
ศุกร์13
ศุกร์13 : เสรีภาพและความรับผิดชอบโดยนายประชา ช้ำชอก
ขณะที่เป้าความสนใจของนักการเมือง กลุ่มพลังและมวลชนเสื้อสีต่างๆ จับจ้องมองไปอยู่ที่ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำร้องขอให้พิจารณาว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ขัดต่อบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 โดยถือเป็นการใช้สิทธิและเสรีภาพ เพื่อล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือไม่
ทำราวกับปัญหาของประเทศชาติบ้านเมืองมีอยู่เพียงเรื่องเดียว
ฝ่ายหนึ่งออกมาร้องแรกแหกกระเชอ ยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ โดยอ้างว่าต้องการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์แต่เพียงเท่านั้น
ไม่ยอมรับรู้ว่าประเทศนี้ก็เคยแก้ไขรัฐธรรมนูญจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับมาแล้วเลย โดยไม่เห็นมีใครต่อต้าน คัดค้าน เอะอะโวยวายอะไรกัน
อีกฝ่ายหนึ่งหรือก็ตีอกชกลม จะเป็นจะตายกันให้ได้ อ้างว่ามีความพยายามขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่ ผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อใครก็รู้อยู่แก่ใจ
มีอย่างที่ไหน จัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาเพื่อยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นประชาธิปไตย แต่ไม่ทันไรก็จำกัดตัวเอง ประกาศจะไม่แตะต้องหมวดนั้น มาตรานี้เอาไว้ล่วงหน้า ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจะตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทำไม สู้เสนอแก้ไขเป็นรายมาตราเสียเลยไม่ดีกว่าหรือ
มะงุมมะงาหรา หมกมุ่น คาดการณ์ผลคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่จะออกมาเป็นตุเป็นตะ เตรียมยกพวกขนไพร่พลออกมากดดันกันอีกครั้ง เหมือนกับคราวของกรณีซุกหุ้น ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนประเทศ นำพาวิกฤติมาสู่ชาติบ้านเมืองจนทุกวันนี้
ทำร้ายรัฐธรรมนูญโดยพลเรือน ซึ่งก็เป็นวิธีการที่ไม่ได้ต่างไปจากการรัฐประหารด้วยกำลังทหารเลย
ศุกร์ 13 ไม่ได้มีเรื่องชวนอาถรรพณ์ สยองขวัญกับเพียงแค่กรณีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเท่านั้น แต่ยังมีกรณีการเดินทางไปเยือนกัมพูชาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ซึ่งอ้างว่าเป็นไปตามคำเชิญของนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ ที่กำลังจะเป็นประเด็นสร้างความอับอายขายหน้าไปทั่วโลก
น่าสยดสยองกว่าเสียด้วยซ้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการตั้งข้อสังเกตของนายสมเกียรติ อ่อนวิมล
มีอย่างที่ไหน แค่รัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศชาติหนึ่งจะสามารถเชิญ หรือเรียกนายกรัฐมนตรี ประมุขฝ่ายบริหารของอีกประเทศหนึ่งไปพบที่ไหนก็ได้
ในเวทีประชาคมโลกซึ่งถือว่าทุกชาติมีเอกราช ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิเสมอภาคเท่าเทียมกันแล้ว ไม่มีธรรมเนียมปฏิบัติ พิธีการทูตดังกล่าวไม่มีใครเขาทำกัน
แต่นายกรัฐมนตรีคนสวยของไทยคงจะเห็นกงจักรเป็นดอกบัว ดูระริกระรี้ ภูมิอกภูมิใจเสียเหลือเกินกับการได้เดินทางไปพบรัฐมนตรีกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐถึงกัมพูชา
แถม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ยังลอยหน้า ทำตาปรือราวกับนกฮูกอดนอน ออกมาอวดโชว์หนังสือเชิญของนางฮิลลารี คลินตัน โดยมิได้สำเหนียกต่อพิธีการทูตที่นานาอารยประเทศเขาปฏิบัติกันแม้แต่น้อย
เวรกรรม...ศักดิ์ศรี เกียรติภูมิของชาติย่อยยับหมดกันยังไม่รู้ตัวอีก



