ข่าว

เรียนรู้ สู้น้ำ ผ่านคาราวานภัยพิบัติ

เรียนรู้ สู้น้ำ ผ่านคาราวานภัยพิบัติ

18 ก.ค. 2555

มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม สึนามิ เป็นบทเรียนสำคัญให้หลายชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิต

                มหาอุทกภัยในประเทศไทยครั้งที่ผ่านมา ทั้งน้ำท่วม สึนามิ นับเป็นบทเรียนสำคัญให้หลายชุมชนต้องปรับเปลี่ยนแนวคิด วิถีการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะการอยู่ร่วมกับน้ำ จึงก่อเกิด "คาราวานภัยพิบัติ" ที่ร่วมกันระหว่าง สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และ เจแปน ฟาวน์เดชั่น มูลนิธิจากประเทศญี่ปุ่น มาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยเลือกพื้นที่ประสบเหตุการณ์อุกทกภัยอย่างแสนสาหัส อย่าง จ.พระนครศรีอยุธยา มาเป็นต้นแบบ โดยเลือก โรงเรียนเสนา "เสนาประสิทธิ์" เป็นแหล่งการเรียนรู้แห่งแรก และกระจายแหล่งเรียนรู้สู้น้ำไปยังอีก 7 แห่งทั่วประเทศ

               "คาราวานภัยพิบัติ" มีไฮไลท์อยู่ที่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ช่วยเหลือตนเองหลังเกิดอุทกภัย ระหว่างไทยและญี่ปุ่น โดยเจแปน ฟาวน์เดชั่น ได้แนะและสาธิตวิธีการช่วยเหลือตนเองในยามเกิดภัยพิบัติต่างๆ ในรูปแบบกิจกรรมผ่านของเล่นและตุ๊กตากบเคโระ ที่เด็กๆ สามารถเข้าใจง่าย สนุก แถมด้วยความรู้ในการอยู่รอดในสถานการณ์อุทกภัย อาทิ ของเหลือใช้ที่มีอยู่รอบตัว อย่างหนังสือพิมพ์ และถุงพลาสติกนำมาพับเป็นภาชนะใส่อาหารในรูปทรงต่างๆ รวมทั้งการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยอย่างถูกวิธี ที่สามารถใช้วัสดุที่มีอยู่รอบตัว เช่น ผ้าห่ม มารองตัวผู้บาดเจ็บ โดยเคล็ดลับอยู่ที่การพับขอบผ้าห่มให้ชิดตัวผู้บาดเจ็บเข้าไว้ เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยขยับเขยื้อนตัว เพราะอาจเกิดอันตรายได้ การนำของเหลือใช้ เช่น หนังสือพิมพ์ และพลาสติก มาจัดทำเป็นเฝือกเมื่อเกิดกรณีแขนหัก

                อีกทั้งยังแนะวิธีดับไฟอย่างถูกวิธี ที่ต้องฉีดและดับให้ถูกจุด โดยต้องดับไฟที่ฐานล่างเท่านั้นไฟถึงจะดับ รวมไปถึงความรู้ เกี่ยวกับการเตรียมความพร้อมในเรื่องน้ำดื่ม ยามเกิดเหตุ ที่ทุกบ้านต้องเตรียมความพร้อมในส่วนนี้คือหาน้ำดื่มสำรองติดบ้านไว้อย่างน้อย 9 ลิตร เพื่อใช้ดื่มใน 3 วันต่อ 1 คน

                ขณะที่ไทยโดยโรงเรียนเสนา "เสนาประสิทธิ์" และโรงเรียนสตรีวัดมหาพฤฒาราม จาก กทม. ได้ให้ความรู้เกี่ยวกับวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน อาทิ สะพานไฟ ปลั๊กไฟ ที่เผยถึงการจัดการที่ถูกต้องหลังเกิดเหตุน้ำท่วมควรทำอย่างไร เพื่อไม่ให้ตนเองถูกไฟดูด รวมทั้งการเตรียมความพร้อมเรื่องข้าวของ เครื่องใช้ ยา สิ่งจำเป็นเมื่อน้ำมา การส่งเสริมให้นักเรียนว่ายน้ำ และพายเรือเป็น ทำความสะอาดแม่น้ำลำคลอง

                ฮิโรคะซุ นากาตะ ประธาน NPO Plus Arts บอกถึงการจัดทำโครงการว่า ญี่ปุ่นเกิดภัยทางธรรมชาติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นแผ่นดินไหว และสึนามิ จึงเน้นให้เยาวชน รวมถึงบุคคลทั่วไป สามารถพึ่งพาตนเองได้หลังเกิดเหตุ โดยเน้นไปที่การดีไซน์ข้าวของเครื่องใช้จากสิ่งของรอบตัว รวมทั้งการค้นคว้าจากไดอารี่ ผู้ประสบภัย ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ เพื่อมาประกอบเป็นความรู้ผ่านกิจกรรมแบบการมีส่วนร่วมเพื่อเผยเพร่ เพราะการพึ่งพาเฉพาะหน่วยงานรัฐแต่ฝ่ายเดียวอาจล่าช้าไป

               "ไทยจำเป็นต้องให้ความรู้ในการพึ่งพาตนเองหลังเกิดเหตุอุทกภัย โดยเฉพาะเยาวชนที่ต้องปลูกฝังกัน เพื่อให้พึ่งพาตนเองได้ ในยามเกิดอุทกภัย โดยรู้จักใช้วัสดุเหลือใช้ที่อยู่รอบตัวมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และนำไปเผยแพร่ความรู้นี้ไปยังเพื่อน พ่อแม่อย่างในญี่ปุ่น เห็นผลที่เกิดขึ้นชัดเจน เมื่อมีเหตุแผ่นดินไหว หรือสึนามิ ถ้าไม่ได้การเรียนรู้ ความสูญเสียจะมากกว่านี้" ฮิโรคาซุแนะ

                ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ที่ปรึกษาด้านวิชาการ สสค. กล่าวเสริมว่า ญี่ปุ่นมีประสบการณ์มากกว่าไทยมาก จึงจำเป็นต้องเรียนรู้จากญี่ปุ่น ล่าสุดกรณีของสึนามิ ประชาชนชาวญี่ปุ่นในหลายพื้นที่ก็มีการช่วยเหลือตนเอง ที่เห็นชัดสุดคือ การใช้สิ่งของเหลือใช้ที่มีอยู่รอบตัว มาบรรเทาทุกข์ภัย จะเห็นว่า ประชาชนญี่ปุ่นพึ่งพาหน่วยงานรัฐเพียง 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ไทยขอความช่วยเหลือจากภาครัฐเป็นส่วนใหญ่

               ดร.อมรวิชช์ บอกอีกว่า ก่อนที่น้ำจะมามูลนิธิจากญี่ปุ่น และสสค.จะเร่งลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้เบื้องต้นในการช่วยเหลือตนเองแก่เยาวชน ยามเกิดอุทกภัยทั่วประเทศ ผ่านโรงเรียนนำร่องรวม 8 แห่ง เมื่อนักเรียนเหล่านี้ได้รับความรู้ก็จะต่อยอดไปยังคนในครอบครัว กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ลูกโซ่ เกิดความยั่งยืนต่อการใช้ชีวิตขณะเกิดอุทกภัย

               การเรียนรู้พึ่งหาตนเองยามเกิดอุทกภัย ถือเป็นการเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ผ่านการปลูกฝังเยาวชนที่ยั่งยืน สู่ระดับมหภาคอย่างน่าชื่นชม ที่ต่อไปนี้ไม่ว่าน้ำจะมามากมายอย่างไร น้ำตาของผู้ประสบภัยจะไม่มีทางไหลอีกแน่นอน