ข่าว

จากใจ "สุกำพล" ถึง "ทักษิณ"

จากใจ "สุกำพล" ถึง "ทักษิณ"

18 ก.ค. 2555

ท่ามกลางปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ยังคงหนีไม่พ้น 'เกม' การเมืองเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ท่ามกลางปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง ยังคงหนีไม่พ้น 'เกม' การเมืองเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

 ไม่ว่าจะแตกประเด็นแยกย่อยไปอย่างไรก็ตาม ก็ล้วนอยู่ใน 'วังวน' ของปัญหาเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งสิ้น

 นี่เอง การให้สัมภาษณ์ 'คม ชัด ลึก' และลงตีพิมพ์ฉบับวันที่ 9 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ของ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะ 'เพื่อน' ร่วมรุ่นนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) ของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงน่าสนใจอย่างยิ่ง

 โดยเฉพาะ เมื่อพูดถึง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ เปิดโอกาสให้เพื่อนรักของเขากลับเมืองไทยโดยไม่ติดคุก

 "ให้เพื่อนผมกลับเมืองไทยสิ แล้วจะเอาอย่างไรก็ว่ามา ไม่ใช่ให้ไปอยู่เมืองนอก"

 ติดตามได้อีก หลากหลายมุมมองของ รมว.กลาโหม "เนชั่นสุดสัปดาห์" ฉบับนี้!!!
 
 น่าสนใจ ไม่เพียงเป็นการสะท้อนมุมมองและความคิดเห็นในฐานะเพื่อนของ พ.ต.ท.ทักษิณ คนหนึ่ง

 หากแต่ในฐานะ รมว.กลาโหม ที่ติดโผรายชื่อรัฐมนตรีที่อาจถูกปรับออกจาก ครม.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็นับว่าน่าสนใจ

 รวมถึงในฐานะ รมว.กลาโหม ที่ต้องรับผิดชอบต่อข่าวลือปฏิวัติรัฐประหาร เขามีคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างไร

 เริ่มตั้งแต่ ปัญหาที่เกิดขึ้นกับ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.อ.สุกำพล เห็นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือ เปิดโอกาสให้เพื่อนรักของเขากลับเมืองไทยโดยไม่ติดคุก

 "ให้เพื่อนผมกลับเมืองไทยสิ แล้วจะเอาอย่างไรก็ว่ามา ไม่ใช่ให้ไปอยู่เมืองนอก"

 ส่วนว่า มีช่องทางไหนพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับได้บ้าง พล.อ.อ.สุกำพล หัวเราะ ก่อนจะกล่าวว่า ให้กลับมาติดคุกเขาก็ไม่เอา เขาบอกอยู่นี่ ว่าเขาไม่ผิด
 "เมียซื้อที่ให้สามีเซ็น แล้วบอกว่า ผิด แค่นี้โดนคุก 2 ปี ถามว่าเจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียนที่ดินไม่รู้จักหรือว่าคนที่ซื้อมีสามีชื่ออะไร แล้วทำไมถึงรับจดทะเบียน ถ้าผิดก็ต้องรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และถ้าองค์กรศาลมีความยุติธรรมจริง เขาก็จะกลับมาสู้คดี"

 นอกจากนี้ พล.อ.อ.สุกำพล ยังกล่าวย้ำด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับประเทศไทยมาก และไม่เข้าใจว่า เหตุใดบางฝ่ายจึงกลัวการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เป็นแค่คนคนเดียว

 "เขาคงคิดว่า ถ้ากลับมาแล้วท่านจะทำให้มวลชนของเราเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเขาไม่ต้องการ ขนาดไม่มา ยังขนาดนี้ ถ้ามาจะขนาดไหน (หัวเราะ)"

 ประเด็นต่อมา ที่ถือว่าหากได้ฟังจากปากของ รมว.กลาโหมแล้ว หลายคนคงใจชื้นขึ้น นั่นคือ การปฏิวัติรัฐประหาร เพราะถือว่า 'อุบัติเหตุทางการเมือง' ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหวั่นเกรงและระมัดระวังมากที่สุดก็คือ การถูกรัฐประหารจากกองทัพ

 เรื่องนี้ พล.อ.อ.สุกำพล ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่กลัว เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้

 "ผมไม่กลัวปฏิวัติ วันนี้เอาปืนจี้หัว เขายังไม่กล้าเลย ปฏิวัติครั้งที่แล้วมันเป็นบทเรียน เป้าหมายกี่ข้อไม่สำเร็จเลยสักข้อ เขาเข้าใจแล้ว มันไม่ควรจะเกิดกับประเทศไทยอีก เหตุผลคราวที่แล้วเป็นเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ แล้วทำสำเร็จไหม ก็ดูเอาเอง"

 ขณะเดียวกัน เมื่อพูดถึงความสัมพันธ์กับผู้นำเหล่าทัพ พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เข้ากันได้ดี และไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา 

 "ผบ.เหล่าทัพที่เป็นแขนขาของผม เราทันเห็นกันตอนอยู่โรงเรียนนายร้อย ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง เขาก็ให้เกียรติผมทุกอย่าง ตอนแรกคิดว่าเข้าไปจะเจอราวีหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีอะไร"

