ข่าว

'คำตัดสิน'อาจล้มรัฐประหารได้

'คำตัดสิน'อาจล้มรัฐประหารได้

13 ก.ค. 2555

ศูกร์13ไม่อาถรรพณ์แต่'คำตัดสิน'อาจล้มรัฐประหารได้ : ต่อปากต่อคำโดยดร.อมร วาณิชวิวัฒน์

                หลายคนเกรงกลัว “เลข 13” กันถึงขนาดต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตการกินอยู่หลับนอน เลื่อนการเดินทางไปมาหาสู่กัน แต่สำหรับศุกร์ 13 ที่เมืองไทย ณ ศาลรัฐธรรมนูญเวลาประมาณบ่ายสองโมงเป็นต้นไป ซึ่งอาจคลาดเคลื่อนเลื่อนไปบ้างนั้น มีสิ่งน่าสนใจยิ่งกว่าอาถรรพณ์ คือ “คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” เกิดขึ้นมาหลายเรื่อง
 
                นั่นเป็นเพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 บัญญัติไว้ชัดเจนในมาตรา 216 กำหนดทั้งการทำ “คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคนให้ลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา” และถือว่า “คำวินิจฉัยให้เป็นเด็ดขาดมีผลผูกพันทั้งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กรอื่นๆ ของรัฐ”
 
                เชื่อว่าประเด็นสำคัญที่ทุกคนเฝ้ารอคือผลการตัดสิน สิ่งที่น่าจะ “ฟันธงได้ประการแรก” คือ “ศาลย่อมมีสิทธิในการวินิจฉัยคดีซึ่งมีผู้ร้องได้แน่นอน” เหตุผลก็คือ ก่อนหน้านี้ทางศาลเองมีการแถลงยืนกรานในเรื่องดังกล่าวตั้งแต่ประธานศาลฯ ไปกระทั่งตุลาการผู้เกี่ยวข้องอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง ดังนั้นใครที่ลุ้นให้เหมือนเป็นเรื่อง “หมูๆ กล้วยๆ” แบบการยกประโยชน์ให้จำเลยว่า กระบวนการบกพร่องต้องร้องอัยการสูงสุดให้ความเห็นชอบคงไม่ใช่ “ธงคำตอบ” เพราะตรงนั้นเป็นเพียงกระบวนการทางธุรการในทรรศนะของผม เพื่อตรวจสอบกลั่นกรองแต่อำนาจในการ “ตัดสินวินิจฉัยเป็นอำนาจของศาล” มิใช่ “อำนาจของอัยการสูงสุด” ถ้าใครบอกว่านี่คือ “บรรทัดฐานใหม่” ก็คงพูดได้ แต่น่าจะเรียกว่าเป็นการทำบรรทัดฐานซึ่งปรากฏอยู่ในมาตรา 68 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้นมากกว่า
 
                บรรทัดฐานประการต่อมาอาจเกิดขึ้น คือหาก “คำตัดสิน” ออกมาในเชิงลบสุดๆ สำหรับพรรคเพื่อไทย นั่นคือ การตัดสินยุบพรรคและตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารของพรรค ซึ่งมองว่าหากเกิดขึ้นจริงจะเป็นอีกเรื่องสำคัญที่น่าตื่นเต้นอย่างยิ่งเพราะในคำวินิจฉัยกลางและ “คำวินิจฉัยส่วนตน” ของตุลาการแต่ละท่านนั้น เราจะได้เห็น “มุมมอง ทรรศนะความคิด” ขององค์คณะทั้งหมด ทั้งที่เห็นว่า “เข้าข่ายล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ” และ “ไม่เข้าข่าย (หากมี)” ซึ่งจะกลายเป็นกรณีศึกษาสำคัญสำหรับนักกฎหมายและนักรัฐศาสตร์ได้ศึกษาเรียนรู้
 
                เพราะคำตัดสินที่ว่าจะแปรสภาพเป็น “บรรทัดฐาน” ทำให้การ “รัฐประหาร” จะไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป เพราะหากการรวมตัวกันเพื่อแก้ไข “รัฐธรรมนูญ” ซึ่งรูปร่างหน้าตาจะเกิดขึ้นเป็นเช่นไรจะเกิดขึ้นภายหลังการมี ส.ส.ร. หรือ สภาร่างรัฐธรรมนูญ เป็นผู้ร่างและ “เนื้อหาข้อความในรัฐธรรมนูญจะส่อไปในทางล้มล้างการปกครองฯ หรือไม่เป็นจินตภาพในวันข้างหน้า” เมื่อเทียบเคียงกับ “การทำรัฐประหาร” ซึ่งเป็นการกระทำโดยชัดแจ้งในฐานแห่ง “การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ” เพราะเป็นการล้มล้างรัฐบาลโดยชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญ กระทบไปถึงสถาบันองค์กรต่างๆ ของรัฐในเวลาเดียวกัน กระทั่งบางครั้งก็มีการ “ฉีกรัฐธรรมนูญ” จะไม่สามารถกระทำได้อีก เพราะในอนาคต “เผือกร้อน” จะไปอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยจะมีคนไปร้องขอต่อศาลให้ดำเนินการทางอาญาฯ กับผู้กระทำการหรือแม้แต่ “คิดก่อการ” ดังกล่าว ไม่ต้องมานั่งถกเถียงเหมือนในอดีตอีกว่า “ใครเป็นผู้เสียหายหรือเป็นผู้มีสิทธิร้องเมื่อมีการรัฐประหารเกิดขึ้น”
 
                แต่กระนั้นก็ตาม อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้กับคำตัดสินวินิจฉัยของ “ศาลรัฐธรรมนูญ” ซึ่งใช้ระบบ “ไต่สวน” ในกระบวนการพิจารณาและรับฟังพยานหลักฐาน ชั่งน้ำหนักพยานทั้ง “ข้อกฎหมาย” และ “ข้อเท็จจริง” ประกอบกันอย่างเสมอภาคกัน เพียงแต่ขอให้ทุกท่านอยู่ในที่ตั้งเพื่อประเทศไทยเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งผมได้รับเชิญภายหลังเข้าร่วมงานสำคัญของชาติกับกองทัพเรือ ในกรณี “วิกฤติการณ์ ร.ศ.112 ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า จ.สมุทรปราการ” ตั้งแต่เที่ยงวัน ให้เดินทางกลับมาทันวิพากษ์คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในเวลา 16.00 น. ณ โทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ติดตามกันได้ครับ