ข่าว

ภารกิจหลัก 'กองทุนฟื้นฟูฯ'เร่งจัดการหนี้

ภารกิจหลัก 'กองทุนฟื้นฟูฯ'เร่งจัดการหนี้

14 ก.ค. 2555

ภารกิจหลัก 'กองทุนฟื้นฟูฯ'เร่งจัดการหนี้ ฟื้นอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ

                   การปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกร ก่อนสู่ภารกิจการฟื้นฟูและพัฒนาอาชีพแก่เกษตรกร ที่มีกว่า 8.6 ล้านกลุ่ม หรือองค์กรทั่วประเทศ มีเกษตรกรมากกว่า 6.2 ล้านราย ถือเป็นภารกิจหลัก และเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายรัฐบาลของ สำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) รัฐวิสาหกิจ สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนการพัฒนาความรู้ด้านเกษตรกรรม หรือกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับเกษตรกรรม เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่องค์กรเกษตรกร และพัฒนาศักยภาพในการพึ่งพาตนเองและเกื้อกูลซึ่งกันและกันระหว่างเกษตรกร

                   สมยศ ภิราญคำ รองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร เปิดเผยว่า การปรับโครงสร้างหนี้ของเกษตรกรตามนโยบายรัฐบาล และการฟื้นฟูอาชีพ ทั้งอาชีพหลักและอาชีพเสริม เป็นหน้าที่หลัก โดยเริ่มจากการปรับความคิด ทัศนคติ ไปพร้อมกับการจัดทำแผนชีวิต ซึ่งกลุ่มเกษตรกรที่ได้รับการปรับโครงสร้างหนี้จะต้องเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรอาชีพ 9 อาชีพ ได้แก่ ทำนา ปลูกพืชไร่ ยาง ปาล์ม ไม้ยืนต้น ปศุสัตว์ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และประมง ตามศูนย์เรียนรู้ชุมชน หรือศูนย์ปราชญ์ชาวบ้าน ตลอดจนสถาบันการฝึกอบรมทั้งของภาครัฐและเอกชน ตามที่กำหนดไว้เป็นเวลา 2-3 วัน ขึ้นอยู่กับแผนโครงการที่ทางกลุ่มหรือองค์กรเกษตรกรจัดทำขึ้นมา

                  "การปรับโครงสร้างหนี้ และฟื้นฟูอาชีพตามมติ ครม. วันที่ 7 เมษายน 2553 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและธนาคารของรัฐทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ ธ.ก.ส. ธอส. กรุงไทย และออมสิน เพื่อดำเนินการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ของโครงการ คือ ให้ธนาคารเจ้าหนี้พักชำระเงินต้นครึ่งหนึ่งและดอกเบี้ยทั้งหมดไว้ก่อน โดยเกษตรกรผ่อนชำระหนี้เงินต้นที่เหลืออีกครึ่งหนึ่ง และระยะเวลาตามที่ตกลงกัน แต่ไม่เกิน 15 ปี เมื่อเกษตรกรได้ชำระหนี้คืนงวดสุดท้ายแล้ว เงินต้นและดอกเบี้ยที่พักไว้จะได้รับการยกเว้นให้ทั้งหมด"

                   ที่ผ่านมา ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2549-30 เมษายน 2555 สำนักงานกองทุนฟื้นฟูฯ โดยสำนักจัดการหนี้ของเกษตรกร สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาหนี้สินให้เกษตรกร ด้วยการชำระหนี้แทนเกษตรกรไปแล้วทั้งหมด 19,399 ราย จำนวน 19,434 บัญชี เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,853,623,639.01 บาท และสามารถรักษาที่ดินทำกินให้เกษตรกร จำนวน 91,487 ไร่ 95.5 ตารางวา

                   โดยแยกเป็นของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 1,241 ราย 1,241 บัญชี เป็นเงิน 503,874,027.54 บาท ธนาคารพาณิชย์ จำนวน 2,408 ราย 2,413 บัญชี เป็นเงิน 715,950,524.75 บาท นิติบุคคล จำนวน 463 ราย 463 บัญชี เป็นเงิน 185,584,890.21 บาท สหกรณ์ จำนวน 15,098 ราย 15,115 บัญชี เป็นเงิน 2,345,013,898.34 บาท และเจ้าหนี้หรือบุคคลภายนอกซื้อทรัพย์ไว้ (เอ็นพีแอล) จำนวน 189 ราย 202 บัญชี เป็นเงิน 103,200,298.18 บาท

                  หลังจากมีการอบรม ศึกษาเรียนรู้ ดูงานแล้ว ก็จะมาฟื้นฟูอาชีพหลัก โดยผ่านกลุ่ม หรือองค์กรเกษตรกรที่สมาชิกสังกัด โดยรัฐจะจัดหาวัสดุอุปกรณ์ทางการเกษตรไปทดลองปฏิบัติใช้จริงในอาชีพหลัก เพื่อลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มผลผลิต โดยมีกรรมการองค์กรเป็นผู้ติดตามกำกับดูแลการใช้จ่ายงบประมาณร่วมกับสมาชิก และรายงานให้สำนักงานกองทุนฯ ทราบเป็นระยะตามเงื่อนไขที่ตกลงไว้  

