ข่าว

หมดยุค'มาเฟีย'พัทยา'โจรต่างชาติ'โผล่แทน

หมดยุค'มาเฟีย'พัทยา'โจรต่างชาติ'โผล่แทน

15 ก.ค. 2555

หมดยุค'มาเฟีย'พัทยา 'โจรต่างชาติ'...โผล่แทน : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์

               "เมืองพัทยา" จ.ชลบุรี ยังเป็นที่รู้จักของผู้คนจากทั่วโลก ในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลกที่ใครๆ ก็อยากมาสัมผัสกลิ่นอายความสุขและความรื่นเริงที่นี่ แต่ละปีมีชาวต่างชาติหลากประเทศทะลักเข้ามาในเมืองพัทยานับล้านคน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่มีชาวต่างชาติที่ไม่ดีแฝงปะปนมากับกลุ่มท่องเที่ยว ขณะเดียวกัน "พัทยา" ก็ถูกมองในแง่ลบอยู่บ่อยๆ ถึงปัญหาอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ อาทิ มาเฟียต่างชาติ โจรผู้ร้าย และแหล่งรวมการค้ามนุษย์ แม้ว่าหลายฝ่ายพยายามทำให้ "พัทยา" เป็นเมืองการท่องเที่ยวที่น่าอยู่ แต่คงไม่ใช่เรื่องง่าย พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี มองถึงปัญหาและสถานการณ์อาชญากรรมในพื้นที่ ตลอดถึงแนวทางป้องกันปราบปรามอย่างไร ที่จะทำให้เมืองริมทะเลแห่งนี้น่าอยู่ปลอดภัย!!

 -คุยกับ "ผู้การชลบุรี" หากไม่ถามเรื่องมาเฟียต่างชาติคงรู้สึกแปลกๆ ปัจจุบันสถานการณ์เป็นอย่างไร
 
               หลายปีที่ผ่านมา ปัญหามาเฟียต่างชาติใน จ.ชลบุรี โดยเฉพาะในเมืองพัทยา เปลี่ยนแปลงไปมาก ไม่เหมือนเมื่อหลายปีก่อนที่มีอยู่หลายกลุ่มหลายก้อน ปัจจุบันมาเฟียกลุ่มเดิมๆ ได้ออกไปนอกพื้นที่ไม่เหลือแล้ว ทั้งนี้ กลุ่มชาวต่างชาติที่เข้ามาในพัทยารวมถึงพื้นที่อื่นๆ ของชลบุรี แล้วสร้างปัญหาแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มวัยเกษียณที่เข้ามาอยู่ถาวร และกลุ่มที่มีพฤติกรรมเป็นคนร้ายข้ามชาติ ที่เข้ามาอยู่ระยะสั้นๆ เมื่อกระทำผิดสำเร็จก็จะย้ายไปที่อื่น
 
               ในส่วนของกลุ่มวัยเกษียณนั้น จะไม่ค่อยสร้างปัญหามากนัก แต่ผู้ที่สร้างปัญหาคือบรรดาลูกหลานที่ตามมาสมทบภายหลัง จำนวนไม่น้อยเข้ามาแล้วมีพฤติกรรมเที่ยวเตร่ และมีจำนวนไม่น้อยที่มีพฤติกรรมก่อคดีอาชญากรรม ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ระยะหลังๆ มีอัตราก่อเหตุถี่ขึ้น
 
               ส่วนอีกกลุ่ม คือ คนร้ายข้ามชาตินั้น ส่วนมากจะเป็นคนร้ายที่ก่อคดีที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจเป็นหลัก เช่น การปลอมแปลงบัตรเครดิตหรือบัตรเอทีเอ็มจากต่างประเทศแล้วเข้ามากดเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในชลบุรี แก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่เข้ามาตั้งฐานหลอกลวงผู้คนในต่างประเทศให้โอนเงินให้ ผู้เสียหายส่วนใหญ่จะเป็นคนต่างประเทศ หลอกลวงคนประเทศอื่น แต่ใช้บ้านเราเป็นฐานในการกระทำความผิดเป็นหลัก

