ข่าว

มติ8:0ยกคำร้องปมแก้รธน.

มติ8:0ยกคำร้องปมแก้รธน.

13 ก.ค. 2555

ศาลรธน.มีมติ 8:0 สั่งยกคำร้อง ชี้เสนอแก้ไขรธน.ไม่เป็นการล้มล้างการปกครอง ย้ำชัดฝ่ายผู้ร้องแค่เพียงคาดการณ์ล่วงหน้า พร้อมแนะประธานสภาฯเห็นเจตนารมย์ ม.291 รธน.แก้ได้เป็นรายมาตรา ยกร่างทั้งฉบับต้องทำประชามติก่อน

          เมื่อเวลา 14.44 น. วันที่ 13 กรกฎาคม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นั่งบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัยการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เป็นการล้มล้างรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยองค์คณะได้มอบให้นายบุญส่ง กุลบุปผา และนายนุรักษ์ มาประณีต ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเป็นผู้อ่านคำวินิจฉัย โดยนายบุญส่ง แจ้งว่า ศาลจะอ่านเฉพาะประเด็นที่ศาลมีคำวินิจฉัยเท่านั้น ใน 4 ประเด็น คือ 1.ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ 2.ศาลจะวินิจฉัยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 สามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ 3.การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจปกครองประเทศซึ่งไม่ได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง หรือไม่ และ 4.หากมีการกระทำตามประเด็นที่ 3 จะมีผลถึงการยุบพรรคหรือไม่ และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคหรือไม่

          นายบุญส่ง อ่านคำวินิจฉัยว่า ประเด็นที่ 1 ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจในการรับไว้พิจารณาตามาตรา 68 หรือไม่ มีประเด็นที่ทางพรรคเพื่อไทยผู้ถูกร้องที่ 3 ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในข้อกฎหมายว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับคำร้องของผู้ร้องทั้งห้า ไว้พิจารณาวินิจฉัยตามมาตรา 68 วรรคสองของรัฐธรรมนูญหรือไม่ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 68 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพ ตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ และวรรคสองบัญญัติว่าในกรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรคหนึ่ง ผู้ทราบการกระทำดังกล่าวย่อมมีสิทธิเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว

          บทบัญญัติดังกล่าวเป็นบทบัญญัติที่จะให้สิทธิแก่ผู้ที่ทราบการกระทำ อันเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง เพื่อให้มีการตรวจสอบการกระทำดังกล่าวได้ โดยให้มีสิทธิ 2 ประการคือ ประการที่ 1 เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ และในประการที่ 2 สามารถยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าวได้ เพราะอำนาจในการตรวจสอบและวินิจฉัยดังกล่าวตามที่ผู้ร้องใช้สิทธิตามมาตรา 68 วรรคสอง เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญ อัยการสูงสุดมีเพียงตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้เท่านั้น หาได้ตัดสิทธิผู้ร้องที่ต้องการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญโดยตรงไม่ เมื่อผู้ร้องได้เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบแล้ว ชอบที่จะใช้สิทธิตามประการที่ 2 คือการยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้

          นายบุญส่ง อ่านคำวินิจฉัยว่า ศาลเห็นว่าการแปลความดังกล่าวนี้ จะสอดคล้องต่อเจตนารมณ์ในมาตรา 68 ซึ่งบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ และเป็นไปเพื่อการรับรองสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา 69 ที่ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิต่อต้านโดยสันติวิธีซึ่งการกระทำใดๆ ที่เป็นไปเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการ ซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำสั่งให้เลิกการกระทำ ที่อาจเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทาง ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญได้นั้น การกระทำดังกล่าวจะต้องดำเนินการอยู่ และยังไม่เกิดผล

          ศาลรัฐธรรมนูญจึงจะมีคำวินิจฉัย สั่งให้เลิกการกระทำนั้นได้ หาไม่แล้วคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 วรรคสอง ก็จะเป็นการพ้นวิสัย ที่สามารถใช้บังคับได้ ทั้งสิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญตามมาตรา 68 นี้ มีหลักการสำคัญ มุ่งหมายให้ชนชาวไทยทุกคน มีส่วนร่วมในการปกป้อง พิทักษ์รักษาการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเข้าสู่อำนาจในการปกครองประเทศ ให้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิให้ถูกล้มล้าง โดยสภาพจึงเป็นมาตรการป้องกันไว้ล่วงหน้า เพื่อจะได้มีโอกาสตรวจสอบและวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำ ที่จะเป็นอันตรายต่อระบบการปกครองและการล้มล้างไม่ให้เกิดขึ้นได้ เพราะถ้าหากปล่อยให้เกิดการกระทำที่เป็นภัยร้ายแรงต่อรัฐธรรมนูญและระบอบการปกครองตามรัฐธรรมนูญขึ้นแล้ว ย่อมสุดวิสัยที่จะแก้ไขกลับคืนดีได้ เช่นนี้แล้วประชาชนผู้ทราบเหตุตามมาตรา 68 วรรคสอง

          นายบุญส่ง อ่านคำวินิจฉัยต่อว่า ทั้งนี้เพื่อให้ประชาชนใช้สิทธิของตนต่อต้านการกระทำนั้นโดยสันติวิธี เนื่องจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรานี้มิได้มุ่งหมายเพื่อลงโทษทางอาญา หรือการลงโทษทางรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังหมายถึงยังสั่งให้เพิกถอนตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ก่อนการกระทำนั้นจะเกิดผล การมีอยู่ของรัฐธรรมนูญมาตรา 68 และ 69 ของรัฐธรรมนูญนี้จึงเป็นไปเพื่อรักษาและคุ้มครองรัฐธรรมนูญเอง ตลอดจนหลักการที่รัฐธรรมนูญได้รับรองและกำหนดกรอบไว้ให้เป็นเจตนารมณ์หลักทางการเมืองของชาติคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และป้องกันการกระทำ ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งมิได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญประการนี้ต่างหากที่ถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งแม้จะถือเป็นเครื่องมือค้นหาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของรัฐธรรมนูญได้ แต่ความเห็นของผู้ร่างรัฐธรรมนูญคนใดคนหนึ่ง ก็มิใช่เจตนารมณ์ทั้งหมดของรัฐธรรมนูญทั้งหมด

          นายบุญส่ง อ่านคำวินิจฉัยว่า แต่อย่างไรก็ตามจากรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญทั้งการร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย 2540 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาญาจักรไทย 2550 ยังพิจารณาได้ว่า สาระสำคัญของการอภิปรายนั้นมีเจตนาร่วมกันอยู่ที่การให้ประชาชนใช้สิทธิพิทักษ์รัฐธรรมนูญ ผ่านกลไกของศาลรัฐธรรมนูญตามมาตรานี้เป็นสำคัญยิ่งกว่าตัวบุคคล ผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง การตีความของผู้มีสิทธิเสนอคำร้อง ต้องตีความไปในแนวทางยอมรับสิทธิ ไม่ใช่จำกัดสิทธิ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญสามารถเข้ามาตรวจสอบการกระทำที่อาจมีปัญหาตามมาตรา 68 วรรคหนึ่ง เพื่อพิทักษ์รัฐธรรมนูญได้ สมดังเจตนาของบทบัญญัติดังกล่าว กรณีอัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงตามมาตรา 68 วรรคสองแล้ว แต่ยังไม่มีคำสั่งประการใดจากอัยการสูงสุด หากปล่อยให้มีการลงมติในวาระ 3 ลุล่วงไปแล้ว แม้ต่อมาอัยการสูงสุดจะยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัย ว่ากระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญดังกล่าวนั้น เป็นไปมิชอบด้วยมาตรา 68 วรรคหนึ่ง ให้เลิกการกระทำนั้น ก็จะไม่สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยในทางใดอีก รวมทั้งไม่อาจย้อนคืนแก้ไขผลที่เกิดขึ้นจากการกระทำดังกล่าวได้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีอำนาจ รับคำร้องไว้พิจารณา และวินิจฉัยได้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสอง

          ต่อมา นายนุรักษ์ ได้อ่านคำวินิจฉัยในประเด็นที่ 2 ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 จะนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้หรือไม่ พิจารณาแล้วเห็นว่า อำนาจในการก่อตั้งองค์กรสูงสุดทางการเมือง หรืออำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ เป็นอำนาจก่อตั้งองค์กรทั้งหลาย และถือว่ามีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญที่ก่อตั้งระบบกฎหมาย และก่อตั้งองค์กรทั้งหลายที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ เมื่อองค์กรที่ถูกจัดตั้งมีเพียงอำนาจที่ให้ไว้ตามรัฐธรรมนูญ จึงเป็นไปไม่ได้ให้องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญกลับไปแก้ไขรัฐธรรมนูญ สำหรับประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เป็นประเทศที่ใช้ระบบประมวลกฎหมาย ยึดหลักว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายของรัฐธรรมนูญ การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงกำหนดวิธีการและเงื่อนไขแตกต่างไปจากการแก้ไขกฎหมายทั่วไป

