
คุก882ปี!อดีตตร.บึงกุ่มยักยอกค่าปรับ
ศาลฎีกาพิพากษายืน จำคุก 353 กระทง 1,765 ปี ตำรวจธุรการ สน.บึงกุ่ม ยักยอกเงินค่าปรับ 512,342 บาท ศาลชี้ทำผิดต่อเนื่อง 3 ปี อ้างรู้เท่าไม่ทันการณ์ยังไม่พอลดโทษ ขณะที่รวมโทษทุกกระทงแล้วจำคุกสูงสุดตาม กม. 50 ปี
เมื่อเวลา 10.20 น. ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.3522/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง ส.ต.อ.โกศล จอมพงศ์ อายุ 41 ปี อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายธุรการ สน.บึงกุ่ม เป็นจำเลย ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่ ทำ จัดการ หรือรักษาทรัพย์ใดๆ เบียดบังทรัพย์เป็นของตนเองโดยทุจริต และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 147 และ 157
ทั้งนี้ โดยโจทก์ยื่นฟ้อง ระบุความผิดสรุปว่า ระหว่างวันที่ 10 ก.พ.46 - 30 เม.ย.47 ต่อเนื่องกัน จำเลยมีหน้าที่ทำบัญชีรายรับรายจ่าย นำเงินค่าเปรียบเทียบปรับต่างๆ ตาม พรบ.จราจรทางบก พรบ.รถยนต์ เงินรางวัล เงินค่าธรรมเนียมใบอนุญาตจัดให้มีการเล่นการพนัน อันเป็นรายได้ของแผ่นดินส่งเข้ารัฐ แต่จำเลยกลับปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเบียดบังเงินทรัพย์รวม 353 ครั้ง เป็นเงิน จำนวน 512,342 บาท เป็นของตนเองโดยทุจริต ทำให้ สน.บึงกุ่ม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงการคลัง ได้รับความเสียหาย จำเลยให้การรับสารภาพ
คดีนี้ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 19 พ.ย.53 ว่าจำเลยมีความผิดตามฟ้อง ให้จำคุก 353 กระทงๆ ละ 5 ปี ฐานเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด รวมจำคุกเป็นเวลา 1,765 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 882 ปี 6 เดือน แต่เมื่อรวมโทษจำคุกทุกกระทงตามกฎหมายแล้วให้จำคุกจำเลยไว้สูงสุด มีกำหนด 50 ปี และให้คืนเงิน จำนวน 512,342 บาท แก่รัฐ
ต่อมาจำเลยยื่นอุทธรณ์ และศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 6 ก.ย.54 พิพากษายืน ซึ่งจำเลยได้ยื่นฎีกาขอให้ศาลลดโทษ ซึ่งจำเลยไม่เคยได้รับการประกันตัวในชั้นพิจารณา โดยถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำตลอดการพิจารณาคดี
ศาลฎีกาประชุมปรึกษาหารือแล้วเห็นว่า จำเลยมีหน้าที่เก็บเงินค่าปรับต่างๆ เข้าบัญชีธนาคาร เพื่อส่งรายได้เข้าแผ่นดิน ย่อมได้รับความคาดหมายเรื่องความซื่อสัตย์ แต่กลับกระทำผิดเสียเองเป็นเวลาถึง 3 ปีต่อเนื่องกัน รวมกระทำผิดทั้งสิ้น 353 ครั้ง ทำให้รัฐเสียหายเป็นเงิน 512,342 บาท
อีกทั้ง ที่จำเลยฎีกาขอให้ลดโทษอ้างว่า รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ไม่มีความชำนาญด้านการเงิน ต้องดูแลมารดาที่เจ็บป่วยนั้น และได้คืนเงินให้แก่รัฐแล้ว ยังไม่มีเหตุผลเพียงพอให้ลดโทษ หรือรอการลงโทษจำเลย ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษานั้นเหมาะสมแล้ว ไม่มีเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งเป็นอย่างอื่น พิพากษายืนจำคุกจำเลยเป็นเวลา 50 ปี
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกาซึ่งถึงที่สุด ส.ต.อ.โกศล มีสีหน้าที่เรียบเฉย ขณะที่วันนี้ไม่มีครอบครัว หรือญาติ เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษาแต่อย่างใด