 ที่น่าสนใจไปกว่านั้น พล.อ.อ.สุกำพล ยังมีวิธีการผูกมัดใจ ผบ.เหล่าทัพ มาเล่าด้วย

 "สมมุติผมเชื่อใจคุณ แล้วไปเปลี่ยนมือซ้ายมือขวาของคุณ อย่างนี้มันก็เกิดความหวาดระแวง มันเปลี่ยนไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนที่พูดกันรู้เรื่องนะ ฉะนั้น ผมจะไม่ทำอะไรให้คนที่พูดกันรู้เรื่องไม่ไว้วางใจ สมมุติเราเอาคนของเราไปอยู่หมด บางทีมันก็ไม่สำเร็จ แต่ต้องมีกลไกบางตัวที่เช็คได้ ฉะนั้นอย่าไปใช้วิธีเก่าๆ ต้องซื้อใจ ใช้ความเป็นลูกผู้ชาย

 "คนเราบางทีก่อนเจอกันก็เขม่นกัน แต่พอมาเจอจริงๆ ก็เป็นอีกอย่าง ไม่ใช่อย่างที่คิด วิธีการของผมคือ คุยกัน แต่อย่าคุยนาน ผมไม่ตีกอล์ฟคุย เพราะครึ่งวันยังไม่รู้เรื่อง แต่เราคุยสั้นๆ คุยอย่างไรก็ได้ให้เขาเชื่อว่าเราพูดจริง พูดสั้นๆ แล้วทำได้ แล้วก็ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ฝ่ายที่เราคุยด้วยก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์"

 และอีกอย่างที่น่าจะถือว่า พล.อ.อ.สุกำพล ใช้ในการ 'ซื้อใจ' ผบ.เหล่าทัพด้วย ก็คือ การยืนยันจะไม่แก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 แม้ไม่เห็นด้วยในหลักการอย่างสิ้นเชิงก็ตาม

 "เรื่อง พ.ร.บ.กลาโหม คงไม่มีการแก้ไข เรื่องนี้มีสองส่วน คือตัว พ.ร.บ. กับข้อบังคับกลาโหม ส่วนหลังนี้ก็รีบทำเพื่อประโยชน์อะไรตอนนั้นก็เห็นกันอยู่ แต่ถ้ามองกลับกัน ถ้าผมคุมเสียงข้างมากได้ ผมก็คุมการโยกย้ายได้หมด แต่ยืนยันว่ายังไม่แตะ และทหารก็ไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่คนอื่นยุ่งแทน"

 มาถึงประเด็นปรับ ครม. ซึ่งมีชื่อ พล.อ.อ.สุกำพล ติดโผอาจจะถูกปรับออกนั้น พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า ต้องถามคนปรับว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ก็ยืนยันว่า ไม่เสียใจหากต้องพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี

 "ผมไม่ใช่นักการเมืองแท้ๆ ถ้าไม่ใช้ผมแล้ว ผมก็กลับบ้าน ไม่เสียใจอะไรเลย ผมออกจากราชการมาก่อนเกษียณสองเดือน ที่ทำมากี่เดือนแล้ว ฉะนั้นจะเอาอย่างไรยกหูมาเลย ผมก็กลับ ผมมาผมลงทุนอะไรบ้าง แต่ผมทำเต็มที่ ทุนของผมคือความสามารถ"

 อีกอย่างที่ถือว่าอาจทำให้เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นได้ คือการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่า การตัดสินใจหลายๆ เรื่องของรัฐบาลที่ไม่อาจเดินหน้าไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ก็เพราะเกรง 'อุบัติเหตุทางการเมือง' จากการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั่นเอง แต่สำหรับ พล.อ.อ.สุกำพล ยังเชื่อว่าอุบัติเหตุใหญ่ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้น

 "คำว่าอุบัติเหตุหมายถึงทุกอย่างต้องพร้อมหมด ทุกอย่างมันพอดี เช่น มืด ถนนลื่น แต่ในทางการเมือง อุบัติเหตุใหญ่ๆ คงไม่มี อาจจะมีเล็กๆ น้อยๆ บ้าง สำหรับผมเองก็คุมเกมไว้ ทหารก็คุยกันรู้เรื่อง อยู่ในกรมกอง มีปัญหาอย่างเดียวคือ องค์กรกลาง ถ้าตัดสินค้านคนดูเราไม่ว่า แต่เวลาบอกว่า ผิด มันมีผลมาก ผมคิดว่าน่าจะปล่อยให้ทำไปก่อน ถ้าพลาดแล้วค่อยฟัน ไม่ใช่ยกแรกก็เอาเลยแบบนี้...

 "องค์กรกลางนั้น คำว่ากลางกลับไม่กลางจริง ก็ต้องดูวิจารณ์กัน ใครเชื่อได้ หรือเชื่อไม่ได้ ก็ว่ากันไป วาระแก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่สภาก็ถูกต้อง แต่กลายเป็นว่าจะล้มล้างการปกครอง มองอย่างนั้นได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ"

 เมื่อถามย้ำ จะแก้ปัญหานี้อย่างไร พล.อ.อ.สุกำพล ย้อนทันควันว่า "ต้องแก้ที่ฝ่ายโน้น ไม่ใช่แก้ที่ผม"

 อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.สุกำพล เล่าด้วยว่า ในฐานะ รมว.กลาโหม กำลังทำงานใหญ่อยู่ด้วยเช่นกัน นั่นคือ การปรับโครงสร้างกองทัพไทย ให้ 'จิ๋วแต่แจ๋ว' นั่นเอง โดยเฉพาะการลดบุคลากร แต่ไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง

 เหลือเชื่อว่าคนอย่าง พล.อ.อ.สุกำพล จะมีกระแสถูกปรับออกจาก ครม.ยิ่งลักษณ์ เอาแค่ที่การันตีให้กับ 'ทักษิณ' ไม่มีความผิด และถ้ากุมบังเหียนกองทัพได้อย่างที่พูดด้วยแล้ว จะหาใครมาแทนได้!?