
ศาลแพ่งยกฟ้อง8ตลก.รธน.
ศาลแพ่ง ยกฟ้อง ส.ส. "เพื่อไทย" ร้อง 8 ตุลาการศาลรธน.ละเมิดรับเรื่องวินิจฉัยแก้ รธน. เพื่อไทย แจง วรชัย-ก่อแก้วดำเนินการ-แสดงความเห็นส่วนตัว
เมื่อเวลา 14.30 น. วันที่ 12 ก.ค. นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย มอบหมายให้ นายคารม พลพรกลาง ทนายความ เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ , นายจรัญ ภักดีธนากุล , นายบุญส่ง กุลบุปผา, นายนุรักษ์ มาประณีต, นายเฉลิมพล เอกอุรุ , นายสุพจน์ ไข่มุกต์, นายจรูญ อินทจาร, นายอุดมศักดิ์ นิติมนตรี ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่มีความเห็นรับคำร้องวินิจฉัยการแก้ร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 68 เป็นจำเลยที่ 1 - 8 เรื่องละเมิด เรียกค่าเสียหาย 1,555,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี รวมทั้งขอให้จำเลย ยุติการพิจารณาคดี ( จำหน่ายคดีออกจากสารบบความศาลรัฐธรรมนูญ) ที่มีผู้ขอให้วินิจฉัยว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
โดยโจทก์ยังยื่นคำขอให้ศาลไต่สวนฉุกเฉินเพื่อมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ให้ระงับการมีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาด การแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 291ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ไว้ก่อน ซึ่งศาลรับคำฟ้องไว้ในสารบบเป็นคดีดำหมายเลข 2854/2555 และนัดพร้อมคู่ความในวันที่ 8 ต.ค.นี้ เวลา 9.00 น. ส่วนคำร้องขอไต่สวนฉุกเฉินนั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างรอฟังคำสั่งศาลว่าจะไต่สวนหรือไม่
ต่อมาเวลา 19.00 น. ศาลได้นัดฟังคำสั่งโดยพิเคราะห์คำฟ้องของโจทก์แล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยทั้งแปด ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และเป็นองค์คณะพิจารณาคำร้องขอให้วินิจฉัยการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ขัดมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ ปี50 หรือไม่ 5 สำนวน ประกอบด้วยสำนวนหมายเลข 18-22 /2555 ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรค 1 บัญญัติว่า บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ โดยวรรค 2 ของบทบัญญัติดังกล่าวระบุว่า กรณีที่บุคคลหรือพรรคการเมืองใดกระทำการตามวรรค 1 ผู้ทราบการกระทำดังกล่าว ย่อมมีสิทธิที่เสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริง และยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยสั่งการให้เลิกการกระทำดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่กระทบกระเทือนการดำเนินคดีอาญาต่อผู้กระทำการดังกล่าว
ขณะที่รัฐธรรมนูญมาตรา 216 วรรค 1 บัญญัติว่าองค์คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่จะนั่งพิจารณาและทำคำวินิจฉัยต้องประกอบด้วยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่น้อยกว่า 5 คน และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมาก โดยวรรค 2 ระบุว่า ตุลาการซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนจะต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยในส่วนของตน พร้อมแถลงด้วยวาจาต่อที่ประชุมก่อนการลงมติ จึงเห็นได้ว่าจำเลยทั้งแปดมีอำนาจในการวินิจฉัยสั่งการคำร้องของผู้ร้องในคดีมาตรา 68 ทั้ง 5 รายว่า มีการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้หรือไม่
