ข่าว

ร้องศาลระงับสร้างเขื่อนกั้นน้ำ

ร้องศาลระงับสร้างเขื่อนกั้นน้ำ

21 ก.ค. 2555

ร้องศาลระงับสร้างเขื่อนกั้นน้ำ การสู้ด้วยกฎหมายเพื่อสิทธิ์ของชุมชนรอบนิคมฯ : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค

          "ในสัปดาห์หน้าสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน จะไปยื่นเรื่องต่อศาลปกครองเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพิ่มเติม หลังจากเคยยื่นฟ้องไปแล้วในเดือนมีนาคม เพื่อขอให้ศาลปกครองมีคำสั่งไปยังผู้เกี่ยวข้องให้ระงับการดำเนินการต่อการสร้างเขื่อนกั้นพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม ประเด็นที่จะนำเสนอก็คือ การถมที่เพื่อทำเขื่อนในขณะนี้ มีผลต่อการกีดขวางทางเดินของน้ำ และรัฐบาลไม่ได้ดำเนินการใดๆ ในส่วนที่เกี่ยวเนื่องต่อการที่จะกระจายน้ำจากพื้นที่อุตสาหกรรมออกไปสู่คู คลองตามธรรมชาติ เพื่อแสดงให้เห็นถึงมาตรการที่จะรองรับ หรือลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจากนโยบายที่ดูแลเพียงผู้ประกอบการ" ศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนระบุ

 

          การจัดสร้างเขื่อนกั้นพื้นที่โดยรอบนิคมอุตสาหกรรม ทั้งใน จ.พระนครศรีอยุธยา จ.ปทุมธานี และ จ.สมุทรปราการ กำลังจะกลายมาเป็นประเด็นที่อ่อนไหวอีกครั้ง ในขั้นตอนของการดำเนินการว่ามีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตามเนื้อหาที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนอ้างอิงในการเสนอฟ้องต่อศาลปกครอง ขณะที่อีกด้านหนึ่งความล่าช้าในการดำเนินการสร้างแนวกำแพงเพื่อป้องกันไม่เกิดภาวะน้ำท่วมซ้ำรอยปลายปี 2554 ก็มีผลกระทบในเชิงจิตวิทยาของนักลงทุน ที่เริ่มไม่เชื่อมั่นว่าหากเกิดภัยพิบัติจากภาวะน้ำท่วม จะป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายได้อย่างไร

          "ยืนยันว่าในฐานะผู้ฟ้องเราต้องการเห็นทุกฝ่ายปฏิบัติภายใต้กรอบของกฎหมาย เราสนับสนุนที่จะมีการวางแนวป้องกันเพื่อที่จะลดความเสียหาย แต่คำตอบที่รัฐบาลจะต้องมีให้ก็คือ รัฐบาลวางแนวทางอย่างไรต่อการที่จะกระจายปริมาณน้ำที่หลากเข้าท่วมพื้นที่อื่นๆ อย่างไร จะมีการเยียวยาอย่างไรหากโครงการที่รัฐบาลสนับสนุนให้เกิดการลงทุน นำมาซึ่งความเดือดร้อนให้เกิดขึ้นกับชุมชน" นายศรีสุวรรณกล่าว

          เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อนร่วมกับประชาชนที่อยู่ใกล้เคียงพื้นที่รอบนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง รวม 39 คน ยื่นฟ้องต่อศาลปกครอง เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งระงับการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำรอบนิคมอุตสาหกรรม 11 แห่ง โดยมีผู้ถูกฟ้องคดี 7 ราย คือ 1.การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 2.กรมโรงงานอุตสาหกรรม 3.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม 4.รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  5.ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน 6.คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และ 7.คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) 

          สำหรับประเด็นของข้อกล่าวหาคือ สนับสนุนและอนุญาตให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือสวนอุตสาหกรรม ดำเนินการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวร ล้อมรอบพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมหรือเขตประกอบการอุตสาหกรรมหรือสวนอุตสาหกรรม โดยไม่ผ่านกระบวนการ ขั้นตอน หรือหลักเกณฑ์ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อันเป็นการขัดหรือแย้งหรือละเว้นต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550 มาตรา 57 มาตรา 58 มาตรา 66 และมาตรา 67 ละเว้นพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2535 มาตรา 46 ถึงมาตรา 51 และละเว้นพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มาตรา 5 มาตรา 10 และมาตรา 11 และละเว้นพระราชบัญญัติการขุดและถมดิน พ.ศ.2553 มาตรา 26 และมาตราอื่นๆ รวมทั้งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา226 ประกอบมาตรา 84 