 - แก้ปัญหาต่างชาติทั้ง 2 กลุ่มนี้อย่างไร
  
               ได้ร่วมกับทางฝ่ายปกครองสำรวจผู้ที่เข้ามาพักอาศัยใน จ.ชลบุรี เป็นระยะ ชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะเข้ามาเช่าบ้านพัก เช่าเกสต์เฮ้าส์ พักอาศัยระยะยาว จะสำรวจและทำประวัติไว้ทั้งหมด นอกจากนี้ ยังได้กำชับให้เจ้าของบ้านเช่า และสถานที่ให้เช่าต่างๆ ต้องแจ้งข้อมูลให้ตำรวจทราบว่าบ้านหรือสถานที่พักในความครอบครองได้ให้ต่างชาติรายใดพักและมีจำนวนผู้เข้าพักอาศัยเท่าไหร่ ทั้งนี้ มาตรการการจัดทำประวัติชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยนั้นไม่ได้ระบุชี้ชัดว่าต้องเป็นชาวต่างชาติในกลุ่มประเทศไหนเป็นพิเศษ เพราะปัจจุบันมีความเสี่ยงเหมือนกันหมดไม่ว่าจะมาจากประเทศไหน เห็นได้จากคดีที่เกิดขึ้นระยะหลังๆ พวก ลัก วิ่ง ชิง ปล้น ผู้ก่อเหตุเป็นชาวยุโรปประเทศมีชื่อเสียงลำดับต้นๆ แทบทั้งนั้น
 
               บุคคลที่เข้ามาอยู่รวมกันจำนวนมากๆ และอยู่กันเป็นระยะเวลานานๆ โดยไม่ปรากฏว่าเข้ามาทำกิจการ หรืองานอะไร ที่สร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม คนเหล่านี้ตำรวจจะตรวจสอบเป็นพิเศษตามมาตรการป้องปราม เพราะคนเหล่านี้มีความเสี่ยงที่จะกระทำความผิด ทั้งคดีอาชญากรรมทั่วไปและคดีทางเศรษฐกิจ เป็นหน้าที่ของตำรวจในสังกัดกองบังคับการภูธรจังหวัดชลบุรีรวมกว่า 2,000 คน ต้องช่วยกันสอดส่อง ที่สำคัญคือประชาชนคนไทยในพื้นที่ต้องช่วยกันสอดส่องพฤติกรรมของชาวต่างชาติที่เข้ามาพักอาศัยอยู่ในละแวกใกล้เคียงกับตัวเองด้วยว่า ชาวต่างชาติเหล่านั้นมีพฤติกรรมน่าสงสัยหรือไม่ เมื่อพบอะไรที่ผิดสังเกตก็ให้แจ้งเบาะแสต่อตำรวจทันทีเพื่อเราจะได้ดำเนินการต่ออย่างทันท่วงที
 
               ผมยืนยันว่า จ.ชลบุรี ยุคนี้ ไม่มีมาเฟียต่างชาติ ใครที่มีพฤติกรรมนอกลู่นอกทาง ทำผิดกฎหมาย ตำรวจจะดำเนินคดีตามกระบวนการของกฎหมายทั้งหมด พูดได้เต็มปากว่าใครที่เข้ามาแล้วสร้างปัญหาจะอยู่ในชลบุรีไม่ได้

 - นอกจากปัญหามาเฟียต่างชาติแล้วปัญหาการค้ามนุษย์ก็ถือว่าอยู่ในขั้นรุนแรง
 
               ต้องเข้าใจว่าชลบุรีเป็นทั้งเมืองท่องเที่ยวและเมืองอุตสาหกรรม แต่ละปีมีผู้คนจากทั่วสารทิศเข้ามาในพื้นที่ ทำให้เกิดความหลากหลาย ปัญหาอาชญากรรมก็หลากหลายเหมือนเป็นเงาตามตัว การค้ามนุษย์ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวัง ทั้งเรื่องเด็กขอทาน ค้าประเวณี หรือแม้กระทั่งการใช้แรงงานทาสในเรือประมง เคยเป็นปัญหาหนักหน่วงก่อนหน้านี้ ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยนไปมาก โดยเฉพาะปัญหาแรงงานทาสในเรือประมงปัจจุบันแทบไม่มีแล้ว
 
               อย่างที่ "ช่องแสมสาร" อ.สัตหีบ เคยขึ้นชื่อเรื่องการใช้แรงงานเรือประมงปัจจุบันลดน้อยลงไปจนแทบไม่มีให้เห็นแล้ว เพราะเจ้าของเรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจากที่เคยใช้แรงงานบนเรือประมงอาจมีการเอารัดเอาเปรียบใช้แรงงานเยี่ยงทาส แต่ปัจจุบันดูแลลูกเรืออย่างดี ใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม เพราะปัจจุบันลูกเรือประมงเป็นอาชีพที่ขาดแคลนแรงงาน นายจ้างหรือเจ้าของเรือจึงต้องดูแลลูกจ้างกันเป็นอย่างดี
 
               ส่วนกรณีแรงงานต่างด้าวนั้น ตำรวจทั้งในส่วนของ บก.ภ.จว.ชลบุรี และตำรวจตรวจคนเข้าเมือง มีการประสานงานกันในการควบคุมดูแลกันอย่างใกล้ชิด มีกฎกติกาชัดเจน คือแรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายต้องมีที่พักเป็นหลักแหล่ง มีนายจ้าง มีสถานที่ทำงานชัดเจน ไม่ใช่ลอยไปลอยมา ขณะที่แรงงานผิดกฎหมายจะมีไม่ได้ ตำรวจมีหน้าที่จับกุมดำเนินคดีตามกฎหมาย

 - ความร่วมมือระหว่างตำรวจกับประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันอาชญากรรมในพื้นที่
 
               ค่อนข้างดีนะ ผมบอกได้เลยว่าตำรวจกับประชาชนในพื้นที่ชลบุรีนั้นอยู่กันอย่างใกล้ชิด มีความร่วมมือที่ดีต่อกัน ตำรวจพร้อมรับใช้ประชาชนในทุกๆ กรณี ตั้งแต่ผมมาอยู่ที่นี่ได้กำชับให้ตำรวจในสังกัดทุกโรงพักให้ความใส่ใจในการบำบัดทุกข์บำรุงสุขของประชาชนเป็นลำดับแรก ยกตัวอย่าง คดีลักทรัพย์ตามเคหสถาน เมื่อตำรวจได้รับแจ้งปุ๊บก็จะเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุปั๊บ และพยายามขวนขวายจับกุมคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด ขณะที่ประชาชนเองก็ให้ความร่วมมือในการแจ้งเบาะแสของคนร้าย พูดง่ายๆ คือ ทุกคนเปรียบเสมือนตำรวจอาสาที่คอยช่วยกันดูแลความสงบสุขในพื้นที่ ส่วนผู้ประกอบการบริษัทห้างร้านต่างๆ ก็ให้ความร่วมมือดี เราขอให้ช่วยติดตั้งกล้องวงจรปิดให้สามารถมองเห็นครอบคลุมภายนอกพื้นที่ ในพื้นที่เสี่ยงภัย เขาก็ยินดีให้ความร่วมมือ

 - นโยบายด้านจราจร "ขับรถย้อนศรติดคุก" ทราบว่าประชาชนบางกลุ่มไม่ค่อยพอใจ
 
               ผมต้องการลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวันโดยเฉพาะในย่านการค้า และย่านอุตสาหกรรม เพราะได้รับการร้องเรียนจากประชาชนจำนวนมาก เมื่อไปดูแล้วพบว่าสาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ใช้รถใช้ถนนจำนวนไม่น้อยเห็นแก่ความสะดวกขับรถย้อนศร โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัย ผมจึงมีนโยบายให้ตำรวจเพิ่มข้อหาให้มีโทษที่รุนแรงขึ้น จากเดิมการขับรถย้อนศรมีโทษแค่ปรับไม่เกิน 500 บาท แต่ส่วนใหญ่มักจะว่ากล่าวตักเตือนกัน ปัจจุบันได้สั่งให้แจ้งข้อหาฐานขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น ข้อหานี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน ปรับ 2,000-10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยพนักงานสอบสวนจะส่งเรื่องให้พนักงานอัยการนำสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาล จะไม่มีการสั่งคดีกันที่โรงพักเหมือนในอดีต ซึ่งพนักงานอัยการจะร้องต่อศาลให้พิจารณาสั่งริบรถของกลางที่ใช้กระทำความผิดด้วย หากใครกระทำผิดก็จะเกิดความยุ่งยากแถมมีโทษหนักขึ้น หลายคนจึงเกิดความไม่พอใจ
 
               ผมขอยืนยันว่า การกระทำดังกล่าวตำรวจมีเจตนาเพื่อรักษาชีวิตรักษาทรัพย์สินของประชาชน ทำเพื่อความปลอดภัยของประชาชนเอง ตำรวจจำเป็นต้องบังคับใช้กฎหมายจราจรอย่างเข้มงวด มีการพิจารณาแจ้งข้อกล่าวหาสถานหนักที่สุด และจะไม่ไกล่เกลี่ยอย่างเด็ดขาด
 
               ล่าสุด ในการประชุมหน่วยงานราชการของจังหวัดผมได้ประกาศกลางที่ประชุมไปแล้วว่า การทำผิดกฎจราจร โดยเฉพาะข้อหาขับรถย้อนศร ฝ่าไฟแดง และขับรถโดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยและความเดือดร้อนของผู้อื่น จะไม่มีการยกเว้นไม่ว่าข้าราชการคนไหน หรือหน่วยงานไหน ก็ขอกันไม่ได้ จะต้องว่ากันไปตามกฎหมายทั้งหมด
        
..........

(หมายเหตุ : หมดยุค'มาเฟีย'พัทยา  'โจรต่างชาติ'...โผล่แทน : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.ต.จำนงค์ รัตนกุล ผบก.ภ.จว.ชลบุรี  โดยทัศชยันต์ วาหะรักษ์)