ข่าว

'จำลอง'ขู่พท.ฝืนเดินหน้าวาระ3เคลื่อนไหวแน่

'จำลอง'ขู่พท.ฝืนเดินหน้าวาระ3เคลื่อนไหวแน่

14 ก.ค. 2555

'จำลอง' ขู่หากฝืนเดินหน้าวาระ3 พร้อมเคลื่อนไหวแน่ ท้า พท. ทำประชามติแก้ รธน.ทั้งฉบับ เมินนิติราษฎร์จ้องล้มศาลรัฐธรรมนูญ

                          14 ก.ค.55 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า คำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญในคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นคำตัดสินที่ถูกต้อง แต่เชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะทำทุกทางให้ผ่านการลงมติในวาระที่สาม เพราะหากไม่ผลักดันให้ผ่านวาระที่สามจะไม่สำเร็จตามแผนการที่วางไว้ เรื่องนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะติดตามอย่างใกล้ชิดและทันทีที่การแก้ไขรัฐธรรมนูญถูกนำเข้าสู่วาระที่สามจะมีการประชุมเพื่อหาแนวทางว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป

                          นายพิภพ ธงไชย แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐ ธรรมนูญถือเป็นการตัดสินที่ยืนอยู่บนกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งนี้การที่ศาล รัฐธรรมนูญรับและวินิจฉัยคำร้องเป็นไปตามหลักการยึดถือสิทธิเสรีภาพของประชาชน เมื่อประชาชนเห็นว่า มีการกระทำที่จะเป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญจึงตีความว่ามีสิทธิ์รับคำร้องจากประชาชนโดย ตรง การรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้ถือถือเป็นมิติใหม่ในการขยายสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่ สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2550 หรือแม้แต่รัฐธรรมนูญ 2540

                          ส่วนที่ศาลรัฐธรรมนูญระบุให้การแก้ไจรัฐธรรมนูญทั้งฉบับต้องไปถามประชาชนก่อนผ่านการทำ ประชามติก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับแรกและฉบับเดียวที่ผ่านการลงประชามติของประชาชนซึ่งเป็น เจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งก็ตรงกับแนวทางของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ประกาศไว้ ตั้งแต่ต้นว่าหากแจะแก้รัฐธรรมใหม่ทั้งฉบับให้กลับไปถามประชาชนก่อน ทั้งนี้เห็นว่าการแก้รัฐธรรมนูญแม้ แต่มาตราเดียวหากกระทบกับหมวดที่เป็นโครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญก็ไม่ควรจะทำ แม้ ส.ส.จะถือว่าตัว เองมีเสียงส่วนใหญ่ก็ตาม

                          " พรรคเพื่อไทยคุยโม้โอ้อวดว่าตัวเองมีเสียงส่วนใหญ่ในสภา แล้วทำไมถึงไม่กล้าถามความเห็น ประชาชนผ่านประชามติ แสดงว่าจริงๆ แล้วพรรคเพื่อไทยก็ไม่แน่ใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของประเทศสนับสนุน ตัวเองหรือไม่ "

                          ขณะที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวว่า หากฝืนลงมติแก้รัฐธรรมนูญในวาระที่สาม คำร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าเป็นการคาดการณ์เอาเอง ก็ไม่ต้องคาดการณ์อีกต่อไป เท่ากับว่ารัฐสภาตัดสินใจลงวาระที่สามให้เป็นจริงและจะมีผลให้คำร้องที่ถูกยกไปมี สิทธิที่จะยื่นใหม่เพื่อพิสูจน์ความจริงว่าสิ่งที่พูดถึงและวิตกกังวลไม่ใช่การคาดการณ์แต่เป็นจริงและเสร็จสิ้น สมบูรณ์แล้วด้วยการลงมติในวาระที่สาม เรื่องนี้พรรคเพื่อไทยต้องเสี่ยงเอาเอง ถ้าอยากจะลงมติก็ไม่ขัด ขวางแต่ก็ต้องรับผิดชอบที่ต้องรับผลแห่งการการกระทำนั้น

