
เงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน
พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา รมว.คลังออกมาเปิดเผยว่ารัฐบาลกำลังมีแนวคิดที่จะกู้เงินผ่านการออก พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานวงเงิน 1.6-2.0 ล้านล้านบาท ในระยะเวลา 7 ปี โดยคาดว่าจะนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในอีก 6 เดือนข้างหน้า เนื่องจากการระดมทุนในปัจจุบันมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ
ข้อจำกัดด้านงบประมาณที่ รมว.คลังว่าคืออะไรหรือครับ? นั่นก็คือ พ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2502 มาตรา 9 ทวิ ที่ได้มีการเขียนซ้ำในอีก 46 ปีถัดมาคือ พ.ร.บ.การบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ.2548 มาตรา 21 เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะมีวินัยทางการคลัง โดยใน พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับดังกล่าวมีความมุ่งหวังให้รัฐบาลใช้เงินแต่พอตัว เก็บรายได้ได้มาก ก็ใช้มากได้ เก็บรายได้ได้น้อย ก็อย่าใช้ให้มันมาก ใน พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับจึงอนุญาตให้มีการกู้เพิ่มเติมได้ไม่เกิน 20% ของงบประมาณรายจ่าย บวกกับ 80% ของรายจ่ายเพื่อการชำระหนี้ครับ
จริงๆ การกู้เงินไม่ใช่เรื่องเสียหายหรอกครับ มันต้องดูที่ว่ากู้เอาไปทำอะไร ถ้ากู้ไปลงทุน แล้วคาดว่าจะได้มีดอกผลงอกเงยคุ้มดอกเบี้ยที่ต้องจ่าย หรือได้กำไร อันนี้ผมว่าใครๆ ก็ต้องเห็นด้วยว่าเป็นสิ่งที่ดีใช่ไหมครับ ฝ่ายอยากให้รัฐบาลขับเคลื่อนเศรษฐกิจก็จะเชียร์ให้กู้ ฝ่ายที่เกรงว่าจะเสียวินัยทางการคลังก็จะติติง...ในเชิงสากลเขาเลยเอาหนี้สาธารณะมาแข่งกับ GDP ถ้ากู้มาแล้วดี หนี้เพิ่มน้อยแต่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ (GDP) ได้มากก็นับว่าคุ้ม...สัดส่วนหนี้ต่อ GDP ก็ลด แต่ถ้ากู้หนี้ตั้งเยอะแล้วแต่ไม่ทำให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนหรือขับเคลื่อนน้อย สัดส่วนดังกล่าวก็จะเพิ่ม แต่สัดส่วนดังกล่าวต้องดูกันในระยะยาวครับ ถ้ากู้มาสร้างโครงสร้างพื้นฐานเป็นสิ่งที่ดี แต่คงไม่ได้เห็นผลกันในปีที่กู้ใช่ไหมครับ
ประเทศไทยเราขาดซึ่งการลงทุน โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานมานานแล้ว จากการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ World Economic Forum (WEF) จาก 142 ประเทศ ไทยเรามีความพร้อมด้านเทคโนโลยีอยู่อันดับ 84 แม้ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานเราจะใช้ได้ คืออยู่อันดับที่ 42 แต่ในช่วงหลังๆ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนน้อยมาก (อาจเพราะติดข้อจำกัดด้านงบประมาณดังกล่าว) โดยช่วง 4 ปีหลังมีอัตราการเติบโตของการสะสมทุนภาครัฐเฉลี่ยเพียงปีละ 1.26% ในขณะที่เวียดนามเขาโตเฉลี่ย 7.25% และมาเลเซีย 8.81%...ประเทศเราเคยแข่งกับเกาหลี เขาก็แซงไปไหนต่อไหนแล้ว เลยหันมาแข่งกับมาเลเซีย เขาก็แซงไปอีก ตอนนี้แข่งกับเวียดนาม ถ้าเขาแซงไปอีกและต้องมาแข่งกับพม่า นี่คงไม่ใช่เรื่องดีแน่ใช่ไหมครับ
แต่ด้วยความที่เป็นประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นห่วงลูกหลาน การก่อหนี้จำนวนมากบนพื้นฐานหนี้สาธารณะ และหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่มีอยู่จำนวนมาก ก็ทำให้ผมแอบเป็นห่วงไม่ได้ครับว่าเงินที่กู้มาจะนำไปพัฒนาประเทศได้คุ้มค่าจริงๆ เพราะถ้าเงินจำนวนมหาศาลนี้สร้างอนาคตไทยไม่ได้ ก็แทบจะดับอนาคตไทยกันไปเลยทีเดียว เพราะแค่ลำพังตอนนี้ข้อจำกัดทางงบประมาณที่ว่าก็แผลงฤทธิ์ให้เห็นอยู่เนืองๆ แล้ว จะถูกซ้ำเติมเข้าไปอีก
แต่ความเป็นห่วงยังไม่มากเท่าไหร่ครับ เพราะลองรัฐบาลได้แสดงความโปร่งใสโดยการออกเป็น พ.ร.บ. ซึ่งต้องพิจารณาโดยสภาฯ... ก็ทำให้ผมสบายใจไปได้ในระดับหนึ่ง...แต่ที่อยากตั้งข้อสังเกตประการหนึ่งคือ...หากรัฐบาลได้แสดงความเป็นห่วงว่าประเทศจะมีงบลงทุนไม่เพียงพอต่อการพัฒนา และเสมือนมีการแยกงบประมาณการลงทุนออกมาอยู่นอกบัญชีงบประมาณแผ่นดินแล้ว...รัฐบาลก็ควรมีแผนในการลดการขาดดุลงบประมาณลง ..
หรือพูดอีกนัยหนึ่งว่า...ถ้าสภา (ประชาชน) ให้ความไว้ใจว่ารัฐบาลจะเอาเงิน 1.6-2.0 ล้านล้านบาทไปลงทุนซื้ออนาคตประเทศไทยแล้ว...รัฐบาลก็ควรจะให้คำมั่น โดยมีแผนที่ชัดเจนว่า จะลดการขาดดุลงบประมาณควบคู่กันไปด้วย...ถ้าขออำนาจให้กู้กองใหม่เพิ่มเยอะขนาดนี้ แล้วกองเก่า (งบประมาณ) ยังจะขาดดุลบักโกรกเหมือนเดิมอีก อันนี้มีหวังได้เป็นเหมือนประเทศกรีซ ไม่ช้าก็เร็วครับ
----------
(หมายเหตุ : พ.ร.บ.เงินกู้เพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน : คอลัมน์ ปิดประเด็น : โดย ... ดร.นิตินัย ศิริสมรรถการ <[email protected]>)
----------



