ข่าว

"พระองค์ภาฯ" มีพระประสงค์ปลูกฝัง "ยุติความรุนแรง" ตั้งแต่เด็ก

"พระองค์ภาฯ" มีพระประสงค์ปลูกฝัง "ยุติความรุนแรง" ตั้งแต่เด็ก

21 พ.ค. 2552

"การยุติความรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรุนแรงต่อสตรีและเด็กนั้น วิธีการที่ดีอย่างหนึ่ง ก็คือการปลูกฝังความรู้ความคิดให้เด็กและเยาวชนได้ทราบตระหนักว่า การกระทำรุนแรงเป็นพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องและไม่สมควร

 เพื่อที่เด็กแต่ละคนเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ จะได้ไม่ใช้ความรุนแรงแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิต วิธีการดังกล่าวนี้แม้อาจจะเห็นผลล่าช้าไปบ้างแต่ก็หวังผลยั่งยืนได้ในระยะยาว เพราะเป็นการป้องกันปัญหาที่ต้นเหตุ ซึ่งดีกว่าการปราบปรามหรือแก้ไขที่ปลายเหตุมาก"  พระดำรัส พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เมื่อครั้งเสด็จไปทรงเปิดโครงการ ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2552

 ด้วย พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงรับเป็นทูตสันถวไมตรี ในการต่อต้านความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก ซึ่งทรงมีพระภารกิจที่ทรงดำเนินการ คือ รณรงค์ต่อต้านความรุนแรงในสังคมไทยอย่างยั่งยืน และมีพระปรารภให้โรงเรียนและมหาวิทยาลัยรณรงค์เรื่องนี้อย่างจริงจัง สำนักงานคณะกรรมการขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงยุติธรรม และกองทุนการพัฒนาเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเฟม ร่วมกันสืบสานพระปรารภจัดทำโครงการ "ยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก" พร้อมทั้งจัดประชุม "ปฏิบัติการหยุดความรุนแรงต่อสตรีและเด็กด้วยพลังเด็กและเยาวชน" ขึ้นโดยได้โรงเรียนนำร่องในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ที่เข้าร่วมโครงการนี้จำนวน 8 โรง ได้แก่ โรงเรียนจิตรลดา โรงเรียนราชินี โรงเรียนปัญญาวรคุณ โรงเรียนสตรีราชินูทิศ โรงเรียนเสอเพลอพิทยาคม โรงเรียนท่าทองพิทยาคม โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย และโรงเรียนเมืองชุมพรวิทยา โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา เสด็จมาทรงเปิดงานดังกล่าว ณ โรงแรมเจริญโฮเต็ล จ.อุดรธานี

 ในการนี้ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ได้สดับการนำเสนอแผนงานโครงการยุติความรุนแรงต่อสตรีและเด็ก จาก "เพิร์ธ" พิชามญชุ์ ปองเงิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนราชินี และ "ขวัญ" ปาณัสม์ สุนทรบุระ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนจิตรลดา ซึ่งเป็นตัวแทนของนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 240 คน ก่อนจะเสด็จไปทอดพระเนตรแผนงานโครงการของนักเรียนทั้ง 8 โรงเรียน ที่นำเสนอสาเหตุและแนวทางการแก้ไขปัญหาความรุนแรงภายในโรงเรียนในเบื้องต้นเอาไว้อย่างชัดเจน แล้วจึงเสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการนำเสนอผลงานจากกิจกรรมการประชุมปฏิบัติการดังกล่าว

 "ขวัญ" ปาณัสม์ เผยว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าร่วมโครงการนี้ การกระทำความรุนแรงตามที่เข้าใจ คือ การทำร้ายร่างกายเพียงอย่างเดียวและเป็นเรื่องไกลตัว ไม่เคยคิดว่า คำพูดที่ส่อเสียด หยาบคาย การกีดกันทางเพศ หรือการเพิกเฉย ก็จัดเป็นการกระทำความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วยเหมือนกัน แต่หลังจากที่เข้าร่วมประชุมในโครงการนี้ ทำให้เข้าใจการกระทำความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเป็นสิ่งที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ทุกเพศ ทุกวัย และทุกสังคมด้วย

 "หลังจากเข้ารับการอบรม ทำให้ผมเห็นถึงความรุนแรงในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งการอบรมครั้งนี้ทำให้เราสามารถรู้ตัวเองว่า หากเกิดเหตุการณ์ที่เสี่ยงต่อการกระทำความรุนแรง เราควรจะปฏิบัติตัวอย่างไร หรือแม้แต่ครอบครัวที่ผู้ชายออกไปทำงานนอกบ้าน แต่บังคับให้ผู้หญิงทำงานบ้านอยู่แต่ในบ้าน อันนี้ก็ถือเป็นความรุนแรงอย่างหนึ่งด้วยเหมือนกัน ความรุนแรงไม่เลือกว่าจะเกิดขึ้นกับใคร สามารถเกิดขึ้นได้ทุกเวลา ทุกสถานที่ ไม่เลือกว่าเป็นผู้ใหญ่ ผู้หญิงหรือผู้ชาย หญิงชายเมื่อเกิดเป็นคนแล้วย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน ผมในฐานะที่ยังเป็นเยาวชนจึงอยากที่จะช่วยหยุดปัญหา และขจัดความรุนแรงให้ออกไปจากสังคมไทย" ขวัญแจง

 ด้าน "เพิร์ธ" พิชามญชุ์ นักเรียนหญิงแห่งโรงเรียนราชินี กล่าวว่า เนื่องจากเรียนโรงเรียนหญิงล้วน จึงไม่ค่อยเห็นความรุนแรงในเรื่องของการทำร้ายร่างกาย ความรุนแรงสุดที่เคยเห็น คือ การมองด้วยสายตาเหยียดหยาม และการเลือกคบเพื่อนภายในห้องเดียวกัน

 "ในห้องจะมีเพื่อนบางกลุ่มที่เลือกคบเพื่อน ซึ่งจะเป็นแบบนี่ทุกรุ่น จริงอยู่ว่าการกระทำเหล่านี้อาจจะไม่ได้เป็นการกระทำรุนแรงต่อร่างกาย แต่เป็นการกระทำความรุนแรงที่ส่งผลทางสภาพจิตใจ และยังส่งผลต่อเนื่องไปถึงเพื่อนคนอื่นๆ ที่จะไม่คบกับเด็กคนนี้ จึงกลายเป็นการทำร้ายจิตใจทางอ้อม ส่วนตัวเมื่อกลับไปจะต้องเป็นตัวแทนของโรงเรียน นำสิ่งที่อบรมมาไปปรับใช้ภายในโรงเรียน โดยเฉพาะปัญหาการเลือกคบเพื่อนนั้น จะพยายามจัดกิจกรรมกลุ่มสัมพันธ์ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์ เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ใหม่ในกลุ่มของนักเรียนด้วยกันเอง" เพิร์ธ กล่าวแนะนำ