
สูตรสำเร็จ
สูตรสำเร็จ : เสรีภาพและความรับผิดชอบ โดยนายประชา ช้ำชอก [email protected]
ท่ามกลางปฏิกิริยา ท่าทีของฝ่ายต่างๆ ซึ่งมีต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในกรณีที่ได้ยกคำร้องตามมาตรา 68 โดยเห็นว่า ข้อเท็จจริงยังไม่พอฟังได้ว่า ผู้ถูกร้องมีเจตนาล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
น่าสนใจว่า รัฐสภาจะดำเนินการอย่างไรต่อไปกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งค้างพิจารณาอยู่ โดยมี 2 ทางเลือกด้วยกัน คือ 1.เดินหน้าลงมติในวาระ 3 ต่อไป 2.ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะหรือคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยการทำประชามติสอบถามประชาชนถึงการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ หรือไม่เช่นนั้นก็ย้อนกลับมาเริ่มต้นกระบวนการเสียใหม่ ด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา
อย่าว่าแต่สาธารณชนคนทั่วไปเลย กระทั่งนักวิชาการ ปัญญาชนก็มีความเห็นที่ค่อนข้างจะหลากหลาย
ไม่อาจปฏิเสธไปได้เลยว่า ข้อเสนอแนะ หรือคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญอันผ่านคำวินิจฉัยซึ่งพาดพิงไปถึงการทำประชามติ มีปัญหาเกี่ยวด้วยตรรกะ หลักการและเหตุผล
ชอบหรือไม่ ควรหรือเปล่ากับการแสดงความคิดเห็นกึ่งคำวินิจฉัยในประเด็นนอกคำร้อง
สำแดงตนเป็นเสมือน "พี่เบิ้ม” ขององคาพยพการปกครองในระบอบรัฐธรรมนูญ ที่ห่างไกลเนื้อหาสาระของประชาธิปไตย
แต่ขณะเดียวกัน การเดินหน้าลงมติในวาระ 3 ต่อไปก็หาได้เป็นการยืนหยัดหลักการ ยึดมั่นความถูกต้องชอบธรรมอะไรไม่ เพราะกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่กระทำดำเนินการกัน ไม่ได้มีเจตนา เป้าหมายที่จะผลักดัน สถาปนาประชาธิปไตยขึ้นมาในบ้านนี้เมืองนี้แต่อย่างใด
ตะบี้ตะบันแก้ไขรัฐธรรมนูญ คู่ขนานไปกับการผลักดันร่าง พรบ.ว่าด้วยการปรองดองแห่งชาติ ทั้งหมดทำเพื่อใครก็รู้กันอยู่
อ้าปากกระดกลิ้นอ้างประชาธิปไตย อ้างประชาชน อ้างเสื้อแดง เป็นเครื่องมือในการช่วงชิงอำนาจทางการเมืองให้แก่ตัวเอง โดยไม่ได้มีเนื้อหาสาระอะไรอื่น
นี่หากไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาทบทวนคำสั่งปล่อยชั่วคราว ป่านนี้เหล่าบรรดาอำมาตย์สายพันธุ์ใหม่ พวกที่มีอาชีพเป็นแกนนำ ต้องออกมาประสานเสียงด่าทอโจมตีศาลรัฐธรรมนูญให้เอิกเกริก ประกาศดึงดันเดินหน้าโหวตวาระ 3 ต่อไปโดยไม่กลัวหน้าอินทร์หน้าพรหม
สักพักพอมีใบสั่งมาจากดูไบให้ทำตามข้อเสนอแนะ เหนือคำแนะนำของศาลรัฐธรรมนูญก็แสดงท่าฮึดฮัดอึดอัด บ้างพอเป็นพิธี ก่อนจะอ้าง "ลับ ลวง พราง” กับมวลชนจนกระทั่งกลายเป็นสูตรสำเร็จไปเสียแล้วทุกวันนี้
ไม่ได้ต่างไปเรื่องลากคอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปขึ้นศาลโลก ที่เมื่อวันจันทร์ มีข่าวนางพะเยาว์ อัคฮาด มารดา น.ส.กมนเกด หนึ่งในหกผู้เสียชีวิตหน้าวัดปทุมวนาราม เดินทางไปยังทำเนียบรัฐบาล หมายจะไปยื่นหนังสือถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้พิจารณายอมรับอำนาจศาลอาญาระหว่างประเทศ ในการเอาผิดกับกรณีของการสังหารหมู่มวลชนคนเสื้อแดง แต่ไม่มีใครยอมลงมาพบด้วย
นี่หากไม่เห็นข่าวนี้ หลายคนอาจพาลคิดไปว่า นายอภิสิทธิ์-นายสุเทพ คงใกล้จะถูกลากตัวไปขึ้นศาลโลกอยู่รอมร่อ วันนี้วันพรุ่งแล้วแน่เลย เพราะเดี๋ยวก็มีข่าวนายสุนัย จุลพงศธร นายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ไปฟ้องนั่นร้องนี่ ขณะที่นายเหวง โตจิราการ สามีประธาน นปช. ก็แถลงข่าวความคืบหน้าได้เป็นวรรคเป็นเวร
อ้าวที่ไหนได้ "ลับ ลวง พราง” กันนี่เอง