                          นายปานเทพ กล่าวด้วยว่า นักการเมืองเมืองเหล่านี้รู้ดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อประโยชน์ของตัวเองทำไม่ได้ จึงเลี่ยงไปใช้วิธียกเลิกทั้งฉบับแล้วร่างใหม่โดยคณะบุคคลที่ตัวเองตั้งขึ้นมา จึงถือเป็นเล่ห์เพทุบายเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง จะสังเกตได้ว่าประเด็นที่ต้องการแก้ไขในเวลานี้ไม่เคยระบุได้ว่าประชาชนจะได้อะไร แต่กลับกันมีแต่จะทำให้นักการเมือง มีอำนาจมากขึ้นและตรวจสอบได้น้อยลง

                          ส่วนที่กลุ่มนิติราษฎร์ถือเป็นคณะบุคคลคณะหนึ่งจะเสนออย่างไรก็ทำได้ แต่มองว่าหากจะคิดล้มล้างศาลรัฐธรรมนูญก็ถือว่าไม่เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อเสนอนี้คิดว่าประชาชนส่วนใหญ่ไม่เอาด้วยและเชื่อว่าแนวทางในการปฏิบัติเป็นไปได้ยาก

 

'พันธมิตรฯ'เมิน'เสื้อแดง'ป่วนจัดรวมพลังภาคเหนือ17จ.

                          วันเดียวกัน กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดเสวนา "รวมพลังพันธมิตรฯ ภาคเหนือ 17 จังหวัด เปลี่ยนแปลงประเทศไทย" โดยมีแกนนำคนสำคัญอาทิ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง , นายพิภพ ธงไชย , นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เข้าร่วมการเสวนาพร้อมกับตัวแทนพันธมิตรฯ จากทุกจังหวัดในภาคเหนือกว่า 1,000 คน

                          พล.ต.จำลอง กล่าวว่า การจัดเสวนาครั้งนี้มีขึ้นเพื่อพูดคุยทำความเข้าใจและพบปะพันธมิตรทั้งภาคเหนือ มีประเด็นสำคัญคือการปฏิรูปประเทศไทย เพราะเห็นว่าทางออกของประเทศไทยในตอนนี้ต้องระดมความเห็นของภาคประชาชนเพื่อชี้ทางสว่างว่าประเทศไทยจะอยู่ภายใต้ระบบการเมืองและนักการเมืองในปัจจุบันไม่ได้อีกต่อไป

                          การเสวนาครั้งนี้จะนำหลักปกครองประเทศที่พันธมิตรฯ เคยประกาศที่สวนลุมพินี 15 ข้อ มาแลกเปลี่ยนความเห็นของประชาชนเพื่อนำไปปรับปรุงและขยายผลเพื่อให้ประชาชนตื่นรู้ต้องการการเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ของประเทศ

                          ส่วนเสื้อแดงที่มาขับไล่มาคัดค้านก็เป็นเรื่องของฝ่ายเสื้อแดง ก่อนหน้านี้มีการเตือนว่าอย่ามาเชียงใหม่แต่ไม่กลัว ต้องมาเพราะเป็นหัวเมืองของภาคเหนือและพันธมิตรฯ ไม่ได้จัดที่นี่ที่เดียวแต่ที่อุดรธานีก็จัดมาแล้ว

 

'อนุสรณ์' หนุนเดินหน้าวาระสาม

 

