
ปัดเตรียมลานฮ.ขน'ตลก.รธน.หนีม็อบ'
รองผบช.น. ปฏิเสธ ขึ้นตรวจลาน ฮ. เพื่อเตรียมรับตลก.รธน.หนีม็อบ ระบุพื้นที่ดาดฟ้าไม่มีฮ.รุ่นไหนลงได้ ยกเหตุพื้นที่ดังกล่าวไม่เป็นพื้นที่โล่ง ผบ.ตร.ชี้วันตัดสินศุกร์ 13 ตำรวจ 13 กองร้อยเอาอยู่
12ก.ค.2555 พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รอง ผบช.น. กล่าวปฏิเสธ ถึงกระแสข่าวที่เจ้าหน้าที่ตำรวจขึ้นไปตรวจลานจอดเฮลิคอปเตอร์ เพื่อเตรียมไว้กับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหากกรณีมีการปิดล้อม ว่า ไม่เป็นความจริง เพราะก่อนหน้านี้ได้ไปตรวจมาแล้ว และเป็นแผนหนึ่งที่เราได้เตรียมการไว้ เมื่อดูจากสถานที่จริงแม้วว่าจะมีพื้นที่เพียงพอในการจอดเฮลิคอปเตอร์ แต่เนื่องจากบนดาดฟ้าของตึกไม่ได้มีพื้นที่โล่งทั้งหมด มีส่วนที่เป็นกระเบื้องมุงหลังคา ซึ่งหากมีเฮลิคอปเตอร์มาลงจะมีแรงลมจากใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ จะทำให้หลังคาเกิดพังได้ ไม่ว่าจะเป็นเฮลิคอปเตอร์รุ่นใด ก็ไม่สามารถจะลงได้ แต่หากใช้สถานที่ของกองบัญชาการกองทัพไทยก็สามารถใช้ได้
ผบ.ตร.ชี้วันตัดสินศุกร์13ตำรวจ13กองร้อยเอาอยู่
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ ดามาพงศ์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) เป็นประธานการมอบถ้วยรางวัลชนะเลิศ โล่ เหรียญรางวัลแก่ตำรวจที่ชนะการทดสอบยิงปืน ประจำปี 2555 จากนั้นให้สัมภาษณ์ ถึงสถานการณ์ความเคลื่อนไหวของมวลชน ที่เป็นผลกระทบจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 กรกฎาคม ว่า สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต้องดูผลการวินิจฉัย ซึ่งเป็นเงื่อนไขของสถานการณ์ว่าจะมีแนวโน้มอย่างไร ขณะนี้ยังไม่มีอะไรน่าห่วง
ทั้งนี้ตำรวจเตรียมกำลังไว้ที่ศาลรัฐธรรมนุญ และบ้านพักของคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จนถึงขณะนี้ยังไม่มีข่าวในทางที่ไม่ดี ต้องรอฟังคำวินิจฉัยก่อน ตนไม่สามารถพูดได้ว่าจะมีการตัดสินถึงขั้นส่งผลต่อพรรคการเมืองและมวลชนหรือไม่ พูดก่อนศาลจะพิจารณาไม่ได้ ในส่วนของตำรวจก็เตรียมพร้อมรับสถานการณ์ ทุกแบบ หากมีสถานการณ์วุ่นวายหลังคำวินิฉัยออกมากำลังตำรวจพร้อมรับอยู่แล้ว คิดว่ากำลังตำรวจ 13 กองร้อยเพียงพอรับสถานการณ์ ไม่อยากให้มองว่าสถานการณ์จะรุนแรงมาก จะก่อให้เกิดความตระหนก ตอนนี้ยังไม่มีอะไร
เมื่อถามถึงการดูแลตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังแกนนำเสื้อแดงบางคน ออกมาประกาศให้จับตัวตุลาการ และปลุกระดมมวลชน ผบ.ตร. กล่าวว่า ตนคิดว่าไม่มีใครคิดทำเช่นนั้น จะไปจับท่านเรื่องอะไร ตนว่าคงไม่เกิดเหตุแบบนั้น ไม่น่ามี อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องรอผลการวินิจฉัย ไม่มีคำสั่งถึงขั้นให้ทุกหน่วย หรือจังหวัดไหนเฝ้าระวัง แต่เป็นขณะนี้ตำรวจมีการเตรียมความพร้อม หากมีความเคลื่อนไหวใดตำรวจก็พร้อมออกมาปฏิบัติ
รายงานข่าวด้านความมั่นคงแจ้งว่า ขณะนี้กลุ่มมวลชนสีแดงได้มีการเตรียมความพร้อมในการออกมาเคลื่อนไว้ โดยได้มีการติดต่อกันระหว่างแกนนำในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะจังหวัด เพื่อนัดแนะจุดที่จะรวมพลกัน แต่จนถึงขนาดนี้ยังไม่ได้มีการจัดเตรียมกำลังแต่อย่างใด หากผลตัดสินแนวโน้มออกมาในทางลบว่าการแก้รัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองม.68 อาจถึงขั้นยุบพรรคเพื่อไทย ส่วนบริเวณกทม.นั้น มีเพียงบางกลุ่มที่จะไปเคลื่อนไหวคาดว่าจะมีเพียงของกลุ่มของนายชินวัตร หาบุญพาด แกนนำกลุ่มแท็กซี่เสื้อแดง ซึ่งไม่ลงรอยกับนางธิดา ถาวรเศรษฐ ประธานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ โดยมีเพียงแค่ 200 - 300 คน ส่วนใหญ่จะเป็นเจ้าของอู่มวลชนเสื้อแดง ที่เป็นการออกมาแสดงพลังเพียงเท่านั้น จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการข่าวรายงานว่าจะมีเหตุความรุนแรงแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม หากออกมาว่าผิดรับธรรมนูญ ม.291 ให้แก่บางมาตรานั้น ก็จะทำให้รัฐบาลยังคงอยู่ รวมถึงสามารถปรับเปลี่ยนตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเดือนสิงหาคม ทั้งนี้ ต้องรอหลังฟังผลหลังจากการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
"อดุลย์"ตรวจความพร้อมศาลรัฐธรรมนูญ
ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ถ.แจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 14.00 น. พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รอง ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษา (สบ.10) พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผบช.น. พล.ต.ต.ปริญญา จันทร์สุริยา รองผบช.น. พล.ต.ต.สมพงษ์ ชิงดวง ผบก.อคฟ. ได้เดินทางมายังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจความพร้อมและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปราบจราจร ที่จะดูแลรักษาความสงบโดยรอบศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ (13 ก.ค.)
