ข่าว

'ปู'ประกาศเดินหน้าแก้รธน.ต่อ

'ปู'ประกาศเดินหน้าแก้รธน.ต่อ

14 ก.ค. 2555

"ยิ่งลักษณ์" ประกาศเดินหน้าแก้ไข รธน. ต่อ นำเรื่องปรึกษา ครม.ก่อนโยนกฤษฎีกาตีความหาทางออกให้ชัดเจน "นพดล" แนะแก้บางมาตราก่อนแล้วทำประชามติมาตราที่เหลือ “เพื่อไทย” เรียกประชุม 16 ก.ค.

              13กรกฎาคม2555 ตามที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยคำร้องคัดค้านแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกคำร้อง เมื่อเวลา 23.15 น. ภายหลังเดินทางกลับจากประเทศกัมพูชา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แถลงว่า ขอขอบคุณประชาชนที่รับฟังคำตัดสินอย่างสงบภายใต้กรอบของกฎหมาย ในส่วนของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ รัฐบาลจะนำไปปรึกษาข้อกฎหมายและจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. ส่วนจะเดินหน้าวาระสามหรือชะลอนั้นต้องรอดูรายละเอียดของข้อกฎหมายก่อน โดยจะให้กฤษฎีกาตีความให้ชัดเจนว่ามีทางออกอะไรบ้าง แต่ทั้งนี้ยืนยันว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

              ผู้สื่อข่าวถามว่าผลการวินิจฉัยจะทำให้เดินหน้าต่อหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวต่อว่า เบื้องต้น จากการวินิจฉัยถือว่าเจตนารมณ์ต่างๆ อยู่ภายใต้หลักการแก้ที่ไม่มีเจตนาล้มล้างการปกครอง  ยืนยันว่ารัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มที่แม้การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะช้าออกไปแต่ก็ยังถือว่าเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งต้องการให้รัฐธรรมนูญมีประโยชน์ กับประชาชนอย่างเต็มที่


"นพดล"แนะแก้บางมาตราก่อนแล้วทำประชามติมาตราที่เหลือ

              ขณะที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รู้สึกผิดหวังต่อการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะถึงแม้ว่าจะยกคำร้องว่าไม่เป็นการล้มล้างระบอบการปกครอง แต่ตนยังมองว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจรับคำร้องไว้ตามมาตรา 68 ที่ต้องผ่านอัยการสูงสุด และการที่ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่าไม่สามารถแก้ไขได้ทั้งฉบับเว้นแต่จะมีการทำประชามติก่อนนั้น ตนก็รู้สึกผิดหวังด้วยเช่นเดียวกัน

              "ทั้งนี้ ขณะนี้คงมีทางเลือกในเบื้องต้นอยู่ 2 แนวทางคือ 1.ทำประชามติก่อนที่จะมีสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ(สสร.) หรือ 2.ไปแก้ไขเป็นรายมาตรา ซึ่งคาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะทำการแก้ไขในบางมาตราก่อนที่จะไปดำเนินการทำประชามติในมาตราอื่นๆ อย่างไรก็ตาม ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะดำเนินการไปในทิศทางใด" นายนพดล กล่าว


“เพื่อไทย”เรียกประชุมหาทางออก16ก.ค.

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังจากที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยกคำร้องว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ขัดต่อมาตรา 68 นั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยได้วิเคราะห์แนวทางที่จะดำเนินการต่อไว้ 3 แนวทางคือ 1.ทำประชามติเพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศตัดสินว่าจะให้มีสสร.เพื่อมาร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ 2. แก้ไขบางมาตราที่เป็นปัญหาทันที ซึ่งแนวทางนี้จะทำให้ใช้เวลาไม่น่าจะเกิน 2 เดือน หรือ 3.แก้ไขรัฐธรรมนูญและทำประชามติคู่ขนานกันไป โดยแนวโน้มที่เป็นไปได้มากที่สุดคือ การแก้ไขเป็นรายมาตรา เพราะการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญนั้นเหมือนเปิดช่องให้พรรคเพื่อไทยดำเนินการในแนวทางนี้

              ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยเองก็มีเจตนาที่ต้องการจะแก้ไขเพียงแค่บางมาตรามาตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว ซึ่งมาตราหลักๆ ที่พรรคเพื่อไทยต้องการที่จะแก้ไขคือ มาตรา 309 ที่เขียนให้การกระทำและผลพวงจากการรัฐประหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 237 ที่เกี่ยวข้องกับการยุบพรรคการเมือง มาตรา 190 ที่เกี่ยวข้องกับการลงนามในสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่ต้องผ่านความเห็นชอบจากรัฐสภา และมาตรา 111-121 ที่เกี่ยวข้องกับที่มาของส.ว. อย่างไรก็ตาม พรรคเพื่อไทยยังได้เรียกประชุมส.ส.ของพรรคในวันจันทร์ที่ 16 ก.ค.ด้วย เพื่อร่วมกันกำหนดแนวทางในการดำเนินการต่อไป


"สุชน" เสนอแก้มาตรา68

              นายสุชน ชาลีเครือ สมาชิกพรรคเพื่อไทย ในฐานะอดีตประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า มาตรา 68 ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญสั่งระงับการกระทำได้แต่ไม่ได้ให้อำนาจศาลสั่งให้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งว่า ตนแสดงความเห็นมาตั้งแต่แรกแล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจที่จะวินิจฉัยได้ แต่เมื่อศาลวินิจฉัยออกมาแล้วก็ถือว่ามีผลผูกพัน ดังนั้น จากนี้คงต้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติ นักวิชาการ นักนิติศาสตร์ และนักรัฐศาสตร์ ร่วมกันหารือว่ากรณีนี้จะเป็นบรรทัดฐานต่อไปอย่างไร อย่างไรก็ตาม วันนี้ถือว่าคำตัดสินที่ออกมานั้นทำให้ประเทศสงบ ไม่ได้เอียงไปฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากจนเกินไป เพียงแต่อาจจะมีบรรทัดฐานใหม่เกิดขึ้นมาว่าศาลมีอำนาจวินิจฉัยได้ ซึ่งตรงนี้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเกิดขึ้นนั้น อาจจะต้องมีการแก้ไขมาตรา 68 ในอนาคตด้วย ทั้งนี้ ในวันที่ 16 ก.ค.จะมีการประชุมฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยด้วย


“พิชิต”ชี้ศาลให้ข้อแนะนำไม่ใช่คำสั่ง


              ด้านนายพิชิต ชื่นบาน ส.ส.บัญชีรายชื่อ และฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เราไม่เห็นด้วยมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่รับคำร้องแล้ว และยิ่งทำให้ขัดแย้งในตัวเองเข้าไปอีกเมื่อสั่งให้ยกคำร้องของฝ่ายผู้ร้อง ส่วนกรณีที่ศาลวินิจฉัยว่าให้ไปทำประชามตินั้น ตนมองว่าศาลท่านได้ให้ข้อแนะนำแต่ไม่ใช่คำสั่งใดๆ เพราะตอนท้ายคำวินิจฉัยก็ไม่ได้มีคำสั่งใดๆ มาให้ดำเนินการ ดังนั้น จากนี้คงขึ้นอยู่กับสภาฯ ว่าจะฟังข้อแนะนำของศาลหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวแล้วไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์ คงต้องขอหารือกับฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยก่อน