การที่จำเลยทั้งแปดลงมติรับคำร้องทั้ง 5 เรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาโดยไม่ไต่สวน รวมทั้งการกระทำอื่นของจำเลยทั้งแปดตามฟ้อง จึงเป็นการใช้ดุลพินิจการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จึงยังถือไม่ได้ว่าเป็นการละเมิดต่อโจทก์ คดีจึงไม่จำต้องวินิจฉัยประเด็นอื่นอีกต่อไป พิพากษายกฟ้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว ทำให้ต้องจำหน่ายคดีออกจากสารบบความโดยยกเลิกวันนัดทั้งหมด
ด้านนายคารม พลพรกลาง ทนายความ กล่าวหลังจากฟังคำพิพากษาศาลแพ่งว่า คดีนี้ตนจะยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อไป เพราะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญกระทำการละเมิดสิทธิจริง ส่วนที่จะมีการยื่นหลักฐานเพิ่มเติมหรือไม่นั้นจะปรึกษากับทางทีมทนายอีกครั้ง
นายคารมระบุต่อว่า วันที่ 13 ก.ค.เช้า ตนตั้งใจจะนำสำนวนที่ส่งฟ้องต่อศาลแพ่งไปยื่นต่อตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อชี้ให้เห็นว่าใน องค์คณะผู้พิจารณาคดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญขัดมาตรา 68 และผู้ถูกร้องมีคดีพิพาทกันทำให้องค์คณะไม่มีสิทธิที่จะพิจารณาคดีนี้ และการที่ตนยื่นอุทธรณ์ในคดีนี้อยู่ แสดงให้เห็นว่ากระบวนการพิจารณายังไม่ถึงที่สิ้นสุด ถ้าศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยในมาตรา 68 จะเป็นคำสั่งที่ชอบธรรมหรือไม่
พท.ชิ่งหนี"วรชัย-ก่อแก้ว"
ด้านนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เดินทางไปฟ้องศาลแพ่งเพื่อขอให้คุ้มครองฉุกเฉินรวมทั้งให้นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 8 คนหยุดวินิจฉัยคดีในวันที่ 13 ก.ค.พร้อมทั้งเรียกร้องค่าเสียหายจำนวน 1.5 ล้านบาท รวมทั้งกรณีที่นายก่อแก้ว พิกุลทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ระบุว่า หลังศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอาจมีสงครามกลางเมืองและผู้พิพากษาอาจถูกจับกุมตัวว่า ถือเป็นสิทธิของส.ส.ในการแสดงความเห็นส่วนตัว แต่ไม่ใช่ความเห็นและท่าทีของพรรคเพื่อไทย
"อย่างไรก็ตาม พรรคหวังว่า หากมีการตัดสินอย่างถูกต้องและมีกฎหมายรองรับก็จะไม่นำไปสู่ความวุ่นวายในบ้านเมือง ทั้งนี้ เชื่อว่าศาลน่าจะตัดสินยกคำร้อง เนื่องจากผู้ร้องไม่สามารถยื่นคำร้องได้โดยตรงต่อศาล และการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นไม่ได้เป็นการล้มล้างการปกครอง" นายพร้อมพงศ์ กล่าว
โฆษกศาลรธน.เชื่อมติไม่ออก4ต่อ4แน่
เมื่อเวลา 15.45 น. ที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ นายพิมล ธรรมมพิทักษ์พงษ์ หัวหน้าโฆษกศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า วันที่ 13 ก.ค. องค์คณะตุลาการทั้ง 9 คน จะมีการประชุมในเวลา 09.30 น. โดยวาระการประชุมจะพิจารณามีคดีอื่นอีก 3 คดี หลังจากนั้นองค์คณะตุลาการอีก 8 คน ยกเว้นนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ขอถอนตัวไปแล้วในจากพิจารณาคดี ก่อนที่จะมีการแถลงอภิปรายด้วยวาจา เพื่อลงมติให้ได้เสียงข้างมากในการจัดทำคำวินิจฉัยกลาง
