
"อย่านึกว่ารัฐบาลมีอำนาจ เพราะมีคนปลดรัฐบาลด้วยคนไม่กี่คน"
"อย่านึกว่ารัฐบาลมีอำนาจ เพราะมีคนปลดรัฐบาลด้วยคนไม่กี่คน" นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช
นับแต่รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกยึดอำนาจเมื่อ 19 กันยายน 2549 กระทั่งมาถึงปัจจุบันที่มหากาพย์แห่งความขัดแย้งในสังคมไทยยังคงดำเนินอยู่
คำถามจากฝ่ายคนเสื้อแดงก็ตาม ฝ่ายนักวิชาการที่ไม่เห็นด้วย หรือกับคนไทยที่รักประชาธิปไตยก็แล้วแต่ ได้มีการพูดคุย เรียกร้อง เกี่ยวกับความยุติธรรม และการรักษามาตรฐานของกฎหมาย ของผู้ใช้อำนาจให้เท่าเทียมกัน กระทั่งเรียกร้องให้มีการเข้าสู่กระบวนการปรองดอง เพื่อแก้ไขตั้งแต่ต้นตอของปัญหาความขัดแย้งที่ว่า
แม้แต่ในการให้สัมภาษณ์รายการ 'ตอบโจทย์' ทางช่องไทยพีบีเอส ที่ออกอากาศ คืนวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ของ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช หรือ 'หมอมิ้ง' ก็ยังคงพูดถึงกระบวนการต่างๆ ตามข้างต้น
แต่ความพิเศษของบทสัมภาษณ์ครั้งนี้ อยู่ที่ตัวผู้ให้สัมภาษณ์เอง คือ ผู้ที่เป็นตัวจิงเสียงจริงของผู้อยู่วงในของผู้ถูกกระทำเมื่อวันรัฐประหารปี 49 และเพิ่งผ่านพ้นวิกฤติ 5 ปี โทษเว้นวรรคทางการเมืองหลักถูกยุบพรรค มาไม่นาน และเป็นมันสมองในระดับแถวหน้าของอดีตนายกรัฐมนตรีคนที่รากหญ้าไทยรักที่สุด
ดังนั้น เนื้อหาการสนทนา ที่ออกจากปากผู้ให้สัมภาษณ์ จึงลึกซึ้ง ตรงใจใครหลายคน ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ ส่วนที่เป็นการพูดถึงสาเหตุของความขัดแย้ง และส่วนที่สอง คือ หนทางแก้ไขที่จะนำไปสู่ความปรองดอง
ทั้งนี้ ในส่วนแรก สามารถสรุปใจความได้ว่าสาเหตุของความขัดแย้งอยู่ที่ 'ผู้มีอำนาจ' โดยเฉพาะเมื่อผู้ดำเนินรายการ ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา ถามถึงสาเหตุของการที่รัฐบาลทักษิณถูกทำรัฐประหาร คำตอบที่สวนกลับมาคือ
"...ต้องไปถามคนทำ มาถามผมไม่ได้เ พราะว่าสิ่งที่เราทำในฐานะรัฐบาลคือยึดบนหลักของรับธรรมนูญที่มีอยู่ คือรัฐธรรมนูญปี 2540 และอยู่บนหลักประชาธิปไตย และเราเข้าใจเป็นอย่างดีในเรื่องของประโยชน์ของประชาชน ประชาชนจึงให้ความนิยม และเลือกตั้งเรามาถึงสองครั้ง เพราะฉะนั้นสิ่งที่ถามก็คือว่า เรามาถูกทาง ถูกต้องตามการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจสังคมและการเมืองในประเทศไทย คนที่ทำต่างหากต้องตอบคำถามนี้"
"ถ้าให้เราวิเคราะห์ ก็คือสิ่งที่เราเดินมา หรือสิ่งที่เราต้องทำ ขัดกับผู้มีอำนาจ ผู้ได้ผลประโยชน์ ก่อนที่มันจะโตจนกระทั่งเขาไม่สามารถจัดการ เขาก็พยายามที่จะจัดการ เขาพยายามตลอดเวลา ในที่สุดต้องใช้วิธีที่ไม่เป็นประชาธิปไตย โดยยึดเอาอำนาจของทหาร อำนาจของปืน แล้วนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของความไม่สมบูรณ์ของการมาจนถึงทุกวันนี้ ยังไม่จบ"
กระทั่งเมื่อเจอคำถามให้เจาะจงว่าคู่ขัดแย้งเป็นใครกันแน่ หมอมิ้ง จึงใช้วิธีการอธิบายที่แยบคายว่า
"จริงๆ คือ ประโยชน์ของประชาชนกับคนที่ได้ประโยชน์และอำนาจในอดีต ที่รู้สึกขัดกับประโยชน์ที่จะมาจากอำนาจที่มาจากประชาชน"
