ข่าว

สุวรรณภูมิจับงาช้าง158ท่อน22.8ล้านบาท

สุวรรณภูมิจับงาช้าง158ท่อน22.8ล้านบาท

17 ก.ค. 2555

ศุลกากรสุวรรณภูมิ จับงาช้างแอฟริกา 158 ท่อน มูลค่า 22.80 ล้านบาท

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 17 ก.ค. 55  ที่ห้องประชุมฝ่ายสืบสวนและปราบปรามชั้น 3อาคารศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ นายธนัท สุวัธนเมธากุล รองอธิบดีกรมศุลกากร นางอรอนงค์ วัชรเศรษฐกุล รองอธิบดีด้านปราบปราม นางชลิดา พันธ์กระวี ผอ.สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ พร้อมเจ้าหน้าที่จากสำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสำนักสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันแถลงผลการจับกุมงาช้างแอฟริกาลักลอบนำเข้า จำนวน 158 ท่อน มูลค่าประมาณ 22.80 ล้านบาท 

          นายธนัท สุวัธนเมธากุล รองอธิบดีกรมศุลกากร กล่าวว่า ตามที่กรมศุลกากร ได้กำหนดเป็นนโยบายที่สำคัญในการเร่งรัดการปราบปรามสินค้าลักลอบ หลีกเลี่ยงอาการ รวมถึงของต้องห้ามมิให้นำเข้ามาราชอาณาจักร ตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ (CITES) และพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 เพื่อความเป็นธรรมในการจัดเก็บภาษีและการปกป้องสังคมและสิ่งแวดล้อม นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมศุลกากร จึงสั่งการให้ทุกฝ่ายร่วมกันเฝ้าระวังและสกัดกั้นขบวนการดังกล่าว จนเมื่อเวลา14.45น.ของวันที่ 13 ก.ค. 2555 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่สำนักงานศุลกากรตรวจสินค้าท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสำนักสืบสวนและปราบปราม ร่วมกันตรวจสอบบริเวณลานรับส่งสินค้า หน้าคลังสินค้าแห่งหนึ่ง หลังเจ้าหน้าที่พบลังไม้ต้องสงสัยจำนวน 6 ลังแต่ไม่มีผู้ใดแสดงตนเป็นเจ้าของ ซึ่งจากการตรวจเบื้องต้นพบว่าเป็นสินค้าที่นำเข้ามาโดยเที่ยวบินที่ KQ 886 ต้นทางประเทศเคนย่า ระบุผู้รับส่งถึง JOHNSON CONTROLS AIP EXPRESS และสำแดงรายละเอียดสินค้าเป็นประเภทงานฝีมือหัตถกรรม (HANDCRAFT) เมื่อตรวจสอบเอกสารต่าง ๆ พบว่าไม่มีใบขนสินค้าตามพิธีการศุลกากรแต่อย่างใด จึงยึดไว้ตรวจสอบเพิ่มเติม 

          และภายหลังจากการเปิดหีบห่อดังกล่าวตรวจก็พบว่าเป็นงาช้างแอฟริกาถูกตัดเป็นท่อนจำนวน 158 ท่อน น้ำหนักสุทธิ 456.12 กิโลกรัมมูลค่าประมาณ 22.80 ล้านบาท ส่วนการเก็บรักษาทางกรมศุลกากรจะประสานไปยังกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช เพื่อทำการเก็บรักษา แต่เนื่องจากทางกรมอุทยานฯเอง มีสถานที่ในการจัดเก็บรักษาของเหล่านี้จำกัด ในอนาคตจึงเตรียมจะเสนอแผนให้มีการทำลายสิ่งของเหล่านี้ทิ้ง หรือไม่อาจะนำเสนอให้มีเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์เพื่อ เป็นแหล่งเรียนรู้ให้แก่เด็ก เยาวชนและประชาชนทั่วไปได้ศึกษา เป็นสมบัติของชาติต่อไป 

          รองอธิบดีกรมศุลกากร ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับมาตรการในการป้องกัน การลักลอบนำเข้างาช้างที่มีมาอย่างต่อเนื่องนั้น นอกจากกรมศุลกากรจะเข้มงวด ป้องกันและสกัดกั้นแล้ว อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันให้ความรู้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเด็กนักเรียนที่ควรจะปลูกฝังให้มีจิตสำนึกในการรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและสอนให้รู้ว่าการลักลอบนำเข้าสิ่งเหล่านี้มีความผิดอย่างไร ก็จะสามารถแก้ไขปัญหาการลักลอบนำเข้าได้อย่างยั่งยืน

          เบื้องต้นกรณีดังกล่าวเป็นความผิดฐานลักลอบนำสินค้าต้องห้ามเข้ามาในราชอาณาจักรและนำสินค้าออกจากคลังสินค้าโดยไม่ได้ผ่านพิธีการศุลกากรโดยถูกต้อง อันเป็นความผิดตามมาตรา 27 , 99 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 และอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศซึ่งชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ (CITES) ตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่ศุลกากรจึงได้ยึดงาช้างทั้งหมดไว้เป็นของกลาง เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป