ข่าว

'61%'ยอมรับผลตัดสินศาลรธน.

'61%'ยอมรับผลตัดสินศาลรธน.

15 ก.ค. 2555

"เอแบคโพลล์"เผยเสียงปชช.กว่าร้อยละ 61 ยอมรับผลตัดสินศาลรธน.ในปมแก้รธน. พร้อมเรียกร้องให้ยุติแบ่งสี และหันมาสร้างความปรองดองได้แล้ว แถมหนุน"ยิ่งลักษณ์"ให้ทำงานต่อ ด้าน"ผอ.เอแบคโพลล์"แนะ"นายกฯ"ใช้โอกาสนี้นำร่องปฎิรูปการเมืองของประเทศ และเปลี่ยนพฤติกรรมนักกา

                15ก.ค.2555 สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เสนอผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่องคนติดตามข่าวการเมืองคิดอย่างไรต่อผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กับบทบาทของนายกรัฐมนตรีหญิงที่ประชาชนอยากได้เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้ากรณีศึกษาตัวอย่างเฉพาะคนที่ติดตามข่าวการเมือง ใน  17 จังหวัดของประเทศ

                ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยผลวิจัยเชิงสำรวจ เรื่อง คนติดตามข่าวการเมืองคิดอย่างไรต่อผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ กับบทบาทของนายกรัฐมนตรีหญิงที่ประชาชนอยากได้เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า กรณีศึกษาตัวอย่างเฉพาะคนที่ติดตามข่าวการเมืองใน 17 จังหวัดของประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร เพชรบุรี สระบุรี นครปฐม ชลบุรี กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ เชียงใหม่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด นครราชสีมา เลย ขอนแก่น อุบลราชธานี นราธิวาส นครศรีธรรมราชและสงขลา จำนวนทั้งสิ้น 1,759 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 13 - 14 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยใช้การเลือกตัวอย่างแบบแบ่งกลุ่มเชิงชั้นภูมิหลายชั้น ที่สุ่มเลือกจังหวัด อำเภอ ตำบล ชุมชน ครัวเรือน และประชาชนที่ตอบแบบสอบถามระดับครัวเรือน โดยส่วนใหญ่หรือร้อยละ 91.3 ติดตามข่าวการเมืองเป็นประจำทุกสัปดาห์

                เมื่อถามถึงความคิดเห็นหลังจากทราบผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ยอมรับ แต่ไม่ถึงกับไปชักชวนคนอื่นให้มาเห็นด้วย ปล่อยให้แต่ละคนคิดกันเอง รองลงมาคือ ร้อยละ 23.3 ยอมรับและชักชวนคนอื่นให้ยอมรับ ในขณะที่ร้อยละ 6.5 ไม่ยอมรับ และจะชักชวนคนอื่นไม่ให้ยอมรับ และร้อยละ 8.8 ไม่ยอมรับ แต่ไม่ไปชักชวนคนอื่น

                ผลสำรวจยังพบด้วยว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.2 มีความสุขมากถึงมากที่สุดหลังฟังผลการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงบานปลาย และผลการตัดสินมีเหตุมีผลรับฟังได้ ในขณะที่ร้อยละ 30.9 มีความสุขปานกลาง และร้อยละ 11.9 มีความสุขน้อยถึงไม่มีความสุขเลย

                ที่น่าพิจารณาคือ เมื่อถามประชาชนว่า ประเทศไทยควรเดินไปในทิศทางใดหลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสิน ผลสำรวจพบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 72.8 อยากให้เลิกแบ่งสี แบ่งฝ่าย ทุกคนคือคนไทยด้วยกัน รองลงมาคือร้อยละ 72.6 อยากให้คนไทยรักกัน ก้าวสู่ความปรองดอง ร้อยละ 70.4 อยากให้เลิกเอาสถาบันพระมหากษัตริย์มายุ่งเกี่ยวกับการเมือง ร้อยละ 69.9 อยากให้ทุกคนที่อยู่ในประเทศไทยรู้บุญคุณกตัญญูต่อแผ่นดินไทย ร้อยละ 67.4 อยากให้ทุกคนรู้สิทธิและหน้าที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย และร้อยละ 66.4 อยากให้ฝ่ายการเมืองร่วมกันพัฒนาประเทศ เน้นนโยบายสาธารณะมากกว่าแย่งชิงอำนาจกัน