           การตรารัฐธรรมนูญ ฉบับ พ.ศ.2550 ผ่านการลงประชามติของผู้ใช้อำนาจอธิปไตย คือการแสดงความเห็นจากประชาชนโดยตรง ประชาชนจึงเป็นผู้สถาปนารัฐธรรมนูญฉบับนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมตามมาตรา 291 แม้จะเป็นอำนาจของรัฐสภาก็ตาม แต่การแก้ไขเพิ่มเติมโดยการยกร่างใหม่ทั้งฉบับ ยังไม่สอดคล้องกับมาตรา 291 เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนี้ได้มาโดยการลงประชามติของประชาชน ก็ควรที่จะให้ประชาชนได้ลงประชามติเสียก่อนว่า สมควรที่จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ หรือรัฐสภาจะใช้อำนาจในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสมและเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการได้ ซึ่งจะสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291

          สำหรับประเด็นที่ 3 การกระทำของผู้ถูกร้องเป็นการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยไม่เป็นไปตามวิถีทางที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 มีเจตนารมณ์เพื่อให้มีวิธีแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญขึ้นเป็นรายมาตรา เพื่อปฏิรูปการเมือง และปรับปรุงโครงสร้างทางการเมืองขึ้นใหม่ เพื่อให้มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นอำนาจที่รัฐธรรมนูญให้ไว้ เพื่อเป็นช่องทางในการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นจากข้อบกพร่องในตัวรัฐธรรมนูญเอง หรือปัญหาจากข้อเท็จจริงทางการเมือง และมีความสอดคล้องต่อเนื่องในคราวเดียวกัน ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ (...) พ.ศ.... จึงมีผลมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน มีกระบวนการจัดทำและเสนอเป็นวาระการพิจารณาในรัฐสภา ผ่านความเห็นชอบวาระ 2 และเตรียมเสนอพิจารณาให้ความเห็นชอบในวาระ 3 จึงยังไม่มีข้อเท็จจริงว่า มีการล้มล้างการปกครองตามที่ผู้ร้องกล่าวอ้าง อีกทั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ก็ยังไม่มีการจัดตั้งขึ้น การกล่าวของผู้ร้องจึงเป็นการคาดการณ์ล่วงหน้าซึ่งยังไม่มีผลแต่ประการใด และมาตรา 291 บัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า ญัตติขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ที่มีผลให้เปลี่ยนแปลงการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หรือเปลี่ยนรูปของรัฐ จะเสนอไม่ได้

          หากร่างรัฐธรรมนูญมีเนื้อหาเปลี่ยนแปลงการปกครอง หรือเปลี่ยนแปลงแก้ไขหมวดพระมหากษัตริย์ ประธานสภา มีอำนาจยับยั้งให้ร่างนั้นตกไปได้ หรือสามารถยื่นเรืองให้สำนักงานอัยการสูงสุด ตรวจสอบข้อเท็จจริงและยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการให้ยุติการกระทำนั้นได้ นอกจากนี้เมื่อพิจารณาคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายอัชพร จารุจินดา เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกฯ และรมว.มหาดไทย นายชุมพล ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และนายภราดร ปริศนานันทกุล ซึ่งเป็นฝ่ายผู้ถูกร้อง ที่ล้วนเบิกความถึงเจตนารมณ์ในการดำเนินการร่างรัฐธรรมนูญไม่มีเจตานาล้มล้างการปกครอง โดยผู้ถูกร้องแสดงถึงเจตคติที่จะธำรงคงไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มีกษัตริย์เป็นประมุข ไม่มีข้อเท็จจริงว่ามีการล้มล้างการปกครอง

          ข้ออ้างทั้งหมดของผู้ร้องจึงเป็นเพียงการคาดการณ์ และความห่วงใยในสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งไม่มีข้อเท็จจริงเพียงพอรับฟังว่า มีเจตนาล้มล้างการปกครอง จึงวินิจฉัยให้ยกคำร้องในส่วนนี้ และเมื่อได้วินิจฉัยในประเด็นดังกล่าวแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นที่ 4 ศาลมีคำสั่งให้ยกคำร้อง ของผู้ร้องทั้งห้า

 

มติ8:0ยกคำร้องปมแก้รธน. 

 

           ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับเสียงในการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ นั้นในประเด็นที่หนึ่งเรื่องอำนาจในการรับคำร้องนั้น มติออกมาเป็น 7: 1 โดย เสียงข้างน้อย 1 เสียงที่เห็นว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้องคือ นายชัช ชลวร  ส่วนประเด็นอื่นนั้นมติ 8 : 0 เป็นเอกฉันท์