และออกนั่งบัลลังก์ในเวลา 14.00 น. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองฯตามมาตรา 68 หรือไม่ โดยในวาระการประชุมไม่ได้ปรากฏคำร้องของพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญชะลอการอ่านคำวินิจฉัยออกไปก่อน เพื่อให้รอการไต่สวนในคำร้องของตนอยู่ แต่อย่างไรก็ตามทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เสนอเรื่องให้องค์คณะตุลการแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตุลาการว่าจะหยิบยกคำร้องดังกล่าวเข้ามาพิจารณาเพิ่มเติมหรือไม่
นายพิมล กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ในการอ่านคำวินิจฉัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ คาดว่าจะใช้เวลาอ่านไม่เกิน 1 ชั่วโมง โดยจะเป็นการสรุปผลของการพิจารณาเท่านั้น ซึ่งหลังจากที่ตุลาการอ่านคำวินิจฉัยเสร็จสิ้นแล้วทีมโฆษกศาลรัฐธรรมนูญก็จะมีการแถลงข่าว เพื่อสรุปผลและทำความเข้าใจในประเด็นทางข้อกฎหมาย ส่วนการรักษาความปลอดภัยทุกอย่างยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่ได้มีการเพิ่มเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในส่วนของตุลาการทั้งที่บ้านพัก และสำนักงาน อีกทั้งรถยนต์ที่ตุลาการใช้ในการเดินทางก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนเป็นรถยนต์กันกระสุนแต่อย่างใด ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการนำแบล์กฮอว์กมาเตรียมพร้อม หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ก็ขอยืนยันว่ายังไม่ได้เตรียมแผนการรองรับในการเคลื่อนย้ายหรือเปลี่ยนสถานที่ในการอ่านคำวินิจฉัย เพราะเชื่อว่าบรรยากาศในวันพรุ่งนี้คงจะไม่รุนแรงตามที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
นายพิมล กล่าวอีกว่า สำหรับการพิจารณาลงในวันที่ 13 ก.ค. เป็นไปไม่ได้ที่จะมีการลงมติแล้วเสียงออกมาเท่ากันที่ 4 ต่อ 4 เนื่องจากตามหลักการแล้วจะต้องการอภิปรายเพื่อหาข้อยุติแล้วให้ได้เสียงข้างมาก เพราะประธานในที่ประชุมไม่มีอำนาจในการลงเสียงชี้ขาด อย่างไรก็ตามการพิจารณาลงมติของตุลาการจะไม่มีการนำกระแสสังคมหรือสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันเข้ามาพิจารณาด้วย เชื่อว่าตุลาการจะพิจารณาตามหลักการของข้อกฎหมายและประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นหลัก ส่วนหลังการอ่านคำวินิจฉัยจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นหรือไม่นั้น คาดว่าไม่ได้น่าจะมีอะไรเกิดขึ้น มองว่าเป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีผลในทางคุกคามศาล อย่างไรก็ตามการดูแลรักษาความปลอดภัยขององค์คณะตุลาการหลังจากนี้ ทางสำนักงานและกองบัญชาการตำรวจนครบาลก็จะประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง หากเกิดเหตุการณ์จำเป็นทางเจ้าหน้าที่ก็คงจะเพิ่มเติม