          สาระสำคัญของกฎหมายเหล่านี้คือ การรับรองและคุ้มครองสิทธิของประชาชน ที่อาจจะได้รับผลกระทบจากการดำเนินโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและเอกชน ด้วยการกำหนดว่า ต้องให้ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบมีส่วนร่วม ตั้งแต่การรับฟังความเห็น การมีส่วนร่วมในการพิจารณารูปแบบโครงการ รวมทั้งการบัญญัติให้เจ้าของโครงการจัดทำการศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมด้วย ในขณะที่การก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมรอบนิคมทั้ง 11 แห่ง ไม่ได้มีการดำเนินการใดๆ ทั้งที่การสร้างเขื่อนป้องกันน้ำท่วมทั้ง 11 แห่ง เป็นโครงการขนาดใหญ่ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนที่อยู่โดยรอบ

          ด้วยเหตุที่ว่าการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวรในภาวะที่น้ำหลาก จะทำให้ระดับน้ำท่วมสูงขึ้นในชุมชนรอบข้าง และสร้างความเสียหายให้พื้นที่โดยรอบที่อยู่ใกล้เคียงกับแนวกั้น โดยที่ผู้ถูกฟ้องคดีและหรือผู้ประกอบการหรือผู้พัฒนานิคมไม่เคยทำความเข้าใจและหาทางวางแผนไม่ให้ผู้ที่อาศัยอยู่บริเวณดังกล่าว ที่จะต้องได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย หรือมีการกำหนดมาตรการชดเชย เยียวยาที่ชัดเจน ก่อนที่จะวางแผนหรือดำเนินการใดๆ หรือมีมาตรการการแก้ไขปัญหาน้ำหลากอย่างเบ็ดเสร็จ

          การปล่อยให้มีการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวร จะก่อให้เกิดผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรงตามมา ทั้งผลกระทบจากการก่อสร้าง ผลกระทบจากการเบี่ยงเบนลำน้ำหรือเส้นทางการไหลของน้ำหรือทางน้ำผ่าน (ฟลัดเวย์) จากเส้นทางเดิม อันจะทำให้ระดับน้ำในชุมชน ที่อยู่อาศัยเพิ่มสูงขึ้น ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการป้องกันดูแล และหากน้ำล้นสันเขื่อนหรือกำแพงกั้นน้ำทลาย มีความเป็นไปได้ที่ชุมชนที่อาศัยอยู่บริเวณเหนือและหรือโดยรอบเขื่อน อยู่ในภาวะที่ไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

          ขณะเดียวกันพื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมของผู้ฟ้องคดีและประชาชนที่อยู่เหนือเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ หรือโดยรอบเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ จะกลายเป็นพื้นที่รองรับน้ำแทนนิคมอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรม เพราะในช่วงที่เกิดน้ำหลากหรือภาวะฝนตกหนัก น้ำเหล่านั้นจะไม่สามารถไหลผ่านออกไปตามทิศทางการไหลของน้ำตามธรรมชาติได้เลย เพราะมีการขวางกั้นการไหลของน้ำ ทำให้พื้นที่ชุมชนและพื้นที่เกษตรกรรมกลายเป็นที่รองรับน้ำแทน หรืออยู่ในลักษณะของบึงรับน้ำถาวร 

          การสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวร โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบของชุมชนรอบข้างเลย จึงเป็นแนวคิดที่ผิดพลาด ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้ถูกฟ้องคดีร่วมกันระงับและเพิกถอนการดำเนินโครงการหรือกิจกรรมการก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำของผู้รับใบอนุญาต หรือผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรมทั้ง 11 แห่ง 

          รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องคดี ร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรมโดยรอบนิคมอุตสาหกรรม/เขตอุตสาหกรรม/สวนอุตสาหกรรมทั้ง 11แห่ง โดยการมีส่วนร่วมของที่อยู่โดยรอบในรัศมี 10 กิโลเมตร และมีการกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรอบนิคม ตลอดจนให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญในมาตราที่เกี่ยวข้อง 

 

          นี่คือการต่อสู้ในขั้นตอนของข้อกฎหมาย โดยภาคประชาชนที่กำลังเกิดขึ้น

 

 

----------

(หมายเหตุ : ร้องศาลระงับสร้างเขื่อนกั้นน้ำ การสู้ด้วยกฎหมายเพื่อสิทธิ์ของชุมชนรอบนิคมฯ : รายงานพิเศษ : โดย...ทีมข่าวภูมิภาค)

----------