
'อุกฤษ'แนะรัฐสภาปล่อยตกร่างแก้รธน.
คอ.นธ. แนะทางออกปล่อยตก โละร่างแก้รธน. พร้อมยก รธน. 2517 ขึ้นเปรียบเทียบ 2550 ทำประชามติ หวั่นเดินหน้าวาระสาม บ้านเมืองวุ่นวาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 55 นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการอิสระว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ.) ได้ทำหนังสือถึงสื่อมวลชน เพื่อเผยแพร่แนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญภายหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า ขณะนี้มีหลายส่วนได้เสนอแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็น 3 แนวทาง ซึ่งตนเห็นว่า ในแนวทางที่ให้รัฐสภาเดินหน้าลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามทันทีนั้น เชื่อว่าจะเป็นสาเหตุให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองไม่จบสิ้น ส่วนแนวทางที่ชะลอการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามไว้ เพื่อจัดทำให้มีการทำประชามติก่อน ตนเห็นว่าตามหลักการไม่สามารถทำได้ เพราะไม่มีร่างรัฐธรรมนูญที่ยกมาให้ประชาชนพิจารณาเปรียบเทียบ และในแนวทางที่เสนอให้ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตกไปและให้กลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรานั้น จะใช้ระยะเวลานาน
นายอุกฤษ ได้เสนอแนวทางว่า ตนเห็นว่ารัฐสภาควรปล่อยให้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระสามที่ค้างอยู่ในระเบียบวาระประชุมตกไป และเดินหน้าทำประชามติ โดยเสนอตัวเลือกว่าจะเอารัฐธรรมนูญ 2550 หรือไม่ พร้อมกับนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 มาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนในการลงประชามติว่าหากไม่เอารัฐธรรมนูญ 2550 รัฐบาลจะนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517มาปรับปรุงแก้ไข และเข้าสู่กระบวนการตามมาตรา 291
"เหตุผลที่ผมเสนอให้นำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 มาเป็นตัวเลือก เพราะถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความก้าวหน้า เป็นเสรีนิยม และมีความเป็นประชาธิปไตยมาก เนื่องจากประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมยกร่าง และบทบัญญัติเป็นไปตามเจตนารมย์ของประชาชนอย่างแท้จริง"
นายอุกฤษ เสนอด้วยว่าเมื่อประชาชนเห็นด้วยเสียงข้างมากว่าควรนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2517 มาใช้ ขอให้คณะรัฐมนตรีตั้งคณะกรรมการรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จากนั้นให้นำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อให้ความเห็นชอบ ก่อนเสนอเข้าสู่รัฐสภาเพื่อพิจารณาตามกระบวนกมาของรัฐธรรมนูญ 2550 มาตรา 291 และเมื่อรัฐสภา ลงมติรับหลักการวาระที่ 1 แล้ว ให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการวิสามัญ 1 ชุดเพื่อพิจารณาในวาระที่สอง โดยในขั้นจตอนนี้ต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นจากประชาชน อย่างเปิดเผย โปร่งใส โดยมีการถ่ายทอดผ่านสื่อต่าง ๆ จากนั้นให้เข้าสู่กระบวนการลงมติวาระที่สาม และนำเสนอต่อประชาชนเพื่อลงประชามติต่อไป โดยวิธีการนี้ เชื่อว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 15 เดือนเหรือ 450 วัน และเป็นการลดการสิ้นเปลืองงบประมาณด้วย
“อุดมเดช”หวั่นสับสนทำประชามติ2ครั้ง
นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ในที่ประชุมของพรรคเพื่อไทยมีคนให้ความคิดเห็นรูปแบบนี้เหมือนกัน และยังมีข้อเสนอให้แก้เป็นรายมาตรา ซึ่งตอนนี้ก็พยายามหาวิธีที่จะให้กระบวนการกระชับขึ้น สำหรับข้อเสนอแนะของนายอุกฤษเป็นรูปแบบเดียวกันกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมา แต่ตนกังวลว่าวิธีนี้ประชาชนอาจจะเกิดความสับสนกับคำถามในการทำประชามติทั้ง 2 ครั้งได้ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คงต้องรอคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญก่อน เพื่อจะได้กำหนดทิศทางที่แน่ชัดต่อไป
โฆษกศาลรธน.เผยคำวินิจฉัยกลางเสร็จแล้ว
ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายสมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำคำวินิจฉัยกลางคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นการล้มล้างการปกครอง ตามมาตรา 68 หรือไม่ ว่า สำหรับคำวินิจฉัยกลางนั้น ขณะนี้เสร็จแล้ว แต่อยู่ระหว่างที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ตรวจทานแก้ไขคำผิด ในส่วนของข้อกฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้อง คาดว่าจะสามารถนำเข้าสู่ที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาเห็นชอบในวันที่ 25 ก.ค. นี้ เพื่อส่งคำวินิจฉัยกลางไปยังฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ทั้งนี้จะครบกำหนด 15 วัน นับแต่มีคำวินิจฉัย ในวันที่ 28 ก.ค. นี้
อย่างไรก็ตามตนยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดหรือเนื้อหาของคำวินิจฉัย เนื่องจากเนื้อหาส่วนใหญ่เป็นไปตามที่ศาลได้อ่านคำวินิจฉัยไปแล้วทั้ง 4 ประเด็น จึงอยากให้ทุกฝ่ายรอฟังความชัดเจนอีกครั้ง ซึ่งเชื่อว่าสังคมก็จะเข้าใจ ทั้งนี้คำวินิจฉัยกลางจะมีการเผยแพร่คำวินิจฉัยผ่านเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนที่สนใจสามารถอ่านและทำความเข้าใจได้ นอกจากนี้ฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องก็สามารถที่จะมาคัดสำเนาคำวินิจฉัยกลางได้ทันที ตามที่ศาลได้อนุญาต สำหรับคำวินิจฉัยส่วนตนนั้น ก็ยังอยู่ระหว่างการจัดทำของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ละคน ซึ่งตามระเบียบสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ กำหนดให้เผยแพร่ภายใน 60 วัน นับแต่มีคำวินิจฉัย
นายสมฤทธิ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับคำร้องของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และคณะ ที่ยื่นร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาถอดถอนคณะรัฐมนตรีและสมาชิกรัฐสภาที่ลงมติสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญรวม จำนวน 416 คน ซึ่งทางกลุ่มส.ส.และส.ว. ได้มีมติส่งหนังสือขอขยายเวลาการจัดทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไปอีก 30 วันนับตั้งแต่วันที่ 17 ก.ค. ที่ผ่านมา โดยทางนายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ได้รับหมายให้รับผิดชอบสำนวนดังกล่าว ก็ได้ลงนามอนุญาต ขยายเวลาให้ทางส.ส.และส.ว. ทำคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาออกไป 30 วัน จึงทำให้ขณะนี้ยังไม่มีการนำวาระดังกล่าวเข้าสู่การประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณา ในวันที่ 25 ก.ค. อย่างไรก็ตาม หากกลุ่มพธม.มีความประสงค์ที่จะให้ศาลรัฐธรรมนูญถอนคำร้องดังกล่าวออกจากการพิจารณา ก็สามารถยื่นหนังสือเข้ามาทางศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ที่ประชุมตุลาการฯพิจารณาว่าจะถอนคำร้องได้หรือไม่