ด้านนายสมฤทธิ์ ไชยวงค์ โฆษกศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า ขอให้ประชาชนรอฟังคำวินิจฉัยอยู่ทางบ้านจะดีกว่า เนื่องจากนายเชาวนะ ไตรมาส เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ ได้มีการพิจารณาและอนุญาตให้สถานีโทรทัศน์สามารถถ่ายถอดสดภาพและเสียงในการอ่านคำวินิจฉัย ซึ่งถือเป็นวิธีการที่สะดวกกว่าการเดินทางมาฟังที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง อีกทั้งยังเกรงว่าอาจจะมีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาสร้างสถานการณ์และก่อให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นได้
“สุกำพล”เหน็บข้อหาตลกปชป.ฟ้องศาลรบ.ล้มล้างการปกครอง
พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีที่มีความกังวลว่าจะมีความวุ่นวายเกิดขึ้นในวันที่ 13 ก.ค.นี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยตามคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เป็นการล้มล้างการปกครองหรือไม่ ว่า ตนยังมองในแง่ดีว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ที่ไม่ดีขึ้น เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องอยู่ในสภาอยู่แล้ว คนที่ไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญว่า เราจะมีการล้มล้างการปกครอง คิดว่า เป็นข้อหาที่ตลก และน่าเกลียด ยิ่งไปบอกว่า รัฐบาลเคยคาดการณ์ได้ว่า เอาเงินลงทุนเป็นแสนล้านบาท เพื่อป้องกันน้ำท่วม ถามว่า รู้ได้อย่างไร ไม่น่าคิดได้อย่างนั้น ตนไม่เข้าใจ ส่วนทางออกจะเป็นอย่างไรนั้น ต้องรอพรุ่งนี้ เพราะตอนนี้แก้อะไรไม่ได้ ต้องรอวันที่ 13 ก.ค.นี้อย่างเดียว
“ยุทธศักดิ์"หนีศุกร์13บินไปพม่า
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในช่วงเย็นวันที่ 12 ก.ค. ตนจะเดินทางไปสหภาพเมียนมาร์ เพื่อร่วมประชุมคณะมนตรีซีเกมส์ โดยจะเดินทางไป3วัน ส่วนการรักษาความสงบเรียบร้อยในวันศุกร์ที่13 ก.ค. ฝ่ายข่าวรายงานว่ามีการเตรียมการ เตรียมพื้นที่ และรอดูผลการพิจารณาของศาล และดูการเคลื่อนไหวของแต่ละกลุ่ม ซึ่งได้เตรียมการระมัดระวังอย่างเต็มที่
“ผมขอแก้ข่าวที่ว่าผมสั่งการหน่วยงานทางทหารแล้วนั้น คือ ยังนะครับ ในที่ประชุมการข่าวกรองทางเจ้ากรมข่าวทหาร และเจ้ากรมข่าวทอ.บอกว่าได้รับการติดต่อกับตำรวจพื้นที่ประสานงานมาว่าขอให้ประสานงานพร้อมที่จะสนับสนุนด้วย จึงหารือในที่ประชุมว่าหน่วยที่จะเข้าสนับสนุนได้ คือ สารวัตรทอ. , สห.ทบ. , สห.กองบัญชาการทหารสูงสุด เป็นการเตรียมการไว้ให้พร้อมสนับสนุน แต่ยังไม่มีการสั่งการใดๆ ซึ่งตำรวจขอร้องมาทางรมว.กลาโหมก็ต้องรับผิดชอบดูแลสั่งการในกองทัพต่อไป ส่วนที่ข่าวออกไปว่าเตรียมแบล๊คฮอร์กไว้นั้นก็ไม่มี ไม่ถึงขนาดนั้น มันตลก ”พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าว
รองนายกฯ กล่าวว่า ที่ศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ก.ค.นั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจะมีการตั้งจุดตรวจอาวุธ เนื่องจากมีบางคนบางกลุ่มที่มีการพกพาอาวุธ จึงต้องตรวจการพกอาวุธ การเมามาย ที่อาจจะสร้างปัญหาขึ้นได้ส่วนที่อาจจะมีการจ้างและจัดตั้งกลุ่มทหารนอกราชการมานั้นเจ้าหน้าที่ก็ทราบหมดแล้ว แต่ส่วนใหญ่เข้าอยู่ที่เดิม เขายืนยันว่าอยู่ด้วยความจงรักภักดีต่อสถาบัน อย่างไรก็ตาม เราต้องระมัดระวัง ป้องกัน ไม่ให้เกิดความรุนแรงอย่างที่มีบางคนออกมาประกาศ ตำรวจพร้อมไม่ให้ความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ให้เกิดความเคลื่อนไหวรวดเร็วแล้วแก้ไขไม่ทันอย่างคราวก่อน
เมื่อถามว่า หากผลคดีออกมาไม่เป็นที่พอใจและเกิดความวุ่นวายจะทำอย่างไร รองนายกฯ กล่าวว่า เราต้องเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น ตอนนี้เพียงแต่กันไว้ พร้อมเข้าแก้ปัญหา เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดงประกาศปิดถนนสายหลักๆ รองนายกฯ กล่าวว่า สิ่งนั้นยังไม่เกิดเหตุ และจะไม่เกิดขึ้น การพูดไว้ก่อนนั้นพูดได้ เจ้าหน้าที่ก็ต้องรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ต้องดูผลพิพากษาก่อน
เมื่อถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าหากเหตุการณ์บานปลายจะมีทหารออกมาปฏิวัติ รองนายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ทหารยังอยู่ในที่ตั้ง มีแต่คนพูดไปเอง ไม่มีข่าว ตนเองก็คุยกับผบ.ทบ. และผบ.สส. อยู่แล้ว ไม่มี
“ปลอดฯ”ไปปลูกป่ากับ“นิวัฒน์ธำรง”ที่เชียงใหม่
นายปลอดประสพ สุรัสวดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 13 ก.ค.นี้ โดยแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเด็จการแห่งชาติ (นปช.)บางคน ระบุว่าหากคำวินิจฉัยของศาลเป็นลบกับผู้ถูกร้องอาจนำไปสู่ความรุนแรง ว่า ตนเป็นส.ส.มีหน้าที่หลักคือการออกกฎหมายรวมถึงรัฐธรรมนูญ ถ้าจะยกมือสนับสนุนให้ออกกฎหมาย ถือเป็นสิทธิโดยชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องไปถามใครและคนอื่นที่ไม่ใช่ส.ส.ไม่เกี่ยว ดังนั้นพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งไม่ใช่เป็นผู้แทนฯ จะมาร้องส.ส.และส.ว. 416 คน ที่ร่วมลงชื่อในร่างแก้ไขฯมีความผิดได้อย่าง เพราะ สิ่งที่ส.ส.และส.ว.ดำเนินการ เพื่อให้เป็นประชาธิปไตยและแก้ไขให้ดีกว่าของเก่า โดยใช้กระบวนการในรัฐสภา จึงเป็นไปไม่ได้ที่พวกตนจะไปทำลายการปกครองในระบอบประชาธิปไตย แต่การออกรัฐธรรมนูญโดยการรัฐประหารต่างหากที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
เมื่อถามว่าแต่แกนนำเสื้อแดงบางคนระบุว่าอาจเกิดสงครามกลางเมืองจากคำวินิจฉัยของศาล และพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหว ถือว่าเป็นการกดดัน นายปลอดประสพ กล่าวว่า เรื่องนี้ตนไม่รู้ และไม่ได้ยินเขาพูด แต่สงครามกลางเมืองหมดไปแล้วตั้งแต่ประเทศสหรัฐอเมริกา สมัยนี้ไม่ต้องใช้ การที่ตนออกมาพูด หรือตอบคำถามก็ถือเป็นความเคลื่อนไหวเ พราะเป็นความเห็น และแต่ละคนมีลีลาไม่เหมือนกัน ต่อข้อถามว่าแสดงว่าพรรคเพื่อไทยให้อิสระในการเคลื่อนไหวของกลุ่มเสื้อแดง นายปลอดประสพ กล่าวว่า เสื้อแดงก็เป็นเสื้อแดงใครจะไปทำอะไรเขาได้ ขณะที่คำวิจารณ์ว่าการเคลื่อนไหวของเสื้อแดงเป็นการกดดันศาลนั้นถามว่าประชาชนต้องการรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยหรือไม่ และเมื่อคนเสื้อแดงทำให้ประชาชนๆก็ต้องสนับสนุนเสื้อแดง
เมื่อถามว่าประเมินหรือไม่ว่าหลังการวินิจฉัยของศาล สถานการณ์การเมืองจะร้อนขึ้นหรือ นายปลอดประสพ กล่าวว่า “ไม่ร้อนหรอก และในวันดังกล่าว ตนและนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ เพราะจะเดินทางไปลูกป่า ที่จ.เชียงใหม่ เพราะฉะนั้นไม่ใส่ใจ”



