
เส้นสายดนตรีเชื่อมสัมพันธ์'ไทย-จีน'
เส้นสายดนตรี เชื่อมสัมพันธ์'ไทย-จีน'
พูดถึงกันเสมอว่าดนตรีนั้นไร้พรหมแดน ไม่ว่าจะอยู่ถิ่นไหนท่วงทำนองจังหวะย่อมสร้างความรู้สึกประทับใจให้ผู้ฟังได้เหมือนกันเสมอ และเพื่อสานต่อความสัมพันธ์ที่ไทย-จีน เรียงร้อยกันมาแต่อดีตด้วยภาษาดนตรี ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเป็นเจ้าภาพจัดงาน “สายสัมพันธ์สองแผ่นดิน” ครั้งที่ 5 ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 17-24 สิงหาคมนี้ โดยจะทรงเครื่องดนตรี “กู่เจิง” ในหลายบทเพลงที่สร้างความประทับใจให้แก่คนไทยและจีนกันถ้วนหน้า ซึ่งในงานแถลงข่าวการจัดงานทรงได้ให้พระราชทานสัมภาษณ์รายละเอียดการแสดง ณ ห้องกัลยาณิวัฒนา ชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันก่อน
ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในฐานะศิลปินเอกทรงให้พระราชทานสัมภาษณ์ถึงความเป็นมาในการจัดการแสดงครั้งนี้ว่า การแสดงนี้เริ่มต้นจากเพลงวันวาน (xi) เป็นเพลงที่ อาจารย์ฉางจิ้ง ผู้สอนกู่เจิงเป็นคนแต่งขึ้นมา ต่อมาคือเพลงไทยชื่อเดือนเพ็ญ (Man Ywei) ตามด้วยเพลงคลาสสิกจีนชื่อ อิน เดอะ มูน ไลท์ อายุเพลงประมาณ 300 ปี มีการปรับแต่งเพื่อให้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น หลังจากนั้นมีการแสดงทางวัฒนธรรมของจีนจากเซียงไฮ้ ยิมนาสติกจากกวางโจว มีการแสดงอุปรากรของจีนสั้นๆ การแสดงโขนไทยต่อด้วยการแสดงกู่เจิงเพลงบุปผาโปรยปราย (Luo Hua Fei) ที่แต่งโดยฮ่องเต้หลี่ยู่กว่าพันปีมาแล้ว เพลงลมหนาวและดาวเดือน เพลงห้วงธาราใต้แสงจันทร์ เพลงหมางเหม่ย และเพลงคนึงหาตราบนิรันดร์
"ไฮไลท์ตอนจบจะนำเพลงพระราชนิพนธ์ยามเย็น ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาแสดงเป็นครั้งแรกซึ่งยากมากเพราะว่า กู่เจิงมีโน้ต โด เร มี ซอล ลา ส่วน ฟากับที จะไม่มี ชาร์ปแฟลช จะไม่มี ต้องใช้นิ้วช่วยกดเสียงชาร์ปแฟลต ซึ่งต้องชำนาญมาก ข้าพเจ้าก็อยากจะแสดงเพลงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพราะเหลือเกิน ตอนนี้ได้ขอพระบรมราชานุญาตแล้วว่าจะใช้เพลงยามเย็นเป็นไฮไลท์ ของการแสดงกู่เจิงนี้ ซึ่งจะแสดงคู่กับอาจารย์ฉางจิ้ง โดยมีวงดุริยางค์ราชนาวีเป็นแบ็กอัพ ก่อนจบด้วยเพลงสายสัมพันธ์สองแผ่นดิน ซึ่งเป็นเพลงสัญญาลักษณ์ของงาน" พระดำรัสของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี
นอกจากนี้ทรงพระราชทานสัมภาษณ์เกี่ยวกับการฝึกซ้อมว่า เพราะต้องไปต่างประเทศและแสดงตลอดตามหน้าที่ของทูตวัฒนธรรม จึงใช้เวลายามบ่ายหรือยามค่ำในการฝึกซ้อม โดยตอนกลางคืนจะได้อารมณ์มาก เพราะเงียบสงบ เสียงกู่เจิงจะดังกังวาลไปทั่ว "ข้าพเจ้าพยายามอย่างยิ่งที่จะรักษาฝีมือให้ดี อาจารย์ที่มาดูแลข้าพเจ้าเป็นสุดยอดของกู่เจิงจีน อาจารย์ฉางจิ้งได้รับยกย่องเป็น 1 ใน 4 ผู้ที่เล่นกู่เจิงได้ไพเราะที่สุดในจีน อีกคนคืออาจารย์หลิน หลิน ที่ชื่อเสียงลูกศิษย์ก็ย่อมต้องรักษาฝีมือไว้เช่นกัน การฝึกซ้อมต้องใจเย็น ทุกเพลงต้องเริ่มต้นจากการเล่นช้า จำโน้ตให้แม่น แล้วค่อยใส่อารมณ์ลงไปในเพลง เราต้องสังเกตอาจารย์ว่าเขาเล่นอย่างไร เขาใส่อารมณ์อย่างไร ข้าพเจ้าจะอัดวิดีโอดูท่าทางไว้ เพราะอาจารย์บอกว่าคนเล่นกู่เจิ้งไม่ใช่แค่เล่นให้เสียงเพราะเท่านั้น แต่ท่าทางต้องสวยงามด้วย" เจ้าหญิงนักกู่เจิง ทรงกล่าว
ในขณะที่ สุพรทิพย์ ช่วงรังษี คณะทำงานถวายงานด้านประชาสัมพันธ์และกรรมการมูลนิธิจุฬาภรณ์ กล่าวถึงรายละเอียดการแสดงว่า การแสดงครั้งนี้ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงกู่เจิง 10 เพลงด้วยกันโดยในวันที่ 17 สิงหาคม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จะเสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการแสดง และในวันที่ 18 สิงหาคม พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ เสด็จทอดพระเนตรการแสดง และโปรดที่จะเสด็จยังจังหวัดขอนแก่น เพื่อทรงแสดง ณ หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในช่วงค่ำของวันที่ 21 สิงหาคม และเสด็จยังจังหวัดสงขลาเพื่อทรงแสดง ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในช่วงค่ำ ของวันที่ 24 สิงหาคม นับเป็นการเสริมสร้างความสัมพันธ์ ไทย-จีน ด้วยการแลกเปลี่ยนทางศิลปวัฒนธรรมครั้งสำคัญ รายได้จากการแสดงจะสมทบทุนมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอสว) เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในวโรกาสสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบรอบ 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้



