ข่าว

กฤษฎีการอคำวินิจฉัยกลางก่อนแนะครม.

กฤษฎีการอคำวินิจฉัยกลางก่อนแนะครม.

17 ก.ค. 2555

'เลขากฤษฎีกา'รอคำวินิจฉัยกลางก่อนให้คำแนะนำครม.ปัดไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเร่งแก้ รธน.วาระ 3 ด้าน'พงศ์เทพ'ขอหารือพรรคร่วม พิจารณา 2 ทางเลือก ก่อนเคาะเดินหน้าโหวตวาระ 3 หรือทำประชามติก่อนแก้ รธน. หวั่นมีกระบวนการขัดขวาง กระทบเศรษฐกิจ การบริหาร

                17 ก.ค.55 นายอรรถพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  กล่าวถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 13 ก.ค.คที่ผ่านมา ว่า ขณะนี้ต้องรอคำวินิจฉัย ภายใน  15 วัน จากศาลรัฐธรรมนูญอย่างเป็นทางการ เพื่อจะมาดูศึกษาว่า คำวินิจฉัยของศาลทั้งส่วนกลาง และความเห็นส่วนตัวของตุลาการนั้นเป็นเช่นไร เพื่อให้เกิดความชัดเจนก่อนให้คำแนะนำกับคณะรัฐมนตรี

                 ทั้งนี้ ส่วนกรณีที่โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ ระบุว่า กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเพียงคำแนะนำไม่มีผูกพันธ์ต่อการปฏิบัติ  นายอรรถพร กล่าวว่า เรื่องนี้ โฆษกศาลเป็นคนออกมาพูดเอง แต่คำวินิฉัยศาลไม่ได้ ระบุ ถึงรายละเอียด ในวันนี้ จึงต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการก่อน

                  ส่วนกณี สส.พรรคเพื่อไทย พยายามเร่งให้มีการพิจารณา แก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 นายอรรถพร กล่าวว่า ตนมองว่า เป็นความเห็นภายในพรรค ตนไม่เกี่ยวขอ้ง และกฤษฏีกาจะพิจารณาในข้อกฎหมายเท่านั้น

 

 

"พงศ์เทพ" ขอหารือพรรคร่วม พิจารณา 2 ทางเลือก 

                นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรมว.ยุติธรรม และอดีตสมาชิกบ้านเลขที่ 111 ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand ทางสถานีสปริงนิวส์ ว่า ที่ประชุมพรรควันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้หารือเกี่ยวกับคำวินิจฉัยของศาลรธน. โดยมีแกนนำนปช. เช่น นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนพ.เหวง โตจิราการ เข้าร่วมด้วย เพราะเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและที่ผ่านมาก็เข้าร่วมประชุมอยู่แล้ว ซึ่งท่าทีของพรรคในการเดินหน้าโหวตวาระ 3 นั้น เนื่องจาก รธน.ฉบับแก้ไขเป็นร่างอยู่ในสภา เป็นอำนาจของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะพิจารณา และขณะนี้ก็ผ่านวาระ 2 แล้ว และผู้ที่เสนอร่างก็ไม่ใช่เฉพาะพรรคใดพรรคหนึ่ง ดังนั้นต้องฟังความเห็นรอบด้าน โดยจุดยืนของพรรคเพื่อไทยก็ชัดเจนว่าอำนาจของศาลรธน.หากพิจารณาตามหลักกฎหมายแล้วไม่มีอำนาจวินิจฉัยคดี แม้ว่าศาลจะไม่มีอำนาจรับวินิจฉัย แต่เมื่อรับไปแล้วจะดำเนินการอย่างไรต่อนั้น จะนำความเห็นไปประชุมร่วมกับพรรคต่างๆ ทั้งนี้ในส่วนนโยบายพรรคก็แถลงชัดเจนว่าจะต้องยกร่างรธน.ใหม่ โดยมี สสร.มายกร่าง ขณะนี้ก็ได้มาแล้วเพียงแต่ติดปัญหา แต่ก็ยังเป็นนโยบายที่รัฐบาลต้องรักษาไว้ แต่คำวินิจฉัยของศาล การยกร่างรธน.ใหม่ทั้งฉบับ ก็ยังฟังไม่ถนัดว่าจะต้องทำประชามติก่อน เพราะร่างที่เสนอไปก็ทำประชามติอยู่แล้ว ถ้าประชาชนบอกว่าไม่เห็นด้วยร่างนั้นก็ตกไป ต้องใช้รธน.50 ต่อไป แต่ถ้าร่างนั้น ประชาชนเห็นชอบก็นำขึ้นทูลเกล้าตามกระบวนการ

                "การทำประชามติก่อนยกร่าง รธน. จะถามประชาชน ว่าจะยกร่างทั้งฉบับใหม่หรือไม่ โดยจะต้องเสียงเงินทำประชามติ 2-3 พันล้าน และถามคำถามเดียวว่ายกร่างทั้งฉบับหรือไม่ ซึ่งพรรคไม่กลัวทำประชามติ เพราะการเลือกตั้งที่ผ่านมาที่ชนะก็เป็นเสียงประชาชนอยู่แล้ว ส่วนการจะเดินหน้าโหวตวาระ3 นั้น หากเดินหน้าทำไปเลย เพียงแต่เห็นว่าการใช้กฎหมาย และการตีความก็ต่างจากที่ผ่านมา การที่บอกว่าไม่ล้มล้างการปกครองไม่มีใครที่จะเห็นเป็นอย่างอื่นได้ แต่คำแนะนำต่อท้ายฟังแล้วกำกวม หากจะเดินหน้าก็มีกระบวนการไปขัดขวางเรื่อยๆ ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจและการบริหารต่างๆ ดังนั้นมีผู้เสนอว่าเพื่อไม่มีการนำมาอ้างอีก ก็ให้ไปทำประชามติก่อน ซึ่งมี 2 ทางเลือกคือ 1.ร่างที่อยู่ในสภาก็ลงมติวาระ 3 ไปเลย เพราะร่างรธน.ใหม่ก็ต้องทำประชามติอยู่แล้ว และ 2.ให้ทำประชามติก่อนโหวตวาระ 3 อย่างไรก็ตาม การจะเลือกแนวทางใดจะต้องนำความเห็นไปคุยกับพรรคร่วมก่อน" นายพงศ์เทพ กล่าว




"สมศักดิ์" สั่งวิป 3 ฝ่าย ถกแนวทางแก้รธน.เป็นรายมาตรา เชื่อยุติขัดแย้งได้
               
          นายวัฒนา เซ่งไพเราะ โฆษกประธานสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีวางแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าต้องการให้มีการประชุมร่วมกัน 3 ฝ่ายประกอบด้วย 1.คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) 2.คณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) และ 3.คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) เพื่อให้ได้ข้อสรุปร่วมกันว่าอยากแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราในหมวดไหนบ้างยกเว้นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ เพื่อร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดตามแนวคิดของแต่ละฝ่าย ซึ่งหวังว่าจะสามารถดำเนินการได้ก่อนเปิดสมัยประชุมสามัญทั่วไป 1 ส.ค.นี้ ทั้งนี้เพื่อยุติความขัดแย้งที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต