
'ประพันธ์' โยน'รบ.-ครม.'ตัดสินใจแก้รธน.
'ประพันธ์' โยน รบ.- ครม. ตัดสินใจแก้ไขรธน.ต่อไปหรือลงประชามติ ระบุ หากเลือกลงประชามติ แนะ 2 แนวทาง คือแบบเร็ว-แบบช้า ด้าน'หมอชูชัย' ชื่นชมศาล รธน.วินิจฉัยตามเจตนารมณ์
14 ก.ค.55 นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติยกคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เนื่องจากยังไม่พบการกระทำที่เป็นการล้มล้างการปกครองแต่มีข้อเสนอแนะว่า เมื่อรัฐธรรมนูญปี 50 มาจากการสถาปนาของประชาชน ดังนั้นการจะแก้ไขจึงสมควรให้ประชาชนลงประชามติ ว่า รัฐบาลโดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต้องตัดสินใจว่า ควรแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตรา หรือ ควรทำประชามติถามประชาชนก่อน ซึ่งหากเลือกที่จะใช้วิธีการทำประชามติ ถามประชาชนก็มี 2 แนวทางให้เลือก คือ แนวทางที่หนึ่งเป็นแบบเร็ว เนื่องจากขณะนี้มีการดำเนินการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ผ่านวาระ 1 และ 2 ไปแล้ว ก็ให้หยุดไว้ตรงนี้ก่อน เพื่อให้มีการจัดทำประชามติ ถามประชาชนว่าเห็นด้วยให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งฉบับหรือไม่ ซึ่งหากประชาชนเห็นด้วย ก็จะสามารถเดินหน้าเพื่อลงมติ วาระ 3 ต่อไป
นายประพันธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนแนวทางที่สองเป็นแบบช้า คือ กลับไปเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด โดยเริ่มต้นด้วยการจัดทำประชามติ ถามความคิดเห็นของประชาชนก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากประชาชนเห็นด้วย ก็จะสามารถเริ่มต้นกระบวนการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 1 วาระ 2 และวาระ 3 ต่อไป ทั้งนี้ ตนมองว่าหากใช้แนวทางที่สองจะชัดเจนกว่า แต่อาจส่งผลให้ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการนานพอสมควร แต่หากเลือกที่จะใช้แนวทางที่หนึ่ง ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องของข้อกฎหมายตามมา รวมทั้งอาจจะมีคนหัวหมอ ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความใหม่อีก อย่างไรก็ตาม หากจะจัดทำประชามติ รัฐบาลก็ต้องเตรียมงบประมาณในการดำเนินการประมาณ 2,500 ล้านบาท ทั้งนี้ขอยืนยันว่า กกต.มีความพร้อมในการจัดทำประชามติ เพราะได้มี พรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. 2552 ไว้รองรับแล้ว
"หมอชูชัย" ชื่นชมศาล รธน.วินิจฉัยตามเจตนารมณ์
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ อดีตรองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 และเป็นการแสดงบทบาทเชิงรุกชี้ทิศทางที่ถูกต้องอย่างเหมาะสม โดยไม่ได้ก้าวล่วงอำนาจของรัฐสภา ส่วนที่มีผู้ให้ความเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญวางบรรทัดฐานใหม่ เรื่องสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 ที่สามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรงนั้น เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2550 อยู่แล้ว และหากมองในภาพรวมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ได้ขยายสิทธิเสรีภาพและการมีส่วนรวมของประชาชนและชุมชนอย่างมากกว่ารัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ผ่านมา เพราะเป็นการนำรัฐธรรมนูญ 2540 มาต่อยอดให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ดังนั้นสิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญตาม มาตรา 68 นั้น ผู้ทราบการกระทำได้รับทราบมาโดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้รู้เห็นการกระทำตามที่ระบุในรัฐธรรมนูญ 2540 ก็สามารถยื่นคำร้องต่อทั้งอัยการสูงสุดและศาลได้ อีกทั้งใน มาตรา 212 ผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิ คือ ตัวเองถูกกระทำโดยตรง หากไม่สามารถพึ่งกลไกที่ทำหน้าที่ก็สามารถยื่นศาลรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเช่นกัน รวมทั้งประชาชน 50,000 คน สามารถเข้าชื่อยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญได้โดยตรงเป็นครั้งแรกที่ไม่เคยบัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆเช่นกัน
“สิทธิในการพิทักษ์รัฐธรรมนูญนั้น ไม่เฉพาะการล้มล้างโดยเผด็จการทหารเท่านั้น แต่รวมถึงเผด็จการทางรัฐสภาและเผด็จการอื่นๆ ทุกรูปแบบ ดังนั้นควรพิจารณาคำแนะนำของศาลอย่างมีสติและไม่ควรมีอคติใดๆ และห่วงว่าหากรัฐสภาเดินหน้าในวาระสามต่อไป หากผ่านวาระสามและอยู่ระหว่างการรอลงพระปรมาภิไธย ก็จะมีผู้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีก สถานการณ์ในเวลานั้นอาจถือว่าการกระทำได้สำเร็จแล้ว ศาลก็จำเป็นต้องพิจารณาต่อไป ว่าเป็นการตั้งใจล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือ ไม่ซึ่งจะนำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ในบ้านเมืองและนำไปสู่การจลาจล เผาบ้านเผาเมืองการสูญเสียชีวิตบาดเจ็บล้มตายอีกมาก” นพ.ชูชัย กล่าว



