
ใครที่ควรเกี่ยวก็ไม่ควรถอยไป...จริงมั้ย?
ใครที่ควรเกี่ยวก็ไม่ควรถอยไป...จริงมั้ย? : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])
ใครๆ ก็เขียนเรื่องนี้ครับ ก็อย่าเพิ่งเบื่อกันเสียก่อน
ประเด็นที่น่าสนใจสืบเนื่องก็คือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่จบ เรื่องนี้น่าสนใจมาก เพราะว่าในเชิงการข่าวและการเมืองนั้นเรื่องนี้มีพล็อตที่น่าสนใจมิใช่น้อย
หนึ่งก็คือ จนถึงวันอังคารตอนเช้า เราไม่พบว่าพื้นที่ข่าวของประชาธิปัตย์นั้นปรากฏตัวเลย และเท่าที่ศึกษาจากหน้าข่าว วันอาทิตย์โฆษกพรรคประชาธิปัตย์เองก็ปรากฏข่าวในเรื่องอื่นเสียมากกว่า
ที่น่าสนใจกว่านั้นก็คือ คู่ความขัดแย้งหลักในตอนนี้กลายเป็นศาลรัฐธรรมนูญกับคณะนิติราษฎร์
ในทางหนึ่งนั้นเป็นสิ่งที่งดงามมากในแง่ของการต่อสู้กันทั้งในระดับความรู้และความเชื่อ และงานนี้นิติราษฎร์เปิดเกมรุกที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่านิติราษฎร์ไม่รอเวลาในการรุกศาลรัฐธรรมนูญไม่เกินสองวันหลังจากการอ่านคำพิพากษา (ในการข่าวนั้น วันอาทิตย์เดิมเป็นพื้นที่ข่าวของประชาธิปัตย์ คุณจาตุรนต์ และอาจารย์ธีรยุทธ และเมื่อการพิพากษาจบไป พวกที่ทำข่าวประเภทเรียกคนมานั่งทำนายคำพิพากษาก็ลดลงอย่างน่ายินดี)
เราพบว่าข้อเสนอต่างๆ ของนิติราษฎร์นั้นกลับครองหน้าข่าววันจันทร์อย่างพร้อมเพรียง พร้อมเสียก่อนที่คำพิพากษาฉบับรวมและฉบับเฉพาะบุคคลที่เป็นทางการเสียอีก
ในเกมของข้อถกเถียงนี้ เรื่องจะกลายเป็น ข้อถกเถียงระหว่างโฆษกศาลรัฐธรรมนูญกับคณะนิติราษฎร์ ซึ่งในแง่ของทางข่าวนั้นงานนี้ไม่ง่ายนัก เพราะศาลรัฐธรรมนูญในฐานะสถาบัน ถ้าถอดเอาเครื่องแบบและพิธีกรรมต่างๆ ที่ห่อหุ้มอยู่ออกไปเสียบ้าง แล้วมาเจอกับคณะนิติราษฎร์แล้ว ในมุมนี้ก็คือการถกเถียงกันในระดับการประลองยุทธ์ที่นิติราษฎร์ไม่ได้เป็นรองเลยในแง่ของความสามารถในการใช้ภาษาและให้เหตุผลต่อสาธารณะ อย่างน้อยในระดับของการเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์และสื่ออื่นๆ มากขึ้น
ประเด็นก็คือ พรรคฝ่ายค้าน ขบวนการเสื้อเหลือง และเนติบริกรที่เคยถูกเรียกใช้งานในแบบเดิม (คือรอเข้าตาผู้ใหญ่ แต่ตอนนี้ผู้ใหญ่ก็มึนเหมือนกันเพราะเจอเข้าไปหลายดอก) นั้นจะสามารถแทรกเข้ามาเสริมทัพได้มากน้อยแค่ไหน (ผมเองก็ไม่ใช่คนไม่มีอคติ แต่ในช่วงก่อนอ่านคำพิพากษานั้น ผมขออนุญาตชื่นชม คุณคำนูณ สิทธิสมาน ที่ทำหน้าที่ของวุฒิสมาชิกที่มีประวัติศาสตร์เชื่อมโยงกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรได้อย่างเข้มข้นและ "แฟร์" ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยก็ไม่ใช้วิธี “กล่าวหา” ในการให้เหตุผลล่ะครับ เพราะหลายคน/หลายสื่อใช้วิธี “กล่าวหา” มากกว่า “ให้เหตุผล”)
โดยสรุป งานนี้สิ่งที่ยังไม่เห็นชัดแม้ว่าจะพอมีอยู่บ้างในช่วงก่อนคำพิพากษาก็คือการเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทย ซึ่งผมคิดว่าจะทำตัวเป็นแค่ทีมกฎหมายของพรรค หรือจะทำตัวเป็นคณะทำงานด้านการต่อสู้ในเชิงนิติศาสตร์ ก็ต้องลองคิดเอาเอง เพราะถ้าคิดจะสู้แบบทำตัวเป็นนักการเมืองที่มีฐานเป็นทนายความก็เรื่องหนึ่ง แต่ถ้าทำตัวเป็นนักการเมืองระดับนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต และอดีตนักวิชาการทางกฎหมาย ผมคิดว่างานนี้ศาลคงจะเจอของหนัก เพราะมีไม่บ่อยนักที่สื่อจะเริ่มสนใจข้อถกเถียงอย่างเป็นเรื่องเป็นราวระหว่างศาลกับนิติราษฎร์ (ก็เคยเสนอไปแล้วว่านิติราษฎร์เขาน่าจะแปลว่า demos-prudence มากกว่า enlighten-jurist แต่ก็นั่นแหละครับ วันนี้ก็ต้องเถียงกันว่า "จูริส" (ผู้พิพากษา) ฝ่ายไหนจะ "เอ็นไล้เท่น" (แจ่มแจ้ง) กว่ากัน
อย่างไรก็ตาม งานนี้คงยังไม่จบง่ายๆ และแม้ว่าการยืนซดกันระหว่างนิติราษฎร์กับศาลนั้นจะคงดำเนินไปอีกสักระยะ แต่สิ่งที่ไม่ควรละเลยก็คือ การย้อนกลับมาดูการทำงานของพรรคเพื่อไทยเอง ที่สุดท้ายถ้าใช้โอกาสนี้ให้เป็นก็จะทำให้พรรคมีโอกาสที่จะมีความแข็งแกร่งมากขึ้นในแง่ของการทำงานและการตัดสินใจ เพราะจะได้เห็นกันสักทีว่า การนำและผู้นำของพรรคนั้นคือใครกันบ้าง เพราะเท่าที่เห็นๆ ก็คือนับจากโรคยุบพรรคระบาดเนี่ย ไม่ค่อยมีใครกล้าจะเป็น “กรรมการบริหารพรรค” ตัวจริงที่กล้าจะตัดสินใจกันสักเท่าไหร่
มีใครแอบคิดเหมือนผมไหมว่าคุณจาตุรนต์นั้นเคลื่อนไหวราวกับยังเป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยตอนคดียุบพรรค ในขณะที่คนอื่นๆ นั้นผมว่ายังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตกลงทำงานกันเป็นพรรคจริงหรือเปล่าตอนนี้ (และพรรคเพื่อไทยจะเอายังไงกับคุณจาตุรนต์?)



