ข่าว

หน้าที่ของศาล/สถาบันตุลาการที่มีต่อปชต.

หน้าที่ของศาล/สถาบันตุลาการที่มีต่อปชต.

17 ก.ค. 2555

หน้าที่ของศาล/สถาบันตุลาการที่มีต่อประชาธิปไตย : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ([email protected])

             สาบานได้ว่าไม่ได้เขียนขึ้นเพื่อสร้างความร้าวฉานใดๆ และไหนๆ คำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ตัดสินเรื่องที่ส่งไปแล้ว ก็เลยอยากจะเขียนเรื่องราวที่นักวิชาการในโลกนี้เขาตั้งข้อสังเกตกันไว้สักหน่อยว่าศาลในระบอบประชาธิปไตยนั้น เมื่อเข้ามามีบทบาททางการเมือง (judicial review) เป็นอย่างไร
 
              พูดง่ายๆ ถ้าไม่ได้แบ่งโลกนี้ง่ายๆ ว่าเป็นโลกที่ "ศาลต้องยุ่ง" และ "ศาลห้ามยุ่ง" มาสู่โลกที่บอกว่าที่ผ่านมามีประสบการณ์ที่ศาลเข้ามามีบทบาทในประชาธิปไตยนั่นแหละครับ
 
              จากบทที่ว่าด้วยการเข้ามามีตรวจสอบของศาลในประชาธิปไตยที่พัฒนาแล้ว (Judicial Review in Developed Democracies) ในหนังสือที่ชื่อว่า Democratization and the Judiciary: The Accountability Function of Courts in New Democracies (2004) มีประเด็นที่น่าสนใจอยู่หลายประการ
 
              ประการแรกก็คือ การเข้ามาตรวจสอบของศาลมีลักษณะของการเข้ามาเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจหรือทิศทางในนโยบายสาธารณะ และเรื่องที่มักจะเถียงกันก็คือในระดับการตีความรัฐธรรมนูญไปในทิศทางที่ศาลต้องการ
 
              ประการที่สองก็คือ ข้อถกเถียงในเรื่องนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของการทำได้หรือทำไม่ได้ แต่เป็นเรื่องของการ "ทำสำเร็จ" “ได้อย่างไร" และ "เมื่อไหร่" อาทิ การกำหนดว่าความสำเร็จหมายถึงเมื่อเกิดการเปลี่ยนนโยบายไปในทางที่ศาลต้องการ ซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของศาลในการสามารถที่จะลงหลักปักฐานเชิงความชอบธรรมได้ว่า ศาลนั้นสามารถที่จะทำ/แทรกแซงในเรื่องนี้ได้ (ไม่ใช่ว่าสังคมไม่เชื่อว่าศาลทำได้ หรือเมื่อศาลทำไปแล้วประชาชนยังจะเชื่อหรือไม่ว่าศาลจะทำได้ในครั้งต่อๆ ไป พูดง่ายๆ คือ ต่อให้มีอคติเพราะเขาศึกษากันได้ถึงความถี่ แต่ก็ต้องคงไว้ซึ่งความเป็นกลางเพื่อสามารถพิจารณาครั้งต่อไปได้)
 
              พูดง่ายๆ ก็คือ ในสังคมที่เรื่องนี้เกิดขึ้นอย่างยาวนาน เขาไม่ได้เถียงกันอย่างเดียวว่าทำได้หรือทำไม่ได้ แต่เขาสนใจศึกษากันว่า ที่ผ่านมานั้นที่ทำไปน่ะ ส่วนใหญ่ทำในเรื่องไหนด้วย
 
              อย่างในกรณีของสหรัฐอเมริกานั้น ตามตำรากล่าวว่า ประเด็นสำคัญนับจากอดีตก็คือ การแทรกแซงของศาลต่อกระบวนการทางการเมืองนั้น มักจะเป็นเรื่องของการให้น้ำหนักไปในเรื่องของการเป็นสหพันธรัฐนิยม (federalism) ในความหมายที่ว่า ศาลของสหรัฐมีความโน้มเอียงที่จะตัดสินว่าถ้ามีความขัดแย้งเรื่องว่าใครควรทำอะไรระหว่างท้องถิ่นกับส่วนกลาง ส่วนกลางจะได้เปรียบ ด้วยเงื่อนไขของคำอธิบายที่มักมาในรูปว่าร่วมกันทำดีกว่าให้ต่างคนต่างทำ แต่สุดท้ายอำนาจในการตัดสินก็ยังอยู่ที่ศาล แต่ไม่ใช่ศาลที่คนด่าเพราะรู้ศึกว่าศาลใหญ่มาก แต่ประเด็นอยู่ที่ว่าศาลนั้นต้องตัดสินความขัดแย้งของสถาบันทางการเมืองที่ใหญ่ อาทิ รัฐบาลกลาง (สหพันธ์รัฐ) และรัฐบาลท้องถิ่น (มลรัฐ)
 
              ตั้งหลักให้ดีนะครับ ประเด็นอยู่ที่ว่า นักวิชาการสามารถตีความจากความถี่หรือหลักฐานในการตัดสินที่มีในอดีตว่าศาลมีแนวโน้มที่จะตัดสินไปในทางไหน แต่ไม่ใช่เรื่องของการหมิ่นศาลหรือเป็นศาลเสียเอง
 
              ส่วนในกรณีว่าตกลงศาลสูงจะเข้าข้างใครระหว่างประธานาธิบดีกับสภา หรือเมื่อมีความขัดแย้งระหว่างสถาบันต่างๆ นั้น คำตอบก็คือไม่มีความชัดเจนว่าเข้าข้างใครเป็นพิเศษ แต่ประเด็นก็คือเรื่องมันจะเกิดขึ้นก็เมื่อพรรคแต่ละพรรคเข้าไปมีอำนาจหลักในสถาบันเหล่านั้นนั่นแหละครับ (สรุปง่ายๆ ว่างานนี้ศาลปวดหัว และศาลไม่สามารถพูดได้ว่าทำเรื่องนี้สำเร็จหรือไม่)
 
              ประเด็นสุดท้ายที่สำคัญแล้วผู้คนมักจะสนใจเป็นพิเศษก็คือ การที่ศาลเข้าแทรกแซงในเชิงเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของรัฐเพื่อปกป้องและส่งเสริมให้ประชาชนมีสิทธิเสรีภาพมากขึ้น หรือส่งเสริมให้มีประชาธิปไตยมากขึ้น และมีการปกครองในหลักนิติธรรมมากขึ้น ซึ่งนักวิชาการเขาพบว่า ในยุคก่อนไม่ได้ทำอะไรได้มาก แต่ในยุคหลังๆ มีบทบาทสำคัญในเรื่องของการปกป้องเสรีภาพและสิทธิพลเมือง โดยเฉพาะในกรณีคนผิวสีมากขึ้น (แต่ไม่ง่าย เพราะรัฐบาลที่ไม่ได้ส่งเสริมสิทธิเหล่านี้ก็อ้างว่าตนเป็นเสียงข้างมากเช่นกัน) แต่สุดท้ายเราก็พบว่าบทบาทของศาลในการขยายสิทธินั้นก็ไม่ถึงกับที่จะทำให้เกิดระบบสวัสดิการที่ถาวร แต่เอาเข้าจริงที่นักวิชาการเขายืนยันก็คือ ที่ผ่านมาศาลปกป้องสิทธิของเสรีภาพในเศรษฐกิจมากกว่าสิทธิในการปกป้องตัวเองจากเสรีภาพในเศรษฐกิจที่อาจทำให้หลายคนเดือดร้อนเช่นกัน