ข่าว

การเมืองเรื่องคุณสมบัติ(ที่ไม่ค่อยจะพอ)ในกรณีตุลาการภิวัฒน์

การเมืองเรื่องคุณสมบัติ(ที่ไม่ค่อยจะพอ)ในกรณีตุลาการภิวัฒน์

12 ก.ค. 2555

การเมืองเรื่องคุณสมบัติ(ที่ไม่ค่อยจะพอ)ในกรณีตุลาการภิวัฒน์ : ประชาธิปไตยที่รัก โดยพิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ [email protected]

             เรื่องที่เขียนนี้อยู่ในสภาวะที่ยังไม่มีคำตัดสินเรื่องคำร้องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ก็นั่นแหละครับ ถ้าเราจะลองพิจารณาเรื่องของ "ตุลาการรัฐธรรมนูญคดี" ที่เกิดขึ้นนี้ก็น่าสนใจอยู่มิใช่น้อย
 
                ตรงที่ว่าผมไม่เคยเห็นสภาวะที่ท้าทายอำนาจของตุลาการรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่หนักหน่วงขนาดนี้ และที่สำคัญก็คือ เรื่องเหล่านี้ไม่ค่อยจะดูเหมือนว่า "จะเป็นไปตามคาด" เท่าไหร่ ที่เชื่อว่านับตั้งแต่เรื่องเข้าสู่ตุลาการรัฐธรรมนูญ หรือ "รับเรื่อง" แล้ว เรื่องราวจะ "ม้วนเดียวจบ" ตรงกันข้าม เรื่องราวที่น่าสนใจกลับมิใช่อยู่ที่เรื่องของพลังฝ่ายเสื้อแดงในการจัดม็อบและการปราศรัยตอบโต้ตุลาการรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องของการที่บุคลากรในศาล นั้นจำนนด้วยหลักฐานในเชิงคุณสมบัติของตัวเอง เช่นเคยไปแสดงทัศนะไว้ในที่ต่างๆ หรือถูกกล่าวหาว่ามีความรู้เพียงพอที่จะเข้าใจมิติทางการเมืองและมิติในเรื่องรัฐธรรมนูญมากน้อยแค่ไหน
 
                เรื่องเหล่านี้ไม่น่าจะถือว่าเป็นผลงานของฝ่ายเสื้อแดงเสียโดยตรง แต่เป็นผลพลอยได้จากเทคโนโลยีของการบันทึกหลักฐานต่างๆ เอาไว้
 
                ซึ่งเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ก็กลับมาย้อนรอยทำลายความไม่ชอบธรรมของกระบวนการยุติธรรมเสียเอง
 
                เอาเป็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ หากไม่เข้าข้างฝ่ายใด ด้วยจะว่าไปแล้วหนึ่งในความท้าทายของการเมืองไทย ความจริงแล้วก็นับตั้งแต่การปฏิรูปการเมืองครั้งแรก ก็คือการเรียกร้องการมีองค์กรอิสระเพื่อเข้ามาสร้างรูปแบบการเมืองใหม่ที่ดูจะมีเหตุผลมากขึ้น
 
                ทีนี้ประเด็นสำคัญกลับอยู่ที่ว่า ท่ามกลางระบบที่เรียกร้องให้มีการจัดระบบระเบียบและควบคุมดูแลให้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตยนั้นมีเหตุผลและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพดังที่จินตนาการเอาไว้ตั้งแต่ 2540 เป็นต้นมา คำถามก็คือ เรามีบุคลากรมากพอที่จะมีความรู้ ความสามารถและมีท่าทีจุดยืนที่จะทำให้เกิดสิ่งที่เราเรียกว่าตุลาการภิวัฒน์ได้จริงแค่ไหน?
 
                เรื่องนี้รวมไปถึงความพร้อมของบุคลากรในองค์กรอิสระอื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ หรือหน่วยงานอื่นๆ ผมไม่ได้วิจารณ์ว่าในวันนี้คนที่จะทำงานในองค์กรเหล่านี้ไม่เหมาะสม แต่ผมคิดว่าเอาเข้าจริงเราไม่มีระบบการผลิตคนที่จะเข้ามาอยู่ในองค์กรเหล่านี้อย่างเป็นระบบ จะว่าไปแล้วไม่มีเอาเสียเลย เพราะจากอดีตจนถึงปัจจุบัน บ้านเมืองเรามีระบบของการสร้างเครือข่ายเป็นหลัก ดูจากการที่หน่วยราชการสำคัญๆ ชอบจัดอบรมรุ่นนั้นรุ่นนี้ คือโยงผู้คนเข้าด้วยกัน เป็นรุ่นเป็นพวก
 
                ดังนั้นคงไม่แปลกที่การเป็นพรรคเป็นพวกกันจึงดูเป็นเรื่องปรกติ แต่เมื่อระบบของตุลาการภิวัฒน์ในความหมายของการที่มีคณะบุคคลหรือสถาบันทางการเมืองหนึ่งๆ จะต้องเข้ามาเกี่ยวพันกับการตัดสินใจสาธารณะ โดยเฉพาะเมื่อการตัดสินใจสาธารณะเหล่านั้นมีทีท่าที่จะเกี่ยวเนื่องกับความชอบธรรมขององค์กรอื่นๆ โดยเฉพาะองค์กรที่เรียกว่ารัฐบาล และลักษณะของของความเป็นไปได้ที่จะขัดอกขัดใจกับสภาวะเสียงข้างมากแล้วนั้น บุคลากรที่อยู่ในองค์กรเหล่านี้คงจะต้องเจอกับสภาวะท้าทายอยู่มิใช่น้อย โดยเฉพาะในเรื่องของความเป็นกลาง เพราะว่าคู่ขัดแย้งต่างเรียกร้องความเป็นกลางทั้งคู่นั่นแหละครับ หรือจะแปลว่ายอมรับความเป็นกลางของอีกฝ่ายได้ยาก
 
                คำถามใหญ่จริงๆ ก็คือ แทนที่จะเล่นกันแต่เรื่องของข้อกล่าวหาหมิ่นศาล เราคงจะต้องถามกันใหม่ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ศาลนั้นยึดโยงกับประชาชนในทุกๆ ฝ่ายได้ด้วยความเข้าใจถึงการคานอำนาจ หลักการปกครองด้วยกฎหมาย และหลักการประชาธิปไตยนั่นแหละครับ