                เมื่อพิจารณาผลวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เจาะลึกกลุ่มคนที่อยากให้ฝ่ายการเมืองแข่งขันกันเชิงนโยบายสาธารณะ พบว่า ส่วนใหญ่พอใจต่อท่าทีของนายกรัฐมนตรีต่อประเด็นขัดแย้งทางการเมือง โดยไม่ได้มองว่านายกรัฐมนตรีลอยตัวเหนือปัญหาขัดแย้งทางการเมือง เพราะชาวบ้านส่วนใหญ่อยากเห็นนายกรัฐมนตรีทำงานเชิงนโยบายแก้ปัญหาเดือดร้อนของสาธารณชนมากกว่า เพื่อให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า เช่น กรรมสิทธิ์ของชาวบ้านในที่ทำกิน ผลผลิตทางการเกษตร การจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนท้องถิ่น และปัญหาคุณภาพเด็กและเยาวชนที่ได้รับผลกระทบจากสื่อที่ไม่ปลอดภัย การลดความรุนแรงในกลุ่มเด็กและเยาวชน และปัญหายาเสพติดที่ยังคงรุนแรงอยู่ทั่วไปในเวลานี้ เป็นต้น

                นอกจากนี้ ที่น่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์การเมือง คือ ประชาชนส่วนใหญ่หรือร้อยละ 57.9 กังวลต่อปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองจะรุนแรงบานปลายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเวลานี้ฝ่ายการเมืองมุ่งแย่งชิงอำนาจกันไม่ฟังเสียงชาวบ้านส่วนใหญ่ ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมถอย มุ่งเอาชนะคะคานกัน แต่ละฝ่ายมีเป้าหมายแอบแฝงที่ต้องแก้ให้ได้ มุ่งผลประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้อง จะเอาการแก้รัฐธรรมนูญเป็นทางผ่านเข้าสู่อำนาจและเอาตัวรอด แต่อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมกัน ไม่สงสารประชาชนและประเทศชาติ ในขณะที่ร้อยละ 42.1 ไม่กังวล

                อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.3 สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเฉพาะเป็นรายมาตรา ในขณะที่ร้อยละ 14.9 สนับสนุนให้แก้ไขทั้งฉบับ แต่เกือบ 1 ใน 3 ไม่สนับสนุนเลย

                ที่น่าสนใจคือ เมื่อถามถึงเวลาที่อยากให้โอกาสรัฐบาลชุดปัจจุบันทำงานภายใต้การนำของ นางสาวยิ่งลักษณ์  ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบว่า ส่วนใหญ่หรือร้อยละ 61.4 ให้เวลามากกว่า 2 ปี ถึงอยู่ครบเทอมจนหมดวาระ อย่างไรก็ตาม เกินครึ่งหรือร้อยละ 52.4 ระบุว่าเวลานี้เหมาะสมแล้วที่จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี ในขณะที่ร้อยละ 36.9 ระบุเร็วเกินไป แต่ร้อยละ 10.7 ระบุช้าเกินไป

                ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวแสดงอุดมการณ์ทางการเมืองภายหลังการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญย่อมเป็นเรื่องปกติธรรมดาในระบอบประชาธิปไตย เพราะเป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของพลเมืองทั่วไปตามรัฐธรรมนูญในการพูดและแสดงออก (Freedom of Speech) ถ้าการพูดหรือแสดงออกเหล่านั้นไม่ปลุกระดมทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรงบานปลายในหมู่ประชาชนระดับกว้างทั่วไป ประชาชนคนไทยก็ไม่จำเป็นต้องไปกังวลอะไร โดยนึกเสียว่าต่างฝ่ายต่างทำหน้าที่ของตนในสังคม ในกลุ่มนักการเมืองก็ต้องมีแบบนี้ ต้องพูดต้องแอคชั่นต่อสาธารณชนแบบที่เป็นอยู่ มันเป็นเรื่องที่พวกเขาต้องทำกันเป็นชีวิตและเป็นวิถีทางการทำมาหากินของพวกเขา และที่มักจะสาดวิวาทะกันไปมาก็เพื่อกลยุทธ์ทั้งเปิดเผยและแอบแฝงชิงความได้เปรียบเสียเปรียบกันในเวทีการเมือง แต่เป้าหมายที่แท้จริงของ “การเมือง” ที่นักการเมืองต้องระลึกไว้ในระบอบประชาธิปไตยคือ ลดความขัดแย้ง สร้างสถาบันหรือองค์ทางการเมืองที่ชาวบ้านพึ่งได้

                “แต่ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ บทบาทของนายกรัฐมนตรีหญิงของไทยที่ผลโพลครั้งนี้ระบุว่า ประชาชนส่วนใหญ่ยังคงให้โอกาสสนับสนุนการทำงาน จึงน่าจะใช้โอกาสนี้เป็นต้นแบบนำร่องสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ เปลี่ยนพฤติกรรมของนักการเมืองและผู้ใหญ่ในสังคม โดยนายกรัฐมนตรีอาจจะหันมาสนใจปัญหาสังคมให้มากขึ้น ใช้บทบาทของสตรีและการมีบุตรคำนึงถึงคุณภาพเด็กและเยาวชนในอนาคตด้านการศึกษา ด้านความปลอดภัยจากความรุนแรงทุกรูปแบบ และมีชีวิตที่สร้างสรรค์ของพวกเขา” ดร.นพดล กล่าว

                ดร.นพดล กล่าวต่อว่า จึงเสนอให้นายกรัฐมนตรีใช้เวลาจัด TV เช้าวันเสาร์ลงสำรวจตลาดคุณภาพเด็กและเยาวชน นักเรียนและ นักศึกษาทั่วไป เช่น แถวสยามพารากอน เซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์ สถาบันกวดวิชา มหาวิทยาลัย โรงเรียน หรือแม้แต่ร้านวิดีโอเกมส์ และลานกีฬาต้านยาเสพติดในชุมชนต่างๆ ลองลงพื้นที่ไปสัมผัสแววตาและน้ำเสียงโดยตรงจากพวกเขาเหล่านั้นตามแหล่งที่พวกเขารวมตัวกันใช้เวลาอยู่ด้วยกัน บางทีนายกรัฐมนตรีอาจจะรับรู้ได้ด้วยตนเองว่ามีช่องว่างที่กว้างมากน้อยเพียงไรระหว่างผู้นำประเทศกับเด็กและเยาวชน” ดร.นพดล กล่าว

                “เพราะการให้เด็กๆ ท่องจำได้ว่านายกรัฐมนตรีชื่ออะไร ชื่อนายกรัฐมนตรีสะกดกันอย่างไร คำขวัญวันเด็ก การเปิดทำเนียบให้เด็กได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และแม้การแจกแท็ปเล็ตตามนโยบายรัฐบาลให้พวกเขา ยังไม่ได้ช่วยลดช่องว่างระหว่างผู้นำประเทศกับเด็กและเยาวชนมากนัก เพราะพวกเขากำลังรอคอยผู้ใหญ่ที่ดีในสังคม มีนโยบายด้านเด็กและเยาวชนที่มีประสิทธิภาพ เนื่องจาก ปัญหาบางอย่างมันเกินความสามารถของเด็กๆ จะดูแลป้องกันตัวเองได้ ทั้งในเรื่องสื่ออันตราย สถานบริการรอบรั้วสถาบันการศึกษา ความรุนแรง การค้ามนุษย์ในกลุ่มเด็กและเยาวชน และปัญหายาเสพติด” ผอ.เอแบคโพลล์ กล่าว

                จากการพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่างร้อยละ 47.4 เป็นชาย ร้อยละ 52.6 เป็นหญิง ตัวอย่างร้อยละ 4.7 อายุน้อยกว่า 20 ปี ร้อยละ 20.8 อายุระหว่าง 20-29 ปี ร้อยละ 20.3 อายุระหว่าง 30-39 ปี ร้อยละ 19.4 อายุระหว่าง 40-49 ปี และ ร้อยละ 34.8 อายุ 50 ปีขึ้นไป ตัวอย่างร้อยละ 74.2 สำเร็จการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี ร้อยละ 22.8 สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ในขณะที่ร้อยละ 3.9 สำเร็จการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี ตัวอย่างร้อยละ 33.4 ระบุอาชีพเกษตรกร/รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 31.5 ระบุอาชีพค้าขาย/ธุรกิจส่วนตัว ร้อยละ 8.7 ระบุอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 8.6 ระบุอาชีพข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 7.5 เป็นนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 7.1 เป็นแม่บ้าน/พ่อบ้าน/เกษียณอายุ ร้อยละ 3.2 ว่างงาน/ไม่ได้ประกอบอาชีพ 


สวนดุสิตโพลชี้62.55%รู้สึกโล่งใจ


 
              สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนในจังหวัดใหญ่ 14 จังหวัดทั่วประเทศ จำนวน 1,262 คนระหว่างวันที่ 13 - 14 กรกฎาคม 2555 หลังการวินิจฉัยคดีแก้ร่างรัฐธรรมนูญของศาล สิ้นสุดลง พบว่า
 
              ประชาชน ร้อยละ 62.55 รู้สึกโล่งใจที่ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น สถานการณ์คลี่คลายลง และทำให้บรรยากาศทางการเมืองดีขึ้น ร้อยละ 81.67 เห็นว่าการตัดสินของศาลเป็นไปตามตัวบทกฎหมาย
ร้อยละ 45.91 เห็นว่า ควรชะลอแก้รัฐธรรมนูญออกไป เพราะไม่อยากจะเห็นบ้านเมืองวุ่นวาย พร้อมทั้งอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน รวมถึง เศรษฐกิจและการป้องกันน้ำท่วม ก่อน
 
              นอกจากนี้ ร้อยละ 42.57 เห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญ มีผลทำให้นักการเมืองหยิบประเด็นนี้มาทะเลาะกัน และเป็นปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย ร้อยละ 64.15 เห็นว่า การเมืองไทยหลังจากนี้ จะยังคงทะเลาะกันเหมือนเดิม และต่างฝ่ายต่างก็เล่นเกมการเมืองกันต่อไป


ชทพ.เตรียมถกแก้รธน.สัปดาห์หน้า

                นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.พรรคชาติไทยพัฒนา จ.อ่างทอง ระบุถึงขั้นตอนต่อไปของการแก้ร่างรัฐธรรมนูญว่ายังไม่ได้หารือกันในพรรค และพรรคร่วม โดยคาดว่าจะมีการพูดคุยเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า และยังไม่มีการนัดแนะเรื่องการทำประชามติกับฝ่ายใด ทั้งนี้ ยังไม่ทราบถึงเรื่องที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี หนุนให้เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญต่อ ขณะเดียวกัน ทางพรรคเพื่อไทยยังไม่มีการติดต่อมายังพรรคชาติไทยพัฒนาแต่อย่างใด รวมถึงการประชุมในวันจันทร์นี้ ซึ่งคิดว่าคงไม่ได้เชิญพรรคเข้าร่วมด้วย