                          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ส่งอีเมลล์ถึงผู้สื่อข่าวแต่ละสำนัก โดยได้แสดงความเห็นต่อการตัดสินของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ว่า คำวินิจฉัยศุกร์ 13 น่าจะทำได้เพียงแค่ประการเดียว คือ ยกคำร้อง ไม่สามารถวินิจฉัยใส่ความเห็นในประเด็นอื่น เพราะประเด็นหลักของคดีนี้ คือมาตรา 68 ไม่ใช่ มาตรา 291 ศาลจึงไม่มีอำนาจไปก้าวล่วง ว่า มาตรา 291 จะแก้ไขอย่างไร เพราะถ้าเช่นนั้น ก็เท่ากับศาลได้สถาปนาระบอบการปกครองขึ้นมาใหม่ คือ ตุลาการธิปไตย หรือ อำนาจอธิปไตย ใช้ได้เฉพาะตุลาการ เพื่อตุลาการ โดยตุลาการภิวัฒน์ ฝ่ายนิติบัญญัติจะตรากฎหมายต้องขอคำวินิจฉัย ต้องให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก่อนว่าจะต้องทำอย่างไร จะทำได้หรือไม่ อนาคตข้างหน้าแค่มีคนป่วยแบบวันนี้ ไปร้องทักท้วงเรื่องข้อกฎหมายเข้าอีก ฝ่ายนิติบัญญัติก็ต้องรอถาม ให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินก่อนทุกครั้ง

                          รวมไปถึงการขัดกันของคำวินิจฉัยในแต่ละประเด็นที่ทำให้สังคมสับสน ตัดสินเสร็จไม่รู้อันไหนเป็นความเห็น อันไหนเป็นคำวินิจฉัยของศาลกันแน่ ซึ่งในอดีตพรรคเพื่อไทยเคยร้องศาลตามมาตรา 154 ศาลได้ปฏิเสธคำร้องของพรรคเพื่อไทย บอกว่า มาตรา 291 เป็นเรื่องเฉพาะที่สภาต้องดำเนินการ สามวาระ ศาลไม่เข้าไปก้าวล่วง ดังนั้น มาตรา 291 กำหนดว่า เมื่อพ้น 15 วันหลังลงมติวาระ 2 ไปแล้ว สภามีหน้าที่ตามกฎหมาย ต้องเดินหน้าต่อยังวาระ 3 เพราะศาลบอกแค่ว่า ทำไม่ได้ แต่ไม่ได้บอกให้หยุดทำ

                          ดังนั้น เมื่อศาลวินิจฉัยแล้วว่า คดีนี้ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 รัฐสภาต้องเดินหน้าต่อวาระสาม ตามที่ มาตรา 291 กำหนดไว้ รัฐสภาจะนำความเห็นหรือข้อเสนอแนะนอกคำวินิจฉัยไปปฏิบัติไม่ได้ หรือกรณี ศาลให้สภาไปตรากฎหมายที่เล็กกว่ารัฐธรรมนูญมา เพื่อทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญ ที่ใหญ่กว่า ก็เป็นเรื่องแปลก แล้วตอนไปถามประชาชน จะให้ถามว่าอะไร หรือจะให้เลือกระหว่าง รัฐธรรมนูญปี 2550 ทั้งฉบับ กับเลือกร่างใหม่ ที่ยังไม่ทันได้ร่าง แล้วประชาชนจะเลือกอย่างไร ในเมื่อตัวเลือกมันยังไม่มีให้เห็น

                          "ผมจึงขอถามฝ่ายตรงข้ามดังๆว่า ถ้าอย่างนั้น ไปทำประชามติ ไปเลยมั๊ยว่า ระหว่างรัฐธรรมนูญปี 2550 กับ ปี 2540 ประชาชนจะเลือกอะไร เพราะประชาชน ได้เห็น ได้รับรู้ ได้ใช้กันมาหมดแล้ว อำมาตย์ และ ประชาธิปัตย์ จะกล้ารับคำท้าหรือไม่ แล้วจากนั้นต่างฝ่ายก็ต่างไปหาคะแนนเสียงสนับสนุนกันให้เต็มที่ตามระบอบประชาธิปไตย แล้วเมื่อผลออกมาทุกฝ่ายต้องยอมรับ แบบนี้จะกล้ารับข้อเสนอหรือไม่ แต่มั่นใจฝ่ายนู้นไม่กล้ารับแน่นอน เพราะรู้อยู่แล้วว่า ไม่มีทางชนะประชาชนได้" นายอนุสรณ์ กล่าว