
ไม่ฟันธงปล่อย'49คนไทย'ก่อน'เต็งเส่ง'เยือน
ผู้ช่วยรมว.กต.คาดการณ์ไม่ได้ปล่อย 49 คนไทย ก่อนประธานาธิบดีเต็งเส่งเยือนไทย ยุทธศักดิ์ เผยพม่าเริ่มคัดแยกคนไทยที่ถูกจับ ใครเป็นเจ้าของอาวุธ ใครปลูกยางพารา ขณะที่ไทย-พม่าเห็นชอบยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นเป็นด่านถาวร
11ก.ค.2555 นายจุลพงษ์ โนนศรีชัย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ ระบุถึงความคืบหน้าการช่วยเหลือคนไทย 49 คน ที่ยังอยู่ในความควบคุมตัวของทางการประเทศพม่า หลังถูกจับกุมบริเวณพื้นที่เกาะสองของประเทศพม่าตรงข้าม อ.กระบุรี จ.ระนองว่า เป็นที่ชัดเจนว่าพื้นที่ควบคุมตัวคนไทยกลุ่มดังกล่าว อยู่ในเขตประเทศประเทศพม่า จึงต้องขอความร่วมมือโดยอาศัยความสัมพันธ์อันดี เพื่ออะลุ่มอหล่วยในการดำเนินคดี โดยทั้งสองฝ่ายได้ใช้กลไกคณะกรรมการชายแดนส่วนท้องถิ่น หรือ ทีบีซี เพื่อให้มีการปล่อยตัวโดยเร็ว แต่ทั้งหมดต้องเป็นไปตามกฎหมายของประเทศพม่า ส่วนจะปล่อยตัวก่อน 22 ก.ค.นี้ ซึ่งนายเต็ง เส่ง ประธานาธิบดีของสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า จะเดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็น ทางการในวันที่ 22 ก.ค.นี้หรือไม่ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้
“ยุทธศักดิ์”เผยพม่าเริ่มคัดแยกคนไทยที่ถูกจับ
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เรื่องพม่าได้มีการประชุมว่าเหตุใดจึงความล่าช้า ซึ่งหากคุยกับเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้ก็จะไม่ล่าช้าแต่ถ้าแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่นไม่ได้ ก็ต้องมีการประสานในระดับสูง ทั้งนี้พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ยังอยู่ที่ประเทศพม่าและจะกลับมาในช่วงเย็นวันที่ 11ก.ค. โดยตนจะสอบถามไปยัง พล.อ.ธนะศักดิ์ ว่ามีอะไรคืบหน้าบ้างหรือไม่ เพราะในฐานะที่ท่านเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดต้องดูแลเรื่องของพื้นที่ชายแดนอยู่แล้ว
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีรายงานว่าหนังสือพิมพ์ของประเทศพม่าระบุว่าจะนำคนไทยที่บุกรุกขึ้นศาล รองนายกฯตอบว่า อย่าไปฟังหนังสือพิมพ์พม่า ให้ฟังผู้บริหารชั้นสูงของพม่า ซึ่งตนได้ฝากพล.อ.ธนะศักดิ์ ไปคุยแล้วและได้คุยกับรองเจ้ากรมข่าวทหาร ในฐานะที่หน่วยข่าวทหารทั้งของพม่าและไทยมีความใกล้ชิดกันเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งจะพูดคุยว่าจะให้แนวทางแก้ไขในระดับล่างอย่างไร
เมื่อถามว่า คนไทยที่ถูกควบคุมทั้ง 49 คนจะได้กลับเร็วเร็วนี้หรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า ทางพม่าจะเริ่มคัดเลือกว่าใครที่ทำผิดกฎหมายในส่วนที่เป็นเจ้าของอาวุธและคนที่เป็นเจ้าของไร่ยางพารา ทั้งนี้คนไทยที่เป็นนายทุนยังสามารถประสานการลงทุนในอนาคตได้ก็อาจทำให้บรรยากาศดีขึ้น
ไทย-พม่าเห็นชอบยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นเป็นด่านถาวร
นางนฤมล ปาลวัฒน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศพม่าส่งสัญญาณที่ดีขึ้นมาก ทางการพม่าได้อนุญาตให้ชนกลุ่มน้อยต่างๆ สามารถบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของตนเองได้ ทั้งนี้ จังหวัดแม่ฮ่องสอนและเมืองลอยก่อ รัฐคะยา ประเทศพม่า ถือเป็นคู่ค้าที่สำคัญระหว่างกันอยู่แล้ว มีการนำเข้าและส่งออกอย่างต่อเนื่อง ทั้งพริกแห้ง น้ำมันพืช อาหาร ฯลฯ
ทั้งนี้ ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้นำคณะจากทางจังหวัดและเอกชนไปเยือนเมืองลอยก่อและเมืองทันเว รัฐคะยา สาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า ตามกิจกรรมสานสัมพันธ์แม่ฮ่องสอน-พม่า ปี 2555 โดยได้พบกับนายอูคิน หม่อง อู หัวหน้ารัฐมนตรีรัฐคะยา (The Chief Minister of Kayah State) และได้หารือร่วมด้านในหลายด้าน ทั้งการอำนวยความสะดวกทางการค้าและการเชื่อมโยง ด้านการท่องเที่ยว โดยเห็นชอบให้มีการยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน เป็นด่านถาวร และให้มีการตั้งคณะกรรมการทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อหารือการดำเนินการร่วมกันอย่างใกล้ชิด
"ทางพม่ามองว่าหากมีการยกระดับจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นให้เป็นด่านถาวรจะสามารถอำนวยความสะดวกเรื่องการท่องเที่ยวได้เป็นอย่างมาก ขณะที่เราเองมองว่าประโยชน์ที่จะได้จะมี มากกว่าการท่องเที่ยว แต่จะได้ในเรื่องของการค้าและการลงทุนเข้ามาเพิ่มเติมอีกด้วย" นางนฤมล กล่าว
นางนฤมล กล่าวต่อว่า ด้านการคมนาคมขนส่งนั้นทั้ง 2 ฝ่ายเห็นชอบให้มีการเปิดเส้นทางการค้าใหม่เส้นแม่ฮ่องสอน-ขุนยวม (จุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่น)-ลอยก่อ-เนปิดอ ซึ่งเส้นทางยังเป็น ถนนลูกรัง และเป็นทางขรุขระทั้งสองประเทศ โดยเฉพาะบริเวณเส้นทางจากจุดผ่อนปรนห้วยต้นนุ่นไปยังเมืองลอยก่อระยะทางประมาณ 100 กม. ซึ่งจะเร่งสร้างให้แล้วเสร็จคาดว่าจะเป็นรูปธรรมภายในปีนี้
"ตอนนี้ทางเอกชนพม่าเองก็สนใจเส้นทางดังกล่าวโดยได้มีการพูดคุยกับทางการพม่าขอทำสัมปทานเส้นทางเดินรถจากเนปิดอ-ลอยก่อ เพื่อเชื่อมต่อเข้ามายังอ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน ใช้ ประโยชน์ด้านการท่องเที่ยวเป็นเส้นทางให้บริษัททัวร์ได้เดินรถทัวร์และรถประจำทาง ถ้าถนนเชื่อมต่อแล้วเสร็จทั้งของไทยและพม่าแล้วเสร็จก็จะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ในส่วนขั้นตอนของเรานั้นคณะ กรรมการขนส่งจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะทำเรื่องเสนอมายังคณะกรรมการระดับจังหวัดและเสนอเข้ากระทรวงคมนาคมเพื่อพิจารณาอนุมัติงบประมาณในการก่อสร้าง" นางนฤมล กล่าว
ด้านนางสาวเยาวเรศ แซ่โค้ว พาณิชย์จังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน ได้สั่งให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดในการสานสัมพันธ์กับรัฐคะยา โดยทั้งสองประเทศ แต่งตั้งคณะทำงานฝ่ายละ 10 คน รวมทั้งหมด 20 คน เพื่อเป็นกลไกในการขับเคลื่อนการดำเนินการยกระดับจุดผ่านแดนถาวรร่วมกับรัฐคะยา รวมถึงเจรจาจัดทำข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ใน เรื่องต่างๆ ขณะเดียวกันยังให้มีการจัดกิจกรรมเชิญภาครัฐและเอกชนสาธารณรัฐแห่งสหภาพพม่า มาประชุมหาคือกับภาคเอกชนและภาครัฐของจังหวัดแม่ฮ่องสอน เรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจร่วม แม่ฮ่องสอน-พม่า
รวมถึงการสำรวจเส้นทางการค้าบริเวณจุดผ่อนปรนทางการค้าจังหวัดแม่ฮ่องสอน นอกจากนี้ ยังให้มีการจัดกิจกรรมด้านสังคม ประเพณี กีฬา และวัฒนธรรม เพื่อสร้างความสัมพันธ์ ระหว่างจังหวัดแม่ฮ่องสอน-เมืองลอยก่อ รัฐคะยา อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังได้เสนอเรื่องแนวทางการเข้าออกของคนเพื่อการท่องเที่ยวบริเวณด่านชายแดน และความร่วมมือด้านฝ่ายวัฒนธรรม ซึ่ง ทางผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน จะนำมาศึกษาและหารือร่วมกันในการประชุมครั้งต่อไป ทั้งนี้ พม่ายังมีการเสนอให้มีการสนับสนุนด้านการศึกษาแก่นักเรียนของเมืองลอยก่อ โดยให้เดินทางมาศึกษาในสถาน ศึกษาของจังหวัดแม่ฮ่องสอน



