
ตัดสินยืนคุก5ปี'ตร.หญิงยักยอกเงิน'
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืนจำคุก 5 ปี ตำรวจหญิง บก.น.5 ยักยอกเงินค่าธรรมเนียมโครงการบัณฑิตอาสา 7,300 บาท จำเลยอ้างหลงลืมฟังไม่ขึ้น
19ก.ค 2555 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำ อ.3500/51 ที่ พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ส.ต.ท.หญิง รัตน์ติยา หรือวริศรา มูลศรีสุข อายุ 38 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจการเงิน สังกัดกองบังคับการตำรวจนครบาล 5 เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใด เบียดบังทรัพย์นั้นเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต,เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
โดยอัยการโจทก์ ยื่นฟ้องสรุปว่า เมื่อวันที่ 2 พ.ย. - 26 พ.ย.2551 วันเวลาใด ไม่ปรากฏชัด จำเลยซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการด้านการเงิน ได้รับเงินค่าธรรมเนียมจากโครงการบัณฑิตอาสา ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับทบวงมหาวิทยาลัยจัดขึ้น ซึ่งเป็นเงินที่เรียกเก็บจากบัณฑิตที่เข้าโครงการคนละ 10 บาท รวม 7,300 บาท ซึ่งจำเลยต้องออกใบเสร็จและส่งธนาคารกรุงไทยฯ เป็นการนำเงินเข้าหลวงตามระเบียบ แต่จำเลยกลับกระทำผิดยักยอกเงินจำนวนดังกล่าวไว้โดยทุจริต สร้างความเสียหายแก่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และประชาชน เหตุเกิดที่ แขวง ใดไม่ปรากฏชัด เขต ดุสิต กรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147,157 จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 จำคุก 5 ปี ทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาบ้าง จึงให้ลดโทษเหลือหนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยไว้ 3 ปี 4 เดือน ขณะที่จำเลยอุทธรณ์ อ้างว่าไม่ได้กระทำผิด เพราะรับเงินจำนวนดังกล่าวไว้จริง แต่หลงลืมส่งเข้าหลวงเพราะต้องไปซ้อมสวนสนาม โดยมีนายตำรวจหลายนายเป็นพยาน
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้วเห็นว่า จำเลยเป็นเจ้าหน้าที่ธุรการฝ่ายการเงินต้องมีความชำนาญในการเก็บ รับ ส่ง รวบรวม เอกสารด้านการเงิน เมื่อรับเงินมาแล้วก็ต้องส่งผู้บังคับบัญชา ที่จำเลยอ้างว่าหลงลืมโดยเก็บใส่ซองไว้ในลิ้นชักโต๊ะส่วนตัวเป็นเวลานาน จึงฟังไม่ขึ้น อีกทั้งนายตำรวจที่เป็นพยานขณะพบเงินก็ ไม่เบิกความยืนยัน เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำเลยมานั้นชอบแล้ว อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน .