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบกำลังพลและอุปกรณ์ก็ถือว่าอยู่ในความพร้อมสมบูรณ์และไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยตนได้เน้นย้ำให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติกับผู้ชุมนุมด้วยความรอบคอบ อดทน และไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมแต่ละฝ่ายเผชิญหน้ากัน เพื่อป้องกันเหตุการณ์ความรุนแรง โดยใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจรจำนวน 3 กองร้อย คอยดูบริเวณโดยรอบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อไม้ให้กลุ่มผู้ชุมนุมบุกรุกเข้าไปภายใน และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลคอยสนับสนุนอีกจำนวน 9 กองร้อย นอกจากนี้ยังมีการตั้งจุดตรวจ 8 จุด เส้นทางโดยรอบศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจค้นอาวุธและสิ่งผิดกฎหมาย โดยใช้แผนปฏิบัติรักษาความสงบเรียบร้อยเพื่อควบคุมสถานการณ์ให้ปกติ แต่ถ้าหากเกิดมีเหตุการณ์รุนแรงทางเจ้าหน้าที่ก็จะมีแผนรองรับทุกเรื่องไว้แล้ว รวมถึงแผนรักษาความปลอดภัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนเชื่อว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้
พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า ตนเป็นห่วงสถานการณ์มือที่ 3 จะเข้ามาปั่นป่วนสร้างสถานการณ์มากกว่า แต่ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้เฝ้าระวังเตรียมไว้แล้ว ทั้งนี้จากการข่าวรายงานคาดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมน่าจะมาเพียงแค่หลักร้อยเท่านั้น สำหรับประชาชนที่ต้องการเดินทางมาฟังคำพิพากษา ก็สามารถมาได้แต่ขอให้มาด้วยสันติและปราศจากอาวุธ ส่วนจะมีการร้องขอกำลังทหารหรือไม่นั้น เบื้องต้นจะให้เพียงกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น และถ้าหากมีเหตุการณ์รุนแรงทาง ผบช.น.จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะประสานขอกำลังทหารมาช่วยหรือไม่
เมื่อถามถึงกรณีมาตรการใช้เฮลิคอปเตอร์อพยพบุคคลสำคัญนั้น พล.ต.อ.อดุลย์ เปิดเผยว่า ตนได้เตรียมความพร้อมรองรับความปลอดภัยคณะตุลาการไว้แล้ว ตั้งแต่การเดินทางจากบ้านมายังศาลรัฐธรรมนูญ และหลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยคดีเพื่อส่งตุลาการกลับที่พักอย่างปลอดภัย ส่วนเฮลิคอปเตอร์ก็เป็นหนึ่งในแผนปฏิบัติเพื่อรองรับความปลอดภัยเช่นกัน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบรรยากาศโดยรอบศาลรัฐธรรมนูญ ทางเจ้าหน้าที่ได้มีการวางกำลังไว้อย่างหนาแน่น โดยมีการตรวจตราบุคคลที่ผ่านเข้าออกและตรวจอาวุธอย่างเข้มงวด ส่วนภายในศาลรัฐธรรมนูญมีเจ้าหน้าที่กลุ่มงานเก็บกู้และตรวจพิสูจน์วัตถุระเบิด (อีโอดี) บก.สปพ. คอยดูแลความปลอดภัยอย่างใกล้ชิด
ทีมกม.รัฐสภาส่งคำขอขยายเวลาให้การคดีถอด416ส.ส.-ส.ว. ต่อศาล13ก.ค.
นายเจริญ จรรย์โกมล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 กล่าวภายหลังการประชุมร่วมกับ ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย, คณะทำงานด้านกฎหมายรัฐสภา และผู้ถูกร้องในประเด็นที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้สมาชิกรัฐสภา 416 คน ยกเลิกการกระทำที่สนับสนุนให้มีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ว่า ในวันที่ 13 ก.ค. ช่วงเช้า ตนได้ให้ทีมกฎหมายรัฐสภาไปยื่นคำขอขยายเวลาให้การ ออกไปอีก 30 วัน เนื่องจากขณะนี้มีส.ส.และส.ว.ส่วนใหญ่ ยังไม่ได้รับคำสั่งให้ส่งคำให้การดังกล่าวต่อศาล และล่าสุดทราบว่ามีสมาชิกรัฐสภาที่ถูกร้อง รับทราบคำสั่งเพียง 150 คนเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วในคำร้องดังกล่าวมีเนื้อหา และรายละเอียดจำนวนมาก ดังนั้นจึงกังวลว่าจะทำคำให้การส่งให้ศาล ไม่ทันตามที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด คือวันที่ 16 ก.ค. นี้



