ข่าว

วิกฤติไม่มีวันจบ

วิกฤติไม่มีวันจบ

16 ก.ค. 2555

วิกฤติไม่มีวันจบ : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง

             คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่หลายฝ่ายถอนหายใจโล่งอก ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ หากยังทิ้งเงื่อนไขให้วิกฤติปะทุขึ้นอย่างต่อเนื่องในวันหน้า เกิดการปะทะระหว่างขั้วอำนาจ ระหว่างมวลชน และอาจเกิดความรุนแรงไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีวันสงบสุข
   
             คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีผลอย่างไร ข้อแรก รัฐสภาไม่สามารถลงมติรับร่างแก้ไขมาตรา 291 วาระ 3 ซึ่งเป็นผลจากคำวินิจฉัยที่ไม่ตรงไปตรงมา
   
             ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่ามีอำนาจรับวินิจฉัยตามมาตรา 68 แต่แทนที่จะตั้งประเด็นตีความอย่างตรงไปตรงมาว่า ผู้ถูกร้องได้ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามข้อกล่าวหาหรือไม่ ศาลกลับไปตั้งประเด็นว่า สามารถแก้ไขมาตรา 291 เพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่ ซึ่งอยู่นอกประเด็นของคดี และอยู่เหนืออำนาจศาล
   
             จากนั้น แทนที่จะวินิจฉัย ศาลกลับให้ “ความเห็น” หรือ “ข้อเสนอแนะ” ว่า “ควรจะ” ทำประชามติถามประชาชนก่อน
   
             มีอย่างที่ไหน คำพิพากษาให้ความเห็น “ควรจะ” แล้วผู้ปฏิบัติจะทำอย่างไร จรัญ ภักดีธนากุล ก็ออกมาขู่ว่า หากฝืนลงมติวาระ 3 อาจมีความผิดตามมาตรา 68 แบบนี้เท่ากับวางสนุ้กกันนี่ครับ
   
             ตกลงผิดหรือไม่ผิด เป็นคำวินิจฉัยหรือข้อเสนอแนะ คำแถลงของศาลรัฐธรรมนูญเอง ก็ไม่บอกว่าตุลาการลงมติประเด็นนี้หรือไม่ ลงอย่างไร ขณะที่ประเด็นอื่นชัดเจน เช่น 7-1, 8-0 นักกฎหมายกำลังไล่บี้ว่าถ้าศาลตั้งประเด็นแล้วไม่ลงมติ ก็ทำผิดข้อบังคับ ละเมิดกฎหมายเสียเอง
   
             ผลข้อสองคือ จากข้อกล่าวหาที่ตลก ไร้สาระ ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นการล้มล้างระบอบ แม้ศาลยกคำร้อง แต่ก็ได้สถาปนาตนขึ้นมามีอำนาจเหนือรัฐสภา สามารถบังคับกะเกณฑ์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยที่ว่าศาลมีอำนาจรับพิจารณาตามมาตรา 68 ก็คือพร้อมจะให้พรรคการเมืองขี้แพ้ พันธมิตร วุฒิลากตั้ง ร้องคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทุกเมื่อ ไม่ว่าจะแก้ไขรายมาตรา ตามที่ศาลบอกว่าทำได้ หรือลงประชามติ (ตามที่ศาลแนะนำ) แล้วตั้ง สสร.ขึ้นมายกร่าง
   
             อำนาจของปวงชนชาวไทย หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ที่ศาลอ้างอย่างสวยหรู จะไม่สามารถใช้ได้เลย ถ้าศาลไม่อนุญาต ศาลได้สถาปนาตนอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ และเหนืออำนาจของปวงชนเรียบร้อยแล้ว
   
             นั่นแปลว่ารัฐสภาจะไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ กลไกต่างๆ ที่รัฐธรรมนูญรัฐประหารวางกับดักไว้ ก็จะคงอยู่ต่อไป พร้อมจะเตะตัดขา หรือโค่นล้มรัฐบาลทุกเมื่อ
   
