรมเด็กที่เสพยามาก่อนหน้านี้ ทำให้คาดการณ์ว่าลูกน่าจะติดยาเสพติด จึงพยายามพูดคุยด้วยและซื้อเครื่องมาขอตรวจปัสสาวะ ซึ่งผลก็ออกมาเป็นสีม่วงอย่างที่คิดไว้

                        “ผมรู้ว่าลูกติดยาหลังจากเขาใช้ยามาแล้วประมาณ 4-5 เดือน ตอนนั้นผมตกใจมาก พยายามพูดคุยให้เลิกโดยผมจะพาไปรักษา ซึ่งเขาก็ยินดี หลังจากนั้นมาผมดูแลเอาใจใส่ลูกมากขึ้น แต่ลูกก็ยังกลับไปเสพอีก จนที่สุดเขาก็ถูกจับเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง หลังจากนั้นก็ถูกส่งไปคุมประพฤติ ตอนนี้ผมจึงต้องดูแลเขาใกล้ชิดกว่าเดิมในทุกๆ เรื่อง ผมเชื่อว่าเมื่อเด็กเป็นแบบนี้ ครอบครัวมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยให้เขาเลิก พ่อแม่ต้องใส่ใจอย่างจริงจังและใกล้ชิด อย่างลูกชายผมตอนนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการบำบัด ซึ่งผมตั้งใจไว้ว่าหลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว อยากให้ลูกย้ายโรงเรียนเพื่อแยกเขาออกจากเพื่อนกลุ่มเดิมและสิ่งแวดล้อมเดิมๆ ซึ่งคิดว่าน่าจะช่วยได้ในระดับหนึ่ง” ความคิดเห็นจากคุณพ่อของเอ

                        ด้วยความคึกคะนองจากความมึนเมาหลังจากตั้งวงดื่มเหล้าทุกวันเงินเดือนออก เป็นที่มาให้ หนุ่มบี (นามสมมุติ) วัย 30 ปี อยากทดลองเสพยาบ้า บวกกับความคิดที่ว่าการใช้ยาจะทำให้มีเรี่ยวแรงในการทำงานมากขึ้น และค่าแรงก็ต้องเพิ่มขึ้นด้วย ส่งผลให้ขณะนี้เขาต้องเข้ารับการบำบัดจากกองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ซึ่งเจ้าตัวบอกเพียงสั้นๆ ว่าการเสพยาและการถูกคุมขังในทัณฑสถานทำให้เขาเสียดายเวลาที่เสียไป

                        "ผมถูกตำรวจจับตรวจปัสสาวะที่จ.ระยอง แล้วถูกส่งไปที่ทัณฑสถานเปิดห้วยโป่ง ถูกคุมประพฤติอยู่ที่นั่น 4-5 วัน แล้วถูกส่งต่อไปฝึกวินัยบำบัดที่กองพันทหารปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน กรมทหารปืนใหญ่ กองพลนาวิกโยธิน กองทัพเรือ อ.บ้านฉาง จ.ระยอง ผมต้องใช้เวลาบำบัด 45 วัน ซึ่งเพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่นี่ผมได้ฝึกวินัยบำบัด ฝึกความแข็งแกร่ง ความอดทน ทั้งยังทำให้ผมมีระเบียบวินัยมากขึ้นด้วย ตอนแรกที่ทางบ้านรู้ข่าว ครอบครัวของผมเสียใจมาก เพราะที่ผ่านมาไม่มีใครในครอบครัวเกี่ยวข้องกับยาเสพติดมาก่อน แต่แทนที่จะถูกพ่อแม่ดุด่าท่านกลับคอยปลอบใจและให้กำลังใจพร้อมทั้งแนะนำให้ผมเลิก จากนั้นผมก็เริ่มคิดได้เมื่อทุกคนให้โอกาส และอยากฝากบอกผู้ที่ยังข้องเกี่ยวกับยาเสพติดอยู่ ให้เลิกเสียเพราะมันไม่ให้ผลดีอะไรแก่เราเลย" หนุ่มบีแบ่งปันประสบการณ์พร้อมกับฝากความห่วงใยถึงผู้ที่กำลังเกี่ยวข้องกับยาเสพติด

                        อีกหนึ่งหนุ่มใจอ่อนที่หลงทางไปยุ่งเกี่ยวยาเสพติดจากการชักชวนของเพื่อนร่วมงานอยู่นานถึง 3 ปี ซี (นามสมมุติ) วัย 26 ปี ตัวแทนผู้ถูกคุมความประพฤติ จากสำนักงานคุมประพฤติ ประจำศาลแขวงดุสิต เล่าให้ฟังถึงผลที่ได้รับจากการเสพยาบ้าซึ่งในขณะนั้นอายุราว 18-19 ปี ว่าเขาต้องถูกตำรวจจับดำเนินคดี ก่อนจะส่งไปคุมประพฤติที่เรือนจำคลองเปรมอยู่ระยะหนึ่ง และแม้ว่าทุกวันนี้กลับดำเนินชีวิตได้เหมือนจะปกติ แต่ก็ยังต้องไปรายงานตัวทุกๆ เดือนจนกว่าจะครบตามกำหนด ซึ่งจากเหตุการณ์ที่ผ่านมา หนุ่มซีถึงกับให้สัญญากับแม่ว่าจะไม่กลับไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติดอีก ทั้งยังฝากบอกทุกคนว่าให้อยู่ห่างๆ สิ่งเสพติดทั้งหลายเป็นดีที่สุด เพราะให้แต่ผลเสียและน่ากลัวกว่าที่คิด นั่นคือการถูกบันทึกประวัติข้อหาเสพยาเสพติด โดยประวัติดังกล่าวจะติดตัวไปตลอดชีวิต

                        กว่าจะรู้ว่าลูกหลงเดินทางผิด ก็เมื่อลูกถูกตำรวจจับในข้อหาเสพยา คุณแม่ของซี วัย 63 ปี หนึ่งในคุณแม่อาสา ซึ่งเดินทางมาจาก จ.ร้อยเอ็ด เผยด้วยสีหน้าสลดว่า ที่ผ่านมาลูกเป็นเด็กดี เชื่อฟังพ่อแม่มาตลอด พอทราบข่าวว่าลูกถูกจับใจคอไม่ดีกลัวว่าลูกจะต้องติดคุก แต่เมื่อไม่ต้องติดคุกก็รู้สึกโล่งอกแต่ทั้งนี้ยังต้องไปรายงานตัวเป็นระยะ ที่ผ่านมาคอยพร่ำสอนเขาตลอดไม่ให้ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด แต่เมื่อผิดพลาดไปแล้วก็ขอร้องว่าอย่าทำอีก อยากให้เขาสงสารและเห็นใจแม่ ถ้าไม่เห็นแก่แม่ก็ขอให้เห็นแก่ครอบครัวและอนาคตของตัวเอง

                        เมื่อพลาดไปแล้ว...ครอบครัวให้อภัย สังคมให้โอกาส ต่อจากนี้เป็นวิถีของคุณแล้วล่ะว่าจะ "เลือก"หรือ "เลิก"

 

 

--------------------

(ฮอตอิชชู : พ่อแม่อาสาพาปลอดยาเสพติด)