"ฝั่งที่เสียผลประโยชน์ ทนไม่ได้ จึงต้องรื้อกติกาด้วยวิธีการใช้อำนาจของปืน เข้ามาลบ หักล้างอำนาจประชาธิปไตยของประชาชน พูดจริงๆ คือ ฝั่งประชาชน กับฝั่งที่ไม่ใช่ประชาชน"
จากนั้น หมอมิ้งได้กล่าวในท่อนหนึ่งของการตอบคำถาม ซึ่งยังคงเน้นย้ำถึงอำนาจบางอย่างที่ปรากฏเป็นผู้ชักใยเบื้องหลังเหตุการณ์ที่เป็นต้นตอของความขัดแย้งทั้งปวงว่า
"ตามวิถีทางการพัฒนาเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและสังคม ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องไปสู่วิถีทาง ทางการพัฒนาประชาธิปไตย และให้อำนาจกับประชาชนมากขึ้นเรื่อยๆ คนที่รู้สึกขัดก็คือ เฮ้ย อำนาจนี่ฉันเคยมี แล้ววันนี้อำนาจทำไมมันถูกทอนไปเรื่อย อำนาจฉันถูกทอนไปไหน"
อย่างไรก็ดี เรื่องของอำนาจที่มองไม่เห็น คนไทยได้ยินมาทุกเมื่อเชื่อวันจากปากคนเสื้อแดง แต่หมอมิ้งอธิบายว่า สิ่งนี้มิใช่เกิดเป็นคำถามแต่กับฝั่งคนเสื้อแดงเท่านั้น และไม่ใช่คำถามลอยๆ สร้างเรื่อง หากแต่อำนาจนั้นมีอยู่จริง เห็นได้ชัดเจนจากหลายๆ ตัวอย่าง
"นี่ไม่ใช่กลุ่มเสื้อแดงเท่านั้น จะเห็นที่อาจารย์จากมหาวิทยาลัยสุโขทัยท่านหนึ่งให้สัมภาษณ์เมื่อเร็วๆ นี้ ว่ามีอำนาจพิเศษ ที่คอยจัดการอยู่ มันมีอำนาจอย่างนี้และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ สร้างความไม่เป็นธรรม หลังจากปี 49 สิ่งที่เกิดขึ้นพอรัฐประหารเสร็จ ก็ฉีกรัฐธรรมนูญเสียเอง แต่ว่าไม่มีความผิด แถมนิรโทษกรรมให้ตัวเองเสียอีกแต่ไม่มีใครกล้าไปว่า"
หรืออีกหลายๆ ตัวอย่าง ที่อยู่เบื้องหลังการกระทำขององค์กรอิสระที่เบี่ยงเบนไป จนเป็นที่มาของคำว่าสองมาตรฐาน เช่น กรณีของโรงแรมโฟร์ ซีซั่น กรณีของการแต่งตั้งรัฐมนตรีในรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ได้ชื่อว่าเป็นทายาทของระบอบทักษิณ
"ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น และกลไกเหล่านี้ ผมว่าวันนี้เป็นข้อพิสูจน์หลายประการ ความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิด ที่ไม่ตรงตามหลักประชาธิปไตยขององค์กรต่างๆ เหล่านี้ ยกตัวอย่าง เอาเรื่องเร็วๆ นี้ก่อน เรื่องของผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน เร็วๆ นี้เห็นชัดเลยว่ามีความเห็นต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ กรณีโฟร์ซีซั่น ก็ไปตรวจสอบ กรณีของแต่งตั้งรัฐมนตรี นลินี กับุคณณัฐวุฒิ ก็บอกว่าอันนี้ไม่ถูก ไม่ถูกจริยธรรม ในขณะที่องค์กรนี้ไม่เห็นไปตรวจสอบสมัยรัฐบาลประชาธิปัตย์ที่ตั้งคุณกษิต ภิรมย์ และคุณประพันธ์ คูณมี แถมยังมาอธิบายว่า ไม่มี มีหลักฐานชัดเจนเซ็นต์โดย คณะกรรมการท่านนั้นนะครับ ก็คือกรรมการที่เป็นผู้ตรวจการแผ่นดินชัดเจนว่า ไม่ผิดจริยธรรม แต่พอมาตั้งณัฐวุฒิ กับตั้งนลินีกลับผิดจริยธรรม ผมว่าเป็นเรื่องตลก"
หรือในองค์กรตุลาการ
"นักวิชาการรู้สึกว่าแม้กระทั่งศาลรัฐธรรมนูญเข้ามามีบทบาทในการหยุดยั้งให้สภาซึ่งถูกดำเนินตามอำนาจของรัฐธรรมนูญในการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ว่าเขามาหยุดยั้งอันนี้ จนเป็นที่ถกเถียงกันมากมาย สิ่งเหล่านี้เป็นอำนาจที่เกินเลย ผิดหลักหรือเปล่าผมต้องทิ้งคำถามไว้แล้ว"



