
ทำไม'เขา'ไม่ชอบศาลรัฐธรรมนูญ
ทำไม'เขา'ไม่ชอบศาลรัฐธรรมนูญ : ต่อปากต่อคำ โดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์ [email protected]/ twitter@DoctorAmorn
ก่อนเข้าเนื้อหาคิดว่าควรทำความเข้าใจกับคำว่า “เขา” ในเบื้องต้น สำหรับ “เขา” ในที่นี้ ผมต้องการสื่อถึง นักการเมือง บุคคล คณะบุคคล หรือกลุ่มผลประโยชน์ใดๆ อันได้รับผลกระทบจาก “คำตัดสินวินิจฉัย” ของศาล มีเสนอมาหลายรูปแบบ แรงสุดๆ ถึงกับให้ “ยุบเลิกศาลทิ้งไป”
โดยความเป็นจริง “ความเป็นสถาบันของศาล” ไม่ใช่ประเด็นปัญหาใหญ่ แต่สิ่งที่ “เขาทั้งหลายรู้สึกอึดอัดและมองเห็นเป็นอุปสรรคขวากหนามของเขา” น่าจะเป็น “ตัวตนของตุลาการ” จำนวนหนึ่ง หรืออาจพูดให้แคบเข้า คือ “องค์คณะผู้พิจารณาคดี” จะยิ่งชัดเจนยิ่งขึ้นเมื่อพิจารณาในคดีล่าสุดเกี่ยวกับ “การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยฯ” มีตุลาการท่านหนึ่งถอนตัวไป กับอีกหนึ่งท่านให้ความเห็นในทาง “ไม่เห็นพ้องกับผู้ร้อง” จากองค์คณะทั้งหมด 9 ท่าน จึงสามารถ “แยกปลาแยกน้ำออกจากกันได้อย่างชัดเจน” ในความคิดอ่านของผู้อาจมีอคติต่อการทำหน้าที่ของตุลาการ
มาวันนี้ มีทั้งนักกฎหมายมืออาชีพและสมัครเล่น รวมทั้งนักกฎหมาย “ชั้นครู” ออกมาเสนอ “ตัวแบบ” การพิจารณาคดีเกี่ยวกับประเด็นข้อขัดแย้งในรัฐธรรมนูญ มีทั้งให้นำรัฐธรรมนูญเก่ามา “ปัดฝุ่น” มีทั้งให้ใช้ “ตุลาการรัฐธรรมนูญโดยตำแหน่ง” เช่นเดียวกับรัฐธรรมนูญดั้งเดิมหลายๆ ฉบับในอดีต เพราะ “พวกเขา” มองกันว่า วิธีการลักษณะเดิมปัญหาน้อยกว่าสำหรับ “พวกเขา” และพูดจาถ้อยทีถ้อยอาศัย ไม่มีพิธีรีตองเข้มงวดอย่างในระบบไต่สวนของศาลปัจจุบัน ซึ่งอาจมีอำนาจมากเกินไปในสายตาของผู้ได้รับผลข้างเคียงจากคำตัดสินวินิจฉัย
ทำให้ไม่มีอะไรน่าประหลาดใจว่า ในทันทีที่ศาลพิจารณาว่า “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ สามารถกระทำได้ ไม่ถือเป็นการล้มล้างการปกครอง” กระแสเรียกร้องให้ดำเนินการตามกระบวนการในมาตรา 291 จึงดังกระหึ่มกึกก้อง บ้างเรียกร้องถึงขั้นให้มีการแก้ไขในส่วนของอำนาจหน้าที่ของศาล เช่น ไม่ต้องการให้ผลคำวินิจฉัย “ผูกพันรัฐบาล และ รัฐสภา” ด้วยการอ้างถึง “หลักการแบ่งแยกอำนาจ” บ้างต้องการให้อำนาจในการกลั่นกรองของ “อัยการสูงสุด” เป็นบรรทัดฐานเพื่อไม่ให้ทุกคดีวิ่งขึ้นศาลได้ง่ายดาย เพราะเกรงว่าถ้าเป็นไปตามคำวินิจฉัย การจะแก้ไขหรือกระทำการใดๆ จะต้องมีปัญหาชะงักงันด้วยข้อร้องเรียนของฝ่ายตรงข้ามกันแทบจะเรียง “รายมาตรา” ก็ว่าได้
ปัญหาอีกประการหนึ่งของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ในวันนี้ คือ ยังไม่มีพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย “วิธีพิจารณาความของศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งผมได้รับ “การบอกเล่าจากผู้เกี่ยวข้องว่า” ได้มีการ “ถอนร่างเดิมออกไป” เพราะมีความเห็นไม่ลงรอยกันในเรื่องของ “อำนาจ และกระบวนการบางอย่าง” ซึ่งต่างฝ่ายต่างมีความรู้สึกไม่เป็นธรรมกันอยู่ ทำให้เกิดเป็นประเด็น “โต้เถียงกันอยู่เนืองๆ" ว่า ในอนาคต หากจะต้องออก “คำวินิจฉัย” จะขอให้ศาลแถลงทั้ง “คำวินิจฉัยส่วนตน” และ “คำวินิจฉัยกลาง” ไปพร้อมๆ กัน ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาจะได้หรือไม่ ด้วยความ “หวาดระแวง” ว่าการอนุโลมให้ออกคำวินิจฉัยส่วนตนได้ภายหลังการมีคำวินิจฉัยกลาง หรือ ออกไม่พร้อมกัน มี “ข้อครหา” ว่า ผู้เขียนอาจมีเวลามากพอจะสอบทานหรือทดสอบ “กระแสสังคม” ก่อนลงมือเขียนคำวินิจฉัย ซึ่งอาจ “เบี่ยงเบน” ไปตามแรงกดดันและทำให้ตุลาการ “ขาดความอิสระ” ดังเจตนารมณ์ของกฎหมายต้องการให้มี
ส่วนข้อสงสัย “การทำประชามติ” ว่าต้องทำก่อนหรือหลังการแก้ไข “ศาล” ได้วินิจฉัยออกมาว่า “หากจะยกเครื่องเปลี่ยนทั้งฉบับต้องทำ” แต่ถ้าเป็น “รายมาตรา” ไม่ต้องทำ ปัญหา คือ อาจมีผู้สงสัยว่า ถ้ารัฐธรรมนูญมี 100 มาตรา และหากจะแก้เรียงรายมาตราไปประมาณ สี่สิบถึงห้าสิบมาตรา ซึ่งถือว่ามากทีเดียว กับการแก้ “รัฐธรรมนูญ” ในส่วนซึ่งเป็น “สาระสำคัญ (Core Content)” บางมาตรา แต่ก็ถือว่าสำคัญยิ่งยวด เช่นนี้ ต้องทำประชามติไหม เพราะงบประมาณการทำแต่ละครั้งหลายพันล้านบาท ยังไม่นับการ “รั่วไหล” ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ ไปๆ มาๆ อาจจะมีคนคิดก้าวหน้าไปไกลว่า ในเมื่ออนุญาตให้แก้รัฐธรรมนูญได้โดยชอบ “เขา” อาจใช้โอกาสนี้แก้ไปถึงให้รัฐธรรมนูญเป็นเรื่อง “จารีตประเพณีท้องถิ่น” เพื่อแก้ไข “วิกฤติรัฐธรรมนูญ” ก็เป็นได้



