ข่าว

'พท.'รอดูคำวินิจฉัยกลางศาลรธน.

'พท.'รอดูคำวินิจฉัยกลางศาลรธน.

16 ก.ค. 2555

"เพื่อไทย" ยังรอดูคำวินิจฉัยกลาง - ส่วนตน ของศาล รธน. ก่อนตัดสินใจ ทีมกฎหมายหนุนเดินหน้าโหวตวาระ 3 "สามารถ"รับมีคนเสนอทำหนังสือถามศาลรธน.ประเด็นที่ยังไม่ชัด

          เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 ก.ค.  ที่พรรคเพื่อไทยได้ประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทีมกฎหมาย และแกนนำพรรค  โดยมีนายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ  เป็นประธานในการประชุม เพื่อหารือถึงแนวทางการดำเนินการภายหลังที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 

               ภายหลังการประชุมซึ่งใช้เวลานานกว่า  3 ชั่วโมง  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า  ที่ประชุมมีมติให้ออกแถลงการณ์พรรคเพื่อไทยกรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ดังนี้  1.เนื่องจากขณะนี้คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญ และคำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ จึงไม่สามารถวิเคราะห์หาข้อสรุปที่จะโต้แย้งคัดค้านหรือดำเนินการใดๆตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ 2.พรรคเพื่อไทยยังยืนยันในข้อคัดค้านที่ได้แถลงต่อศาลรัฐธรรมนูญใน 2 ประเด็นคือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องตามมาตรา 68 และ 2.ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม เพราะเป็นอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ

               นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า 3.สำหรับประเด็นว่าจะมีการลงมติวาระ 3 หรือไม่ และจะต้องทำประชามติก่อนหรือไม่นั้น พรรคเห็นว่า กระบวนการยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญครั้งนี้ มีองค์ประกอบสำคัญจากส.ส. พรรคเพื่อไทย พรรคร่วมรัฐบาล และสมาชิกวุฒิสภา จึงมีความจำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อประกอบการพิจารณาว่า จะมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าวอย่างไร ดังนั้นพรรคจึงยังไม่มีความจำเป็นต้องหาข้อยุติในประเด็นดังกล่าวขณะนี้

               อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า ยังคงมีจุดยืนในการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้เป็นประชาธิปไตย และยึดมั่นในหลักนิติรัฐ นิติธรรม เพื่อลดอุปสรรคจากการใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้ พรรคถือว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยให้มีสสร.นั้น เป็นกระบวนการประชาธิปไตยที่เปิดโอกาสให้ประชาชนใช้อำนาจของตัวเอง เป็นการสถาปนารัฐธรรมนูญโดยประชาชน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาระบอบประชาธิปไตยของประเทศอย่างแท้จริง

               ด้านนายพีรพันธุ์ พาลุสุข  ส.ส.ยโสธร พรรคเพื่อไทย ในฐานะทีมกฎหมายของพรรค กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นว่า ขณะนี้คำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตัวยังไม่ได้ประกาศอย่างเป็นทางการ ทั้งที่ข้อเท็จจริงตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 216 ระบุชัดเจนว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องทำความเห็นส่วนตัวพร้อมแถลงด้วยวาจาก่อนลงมติพร้อมให้ประกาศคำวินิจฉัยส่วนตัวในราชกิจจานุเบกษาภายใน 15 วัน ซึ่งคำวินิจฉัยที่ศาลอ่านให้ฟังนั้นยังไม่รู้ว่าจะเหมือนหรือแตกต่างจากคำวินิจฉัยกลางและคำวินิจฉัยส่วนตัวที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาหรือไม่

               นายพีรพันธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่โฆษกศาลรัฐธรรมนูญออกมาอธิบายคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ใช่หน้าที่ที่ต้องมาอธิบาย ดังนั้นคำวินิจฉัยของศาลในวันนี้จึงยังไม่ชัดเจน จึงทำอะไรไม่ได้ ส่วนตัวคิดว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ออกมาอย่างนี้ เป็นเรื่องน่าแปลกใจ เพราะไม่มีความชัดเจนเลย เมื่อมีคำแนะนำออกมา ถ้าเราไม่ทำตาม ก็คงมีคนไปร้องศาลอีก และศาลก็สามารถรับฟ้องได้ตามมาตรา 68 เพราะได้สร้างบรรทัดฐานไว้แล้ว ส่วนแนวทางหลังจากนี้ก็มีหลากหลาย จะเดินหน้าโหวตวาระ3ไปเลยหรือจะให้ทำประชามติก่อน แต่ส่วนตัวเห็นว่า ควรเดินหน้าโหวตวาระ 3 ได้เลย เพราะสุดท้ายร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องผ่านประชามติจากประชาชนอยู่ดี และดีกว่าทำก่อนด้วย เพราะประชาชนสามารถเปรียบเทียบได้

               ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการ ผอ.พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายมึนงงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำแถลงมีทั้งคำวินิจฉัยและคำแนะนำ ดังนั้นจึงต้องรอคำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการจึงจะสามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่า อะไรคือข้อผูกพันทุกองค์กรบ้าง อะไรที่เป็นข้อคิดเห็น ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญควรทำสิ่งเหล่านี้ให้กระจ่างชัดต่อสาธารณชนด้วย

               อย่างไรก็ตามยืนยันว่าการให้มีสสร.ตามมาตรา 291 นั้นสามารถกระทำได้โดยไม่ขัดมาตรา 68 และที่ประชุมในวันนี้ก็ไม่อยากให้มีความยืดเยื้อ แต่ต้องการเห็นคำวินิจฉัยที่เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการก่อน ซึ่งเรายังมีเวลาก่อนจะเปิดประชุมสภาสมัยสามัญทั่วไปในวันที่ 1 ส.ค. จึงต้องทำให้เกิดความรอบคอบชัดเจนที่สุด เพราะขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีการขยายอำนาจเกินขอบเขตความจำเป็น


"สามารถ"รับมีคนเสนอถามศาลรธน.ประเด็นที่ยังไม่ชัด


               นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์ ทีมกฎหมาย และแกนนำพรรคเพื่อไทยว่า ที่ประชุมมีผู้เสนอแนวทางให้ทำหนังสือไปสอบถามศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจน อาทิ คำแนะนำที่ให้ทำประชามติ เพื่อให้ทราบความชัดเจนไปเลยว่าจะต้องปฏิบัติตามหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ในที่สุดแล้วที่ประชุมเห็นว่าให้รอดูคำวินิจฉัยส่วนตัว และคำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญที่จะประกาศในราชกิจจานุเบกษาก่อน เพื่อขอแยกแยะว่าอะไรเป็นคำวินิจฉัยที่มีผลผูกพันต้องปฏิบัติตามหรือว่าเป็นคำแนะนำ ทั้งนี้ นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งทำหน้าที่ประธานในการประชุมนั้น ยังได้บอกให้ทุกคนให้ใจเย็นๆ ด้วย

               ด้านนายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวว่า ความเห็นส่วนใหญ่ในที่ประชุมนั้นอยากให้มีการทำประชามติตามที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุมา แต่ยังไม่มีการพูดกันชัดเจนว่าจะต้องทำประชามติก่อนหรือหลังการยกร่างรัฐธรรมนูญ

กกต.เผยทำประชามติแก้รธน.ต้องแก้ม.291ก่อน

               แหล่งข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง แจ้งว่า กรณีการจัดทำประชามติในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีข้อเสนอแนะในคำวินิจฉัยว่า หากจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ควรที่จะทำประชามติถามประชาชนก่อนว่าต้องการที่จะแก้ไขหรือไม่นั้นว่า ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ระบุ การออกเสียงประชามติจะต้องไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ แต่มาตรา 291 ที่อยู่ระหว่างการยกร่างแก้ไขและอยู่ในวาระ 2 ขณะนี้นั้นไม่ได้บัญญัติเรื่องการจัดทำประชามติไว้ ซึ่งหากมีการจัดทำประชามติจะขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 หรือไม่ เห็นว่าเรื่องนี้ต้องแยกออกจากกัน เพราะต้องไปดูว่าในมาตรา 165 กำหนดในเรื่องการจัดทำประชามติว่าอย่างไรบ้าง ซึ่งในมาตรานี้เป็นการจัดทำประชามติที่เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญ  จึงพูดได้ว่าหากครม.มีปัญหาเกี่ยวกับการบริหารและต้องการที่จะถามประชาชน ซึ่งมาตรา 165 ก็ให้นายกรัฐมนตรี ไปปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานวุฒิสภา เพื่อให้เห็นชอบในการจัดทำประชามติ เกี่ยวกับนโยบาย และมองว่าเป็นคนละประเด็นกันกับการจัดทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

               "ทั้งนี้เห็นว่าหากรัฐสภาจะจัดทำประชามติ ก็ต้องไปดำเนินการแก้ไขในมาตรา 291 ก่อน โดยเพิ่มกระบวนการในการจัดทำประชามติ และมอบหมายให้กกต.เป็นผู้จัดทำประชามติ โดยนำเอา พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาออกเสียง มาใช้โดยอนุโลม เพื่อไปถามประชาชนว่าต้องการให้แก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับหรือไม่ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอแนะ  หากถามประชาชนว่าอย่างไร ก็สามารถทำได้ จะมี สสร.หรือไม่มี ก็แล้วแต่  และเมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จแล้วก็มาถามประชาชนอีกครั้ง ถ้าจะแก้รัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับ ซึ่งเรื่องนี้มองว่า ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองว่าจะตัดสินใจอย่างไร"แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว