
โชคดีศุกร์ที่13
โชคดีศุกร์ที่13: วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล
มีผู้ปรารภกับผมว่าทฤษฎีการเมืองต่างๆ ที่ร่ำเรียนมาในสมัยก่อน ณ เวลานี้ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมาก จนบางครั้งก็แทบจะไม่สามารถบอกได้ชัดเจนว่าประเทศนั้นประเทศนี้เป็นประเทศเสรีนิยม หรือสังคมนิยม เช่นในยุคสงครามเย็น เพราะในปัจจุบัน บางประเทศที่ประกาศตัวเป็นสังคมนิยมก็นำแนวคิดของเสรีนิยมมาใช้ในบางเรื่อง หรือประเทศเสรีนิยมเองก็นำนโยบายแบบสังคมนิยมมาใช้บ้างเหมือนกัน
ความผสมผสานดังกล่าวจะเห็นชัดจากนโยบาย “หนึ่งประเทศ สองระบบเศรษฐกิจ” ของเติ้ง เสี่ยวผิง ผ่านวาทะที่ว่า “จะเป็นแมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้ก็แล้วกัน” ซึ่งเป็นการนำจุดดีของระบบหนึ่งมาลบล้างจุดด้อยของอีกระบบหนึ่ง โดยจีนในช่วงปลายสมัยเหมา เจ๋อตุงนั้นเป็นซ้ายสุดขอบ แต่เมื่อเปลี่ยนถ่ายอำนาจมาสู่เติ้ง เสี่ยวผิง - เติ้งได้ยินยอมให้นำระบบเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมมาทดลองใช้ในจีน โดยยังคงรักษาความเข้มแข็งของการปกครองแบบสังคมนิยมไว้อย่างเหนียวแน่นจนจีนก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว และเป็นต้นแบบของเวียดนามในปัจจุบัน
ในยุโรปและอเมริกาใต้ หลายๆ ประเทศในอดีตก็มีพรรคการเมืองฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาอย่างชัดเจน ซึ่งแต่ละฝ่ายก็มีความคิดที่สุดโต่ง มีผู้นิยมในนโยบายของพรรคเป็นกลุ่มก้อน และผลัดกันขึ้นมาปกครองประเทศตามจังหวะและโอกาส แต่ในเวลานี้ ประชาชนไม่ได้มีแค่ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวาเท่านั้น หากแต่ในฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวาก็ยังมีแยกย่อยในรายละเอียดต่างๆ จนเกิดพรรคการเมืองประเภทซ้ายกลางๆ ซ้ายเอียงขวา จนถึงซ้ายปลายโลกและพรรคการเมืองฝ่ายขวาในระดับเดียวกัน ดังนั้น ในการเลือกตั้งแต่ละครั้ง จึงมักจะไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งได้คะแนนเสียงท่วมท้น และลงเอยในรูปแบบของรัฐบาลผสม ซึ่งบางทีก็มาจากพรรคฝ่ายซ้าย รวมกับพรรคขวากลางๆ และขวาเอียงซ้าย หรือพรรคฝ่ายขวา รวมกับพรรคซ้ายกลางๆ และซ้ายเอียงขวา ซึ่งทำให้รัฐบาลอยู่ในสภาพที่ถูกถ่วงดุลจากสองด้าน ไม่เป็นซ้ายหรือขวาอย่างเต็มตัว ในเวลาเดียวกันก็ต้องรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายหนึ่งตามไปด้วย
คนเราไม่มีใครที่คิดอะไรเหมือนกันทุกเรื่องหรอกครับ แต่การต่างคนต่างคิดโดยไม่ยอมรับรู้รับฟังว่าคนอื่นคิดอย่างไรนั้น เป็นอันตรายที่ร้ายแรงและถ้ายิ่งต่างคนต่างทำตามใจตน โดยไม่สนใจว่าใครจะเดือดร้อนเพียงไร ก็ยิ่งน่ากลัวขึ้นไปอีกหลายเท่า ดังที่เคยเกิดกรณีขวาพิฆาตซ้าย-ซ้ายพิฆาตขวา ในอดีต
สำหรับเมืองไทยที่รักของเรานั้น ไม่มีพรรคการเมืองซึ่งแสดงนโยบายซ้ายจ๋าหรือขวาจริงอย่างชัดเจน โดยแทบทุกพรรคก็กล้อมแกล้มกลืนเป็นซ้ายเป็นขวาไปตามกระแสสังคม แต่ที่ต้องถือว่าเก่งกว่าที่อื่น คือเราก็เคยมีพรรคการเมืองที่สามารถนำความคิดของสังคมนิยมมาสอดประสานกับกำลังเงินและการบริหารจัดการแบบทุนนิยม มีการใช้คนของสังคมนิยมรุ่นเก๋า มาปกป้องกระบวนการประชาธิปไตยแบบเสรีนิยม เพื่อต่อต้านการเคลื่อนไหวกลุ่มทุน-สังคมนิยมในปัจจุบัน รวมทั้งมีกลุ่มชนที่เคยเรียกร้องประชาธิปไตยในอดีต ส่งเสียงเรียกหาทหารให้ออกมาปฏิวัติรัฐประหาร
ผมว่านี่แหละครับ คือ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” ของจริง และเป็น “อันซีน ไทยแลนด์” ที่ไม่มีโอกาสจะได้เห็นจากที่ใดในโลก
โชคดี ศุกร์ที่ 13 ครับ