             มองย้อนกลับไป รัฐประหาร 2549 ถือเป็นวิวัฒนาการขั้นสูงสุดของขบวนการปล้นประชาธิปไตยในโลกใบนี้ (คนไทยทำอะไรไม่แพ้ชาติใดในโลก) คือใช้อำนาจปืนประสานอำนาจกฎหมาย (อียิปต์ยังเอาอย่าง) “กูรูกฎหมาย” ของชนชั้นนำผู้อยู่เบื้องหลังรัฐประหาร วางสนุ้กไว้ 2 ทางคือตั้งคดีความล่ามคอทักษิณ กับยกร่างรัฐธรรมนูญวางกลไกตุลาการภิวัตน์ เอาไว้ล้มอำนาจจากเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการลงประชามติแกมโกงเพราะไม่ให้มีตัวเลือก ไม่รับแล้วไม่รู้ว่า คมช.จะใช้รัฐธรรมนูญฉบับไหน แล้วก็หลอกคนไทยนิสัยยอมง่าย “รับไปก่อน แก้ทีหลัง”
   
             รัฐธรรมนูญกลายเป็นเครื่องมือล้มรัฐบาลที่มาจากความนิยมของประชาชน ซึ่งตามมาด้วยการต่อต้านรุนแรงและนองเลือด การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นโอกาสที่จะนำประเทศกลับสู่ “ประชาธิปไตยปกติ” ให้การเมืองเอาชนะกันด้วยความนิยม (ไม่ใช่พรรคขี้แพ้มัวแต่มุ่งเอาชนะด้วยเล่ห์กล มากกว่าชนะใจประชาชน) ชั่วๆ ดีๆ ก็ให้ประชาชนวิพากษ์วิจารณ์ได้อย่างเสรี
   
             แต่เมื่อรัฐธรรมนูญยังแก้ไขไม่ได้ ปลดล็อกไม่ได้ เงื่อนไขของวิกฤติก็ยังอยู่ การปะทะและความรุนแรงก็พร้อมจะเกิดขึ้นอีก และอาจถึงจุดแตกหัก รุนแรงครั้งใหญ่ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้
   
             สังคมไทยควรตระหนักและทบทวนหรือยัง ว่าทำอย่างไรจะไม่ไปถึงจุดนั้น
   
             รัฐประหารตุลาการภิวัตน์ ดำรงอยู่ได้ด้วยพลังสนับสนุนของคนชั้นกลางปีกขวา ไม่เฉพาะพันธมิตร แต่รวมถึงสื่อ และนักวิชาการ ที่เผยแพร่ทัศนคติว่านักการเมืองจากการเลือกตั้งมันเลว ประชาธิปไตยใช้ไม่ได้ในประเทศนี้ ต้องพึ่งชนชั้นนำคอยสกัดกั้น แทรกแซง ยักย้ายถ่ายเทอำนาจ
   
             ทัศนคตินี้เป็นภัยอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะเมื่อพวกเขากำลังจะพ่ายแพ้ แพ้เพราะไม่ได้สู้กับ “นักการเมืองชั่ว” ฝ่ายเดียว แต่ต้องสู้กับผู้เชื่อมั่นระบอบประชาธิปไตย ซึ่งมีพลังขึ้นทุกวัน แพ้ต่อกระแสสังคม เสียงข้างมากที่เริ่มแปรเปลี่ยนเพราะเห็นความไร้สติไร้เหตุผล
   
             แต่พวกเขาก็ยังดันทุรังไม่ยอมแพ้ เพราะเชื่อว่ามีตุลาการภิวัตน์ และกองทัพหนุนหลัง พร้อมจะบดขยี้ฝ่ายตรงข้ามด้วยกฎหมายและกระบอกปืน
   
             สังคมไทยมาถึงจุดที่ต้องเลือกแล้วว่าจะอยู่ข้างไหน เชื่อประชาธิปไตย หรือเชื่ออำนาจแทรกแซง เชื่อประชาธิปไตยไม่ได้แปลว่าต้องเข่นฆ่าฝ่ายตรงข้าม เพราะประชาธิปไตยมีที่อยู่ให้เสียงข้างน้อย แต่ขั้วอำนาจอีกฝ่าย จำเป็นต้องใช้การปราบปรามปิดกั้น เพื่อคงอำนาจของตนไว้