
ว่าด้วยหลักการทางศีลธรรม:ศก.ประชานิยม
ว่าด้วยหลักการทางศีลธรรม:ศก.ประชานิยม : แลกคนละหมัด โดยชินสัคค สุวรรณอัจฉริย [email protected]
เศรษฐกิจแนวประชานิยมมักจะถูกดูแคลนว่าเป็นแนวคิดที่มุ่งหวังผลทางการเมืองและผลประโยชน์ของผู้ที่มีส่วนในการตัดสินเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าทุกพรรคการเมืองเมื่อกำหนดนโยบายนั้นได้นำมาเป็นจุดขายให้แก่พรรค บ้างก็ได้รับสนองตอบ บ้างก็ล้มเหลว แต่ก็ใช่ว่านโยบายประชานิยมหากเมื่อนำมาเสนอจะถูกยอมรับ เพราะจะต้องขึ้นอยู่กับแบรนด์ด้วย แต่ในเชิงหลักการนั้นประชานิยมถือเป็นหลักการทางศีลธรรม ในด้านเศรษฐศาสตร์แม้ว่าวิชาการเศรษฐศาสตร์โดยส่วนใหญ่จะยังคงมุ่งเน้นในเรื่องประสิทธิภาพของการใช้ทรัพยากร แต่ก็ไม่ค่อยได้กำหนดหลักของการอธิบายการกระจายอย่างชัดเจน ซึ่งกล่าวได้ว่าตรงนี้มักมีความขัดแย้งกัน
แต่ในฐานะที่เป็นธรรมเนียมปฏิบัติของมนุษย์ หลักศีลธรรมส่วนนี้จะต้องปรากฏขึ้น ถึงแม้ว่าไม่ได้มีการเขียนสิ่งที่น่าสนใจทางด้านการกระจายเศรษฐทรัพย์แก่สังคมตามหลักวิชาการไว้ก็ตาม เพราะหลักการผลิต การแลกเปลี่ยนของเศรษฐทรัพย์ในสังคมนั้น หลายๆ อย่างที่กูรูทางกฎหมายหรือเศรษฐศาสตร์ที่ชอบวิพากษ์วิจารณ์เศรษฐกิจประชานิยมนั้นคงไม่ปฏิเสธได้ว่าเป็นระบบที่มีความเป็นธรรม โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ แต่นั่นเป็นสิ่งที่ขาดสำนึกทางสังคมเลยคิดว่าไม่ใช่เป็นปัญหา อย่างเช่น เราเห็นถึงการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐที่ไม่มีประสิทธิภาพ ที่มีเพียงตัวเลขรายจ่าย แต่กลับไม่มีชิ้นงานที่จะแสดงถึงมูลค่าเพิ่มหรือความสามารถของการทำงานกับเม็ดเงินที่ใช้ไป
เศรษฐกิจของประเทศถูกสร้างขึ้นมาบนการย่ำยีสิทธิของการใช้เศรษฐทรัพย์ร่วมกับผู้อื่น เกิดการผูกขาดในตลาดแต่ก็ไม่มีหน่วยงานภาครัฐหรือหน่วยงานอิสระสามารถฟ้องร้องได้ และหารายได้จากการฮั้วกัน การลักลอบการนำเข้าสินค้าที่ถูกกฎหมายซึ่งได้ทำเป็นกระบวนการจนกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติในสังคม ตลอดจนการโกงที่ถูกกฎหมาย สิ่งเหล่านี้หรือที่เป็นหลักการทางเศรษฐกิจตามที่กูรูทั้งหลายชอบวิจารณ์
การกระจายรายได้แก่ชนชั้นล่างในสังคมนั้นเป็นสิ่งที่จำเป็น เพราะเป็นบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่ต้องทำและเพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าผู้ที่มีชีวิตในสังคมนั้นจะต้องมีอนาคตที่ก้าวไปข้างหน้าและการเกิดขึ้นของเศรษฐกิจประชานิยมเป็นบรรทัดฐานทางศีลธรรมที่สร้างขึ้นซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในการสนับสนุนให้ชนชั้นล่างในสังคมนั้นที่ไม่เคยได้รับโอกาสกลับมาได้รับโอกาสในสิทธิและการเข้าถึงเศรษฐทรัพย์ในสังคม สิ่งเหล่านี้คือสาระสำคัญ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นจะต้องมีความพอเหมาะในการผสมผสานกันระหว่างความสามารถในการหาทรัพยากรและการกระจายทรัพยากร เพราะปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าจะไม่ดำเนินหรือดำเนินนโยบายประชานิยม แต่ขึ้นกับหลักการที่นำมาใช้ว่าสามารถทำให้ผู้คนส่วนใหญ่ที่เคยมีชีวิตที่สบายนั้นเดือดร้อนหรือไม่
หากเมื่อนำมาใช้แล้วไม่ทำให้เดือดร้อนถือว่าผ่าน แต่หากนำมาใช้แล้วมีผลในด้านกลับกัน ก็คงจะต้องพิจารณาใหม่ ประเด็นมีอยู่แค่นี้ อย่างเช่น การขึ้นค่าแรง 300 บาทต่อวัน เราชอบถกเถียงกันว่าผู้ประกอบการไม่สามารถดำเนินเศรษฐกิจไปได้ ปัญหาคือ ภาคการผลิตอะไรที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เดือดร้อนไม่สามารถปรับตัวได้หรือทั้งหมด? ถ้าทั้งหมดคำถามที่เกิดขึ้นของสถานประกอบการคืออะไร คือ ความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจที่ตนเองดำเนินการอยู่ ฉะนั้น คำตอบของเหตุผลทางเศรษฐกิจและหลักศีลธรรมที่ไปด้วยกันเพื่อหาช่องโหว่ทางเศรษฐกิจและความยุติธรรม การปฏิเสธเศรษฐกิจประชานิยมนั้นท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงยุคสมัยนั้น ความคิดของกูรูด้านต่างๆ ของประเทศเรานั้นคือปัญหาโลกสมัยใหม่ว่าเป็นเรื่องการต่อเติมหลักศีลธรรมและตัวตน ความสำนึกในสังคมในกิจกรรมที่มีเหตุผลของการใช้ทรัพยากรซึ่งต้องเอามาดูกัน 360 องศา จึงจะบอกว่าใช่หรือไม่ใช่ ชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรม ซึ่งเหมือนกับยุโรปผู้คนได้รับสวัสดิการทางสังคมบนพื้นฐานของภาวะทางการคลังที่อ่อนแอ ซึ่งยุโรปเกิดวิกฤติ แต่ประชาชนยังเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่เช่นเดิมนั้นคงต้องอยู่ต่อไป แต่ในความเป็นจริงกำลังถูกเปลี่ยนหลักศีลธรรมครั้งใหม่ที่ต้องยอมรับว่าตนเองนั้นความเป็นอยู่ด้อยลง โลกเปลี่ยนไป แต่กูรูยังคิดแบบเดิมอยู่