                 รักษาการเลขาธิการ กฟก.ยอมรับว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรเสียโอกาสในการใช้ประโยชน์จาก พ.ร.บ.ว่าด้วยกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร พ.ศ.2542 ทั้งนี้อาจมาจากปัจจัยด้านต่างๆ ที่ไม่เอื้ออำนวย ไม่ว่าจะด้านการเมือง หรือระเบียบกฎเกณฑ์กติกาต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน ทำให้เป็นการเสียโอกาสของกองทุนฟื้นฟูฯ ทั้งๆ ที่เกษตรกรได้เรียกร้องเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2538 จนถึงปี 2542 แต่หลังจากกฎหมายฉบับนี้ประกาศใช้เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2542 พร้อมกับงบประมาณที่รัฐบาลให้มาก้อนแรกจำนวน 1,820,542,700 บาท เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2543 แต่กลับไม่สามารถนำใช้ประโยชน์ใดๆ ได้เลย

                "กองทุนตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ในปี 2542 แต่ตั้งเสร็จปี 2543 รัฐบาลให้เงินมาก้อนหนึ่ง 1,800 กว่าล้าน แต่จนถึงปี 2548 เงินยังนอนสนิทอยู่ในธนาคาร ไม่มีใครกล้านำออกไปใช้ ด้วยเหตุจากปัจจัยทางการเมือง จะเห็นว่าฝ่ายการเมืองได้ส่งคนเข้ามาเปลี่ยนเลขาธิการเป็นว่าเล่น ขณะที่กฎระเบียบกติกาก็ยังเถียงกันไม่จบ จึงไม่มีใครที่กล้าหาญพอที่จะเดินงานกับเงินก้อนนี้ จนกระทั่งปี 2549 สมัยคุณจุฬารัตน์ นิรัติศยกุล เป็นเลขาธิการ ผมเข้ามาเป็นผู้แทนเกษตรกรสมัยแรก จึงร่วมกันผลักดันเพื่อให้เกิดการซื้อหนี้ครั้งแรก และเป็นประวัติศาสตร์ของกองทุนฟื้นฟูฯ ในการซื้อหนี้ก้อนแรก แม้จำนวนเงินจะไม่มาก แต่เป็นการเปิดทางสู่การปรับโครงสร้างหนี้สินและฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรอย่างเป็นระบบ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พ.ร.บ.ฉบับนี้"

                 รักษาการเลขาธิการ กฟก.ย้ำด้วยว่า จากนั้นในช่วงปลายปี 2550-2552 ได้มีการอนุมัติงบประมาณ โดยคณะกรรมการบริหารกองทุนฟื้นฟูฯ ให้แก่กลุ่ม หรือองค์กรเกษตรกรทั่วประเทศกว่า 2,700 โครงการ รวมเป็นเงินทั้งหมดประมาณ 180 ล้านบาท และในช่วงปี 2554-2555 ตั้งเป้าเอาไว้ว่า จะอนุมัติเงินให้กลุ่มหรือองค์กรเกษตรกร โครงการละไม่เกิน 5 แสน และเกิน 5 แสน จำนวน 845 โครงการ จนถึงวันนี้ อนุมัติไปแล้วกว่า 300 โครงการ รวมเป็นเงินกว่า 350 ล้านบาท และยังมีโครงการที่รอการอนุมัติอีกเป็นจำนวนมาก

                 "หลักกฎหมายของกองทุน คือ 1.พัฒนาศักยภาพองค์กรให้เกิดความเข้มแข็ง 2.ผลิตขั้นพื้นฐานลดต้นทุนให้มากที่สุดเท่าที่มากได้ 3.การรวบรวมผลผลิต 4.การแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า และ 5.ดูเรื่องตลาดการจำหน่าย ถ้าเกษตรกรกลุ่มไหนเขียนโครงการมาครบทั้ง 5 ขั้นตอน ภายใต้ปัจจัยการอนุมัติ 2 หลักการ คือ ถ้าไม่เกิน 5 แสน เลขาฯ กฟก.สามารถอนุมัติได้ แต่ถ้าเกิน 5 แสน ต้องใช้กรรมการบริหารเป็นผู้พิจารณาอนุมัติ"

                 นับเป็นอีกก้าวของสำนักงานกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกร (กฟก.) ภายใต้การนำของรองเลขาธิการ รักษาการเลขาธิการ กฟก. " สมยศ ภิราญคำ" ในการนำพาองค์กรเดินหน้าเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินพร้อมกับการฟื้นฟูอาชีพแก่เกษตรกรไทย เพื่อให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ปลอดหนี้ มีอาชีพและรายได้ที่มั่นคงนั่นเอง

.....................................................
(ภารกิจหลัก 'กองทุนฟื้นฟูฯ'เร่งจัดการหนี้ ฟื้นอาชีพเกษตรกรอย่างยั่งยืน : คอลัมน์สัมภาษณ์พิเศษ )