
13 กองร้อยรับมือม็อบศุกร์ 13
'ผบ.ตร.'เตรียมกำลัง ตร. 13 กองร้อยรับมือม็อบศุกร์ 13 ด้าน'ยงยุทธ'แจงไม่ได้ไปแถลงปิดคดีกับศาลรัฐธรรมนูญ พรรคส่งทีมกฎหมายไปแทน พร้อมปัดตอบเรื่องเนื้อหา ขณะที่'คอ.นธ.'เชื่อศาลวินิจฉัยปมแก้รัฐธรรมนูญตามหลัก-ไม่กังวลส่งผลใคร
วันที่ 11 ก.ค.55 ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ให้การต้อนรับ นายเมิ่ง เจี้ยนจู้ มนตรีแห่งรัฐและรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยมีพล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รมว.ยุติธรรม พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ดามาพงศ์ ผบ.ตร. พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต รองผบ.ตร. พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา ที่ปรึกษาสบ 10 พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว เลขาธิการป.ป.ส. พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ร่วมหารือด้วย
ทั้งนี้ พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการดูแลรักษาความปลอดภัยในวันที่ 13 ก.ค.นี้ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ขัดบทบัญญัติมาตรา 68 หรือไม่ ว่า ตำรวจได้เตรียมกำลังไว้ 13 กองร้อย ดูแลศาลรัฐธรรมนูญและพื้นที่โดยรอบ แต่ขณะนี้ยังไม่มีการรายงานมาว่าจะมีกลุ่มคนใดบ้างที่จะมาชุมนุมในวันดังกล่าว เพราะยังไม่ทราบว่าคำวินิจฉัยจะออกมาเป็นอย่างไร ทั้งนี้ก็ต้องรอสั่งการจาก ร.ต.อ.เฉลิมก่อน
เมื่อถามว่า แสดงว่าเหตุการณ์ในวันดังกล่าวไม่มีอะไรน่ากังวล แต่หลังการตัดสินคดีจะต้องเพิ่มการดูแลความปลอดภัยใช่หรือไม่ ผบ.ตร.กล่าวว่า ต้องดูว่าคำวินิจฉัยเป็นอย่างไร ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นมากกว่า ตนคิดว่าคงไม่มีใครคิดจะไปชุมนุมอะไร แต่ถ้ามีเหตุการณ์ เราก็พร้อม อย่างไรก็ตาม เรื่องการดูแลความปลอดภัยของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญนั้น เราทำอยู่แล้ว ไม่ต้องมีการเพิ่มกำลังตำรวจไปคุ้มครองเพิ่มเติมทั้งในส่วนของศาลรัฐธรรมนูญและบ้านพักของตุลาการฯ ขณะที่เรื่องของมือที่สามนั้น ตนคิดว่าไม่น่าจะใครทำอย่างนั้น เพราะทุกคนอยากเห็นบ้านเมือง เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นไปด้วยดี
เมื่อถามว่า ได้จัดเตรียมสถานที่รองรับคนที่จะมาชุมนุมหรือไม่ ผบ.ตร. กล่าวว่า มีอยู่แล้ว และมีเจ้าหน้าที่อำนวยการอยู่หลายระดับ
ยงยุทธส่งทีมกม.ปิดคดีร่างรธน.
นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หนึ่งในผู้ถูกร้อง เปิดเผยว่า วันนี้ ตนไม่ได้ไปยื่นแถลงปิดคดีกับศาลรัฐธรรมนูญโดยตรง ในคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ รับคำร้องว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาจนำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ แต่ทางพรรคเพื่อไทย ได้ให้ฝ่ายกฎหมายของพรรคไปแทน และโดยส่วนตัว ก็ไม่ทราบว่าฝ่ายกฎหมายที่ไปพรุ่งนี้ เป็นใครบ้าง
"ทางพรรคเขาจัดไปครับ เอาเป็นว่า ผมไม่ได้ไปก็แล้วกันนะครับ ส่วนใครจะไปก็แล้วแต่ทางพรรคจัดไป" นายยงยุทธ กล่าว
นายยงยุทธ กล่าวต่อว่า ไม่ทราบถึงเรื่องประเด็นและเนื้อหาว่าทางพรรคจะไปแถลงปิดคดีว่าเป็นอย่างไร พร้อมระบุว่า เรื่องดังกล่าวบอกไม่ได้ เนื่องจากอยู่ที่มติของพรรค ก่อนจะอ้างว่ามีธุระมาก จึงไม่ขอพูดเรื่องดังกล่าว
คอ.นธ.เชื่อศาลวินิจฉัยปมแก้รัฐธรรมนูญตามหลัก-ไม่กังวลส่งผลใคร
นายเลิศ นายอุกฤษ มงคลนาวิน ประธานคณะกรรมการว่าด้วยการส่งเสริมหลักนิติธรรมแห่งชาติ (คอ.นธ) วิเคราะห์การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตาม มาตรา 291 เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองตามมาตรา 68 หรือไม่ว่า เป็นไปได้ทั้ง 3 ทาง คือ 1.ศาลยกคำร้องเพราะไม่เข้ามาตรา 68 หรือถ้าเข้าก็ต้องดำเนินการผ่านอัยการตามที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญก่อน 2.ไม่สามารถแก้ได้ทั้งฉบับ แต่สามารถแก้ไขในรายมาตราได้ ซึ่งทางออกนี้คือทางสายกลาง และถ้ามองเป็นข้อดีการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ต้องมีกระบวนการเลือกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) และประหยัดงบประมาณได้ถึง 2,000 ล้านบาท และ 3.ขัดมาตรา 68 ไม่สามารถแก้ไขได้และตัดสินยุบพรรคการเมือง ทั้งนี้มองว่าทุกอย่างคงเป็นไปด้วยความเรียบร้อย และผู้ที่เป็นศาลรัฐธรรมนูญต้องตัดสินโดยยึดหลักความยุติธรรมหลักนิติศาสตร์ ปราศจากอคติ บนพื้นฐานให้บ้านเมืองสงบเรียบร้อย ไม่ใช่การตัดสินบนพื้นฐานความกังวลว่าเมื่อตัดสินมาแล้วจะส่งกับใคร อย่างไร
เมื่อถามถึงกรณีข้อเสนอการตั้งคณะทำงานร่างรัฐธรรมนูญจากผู้เชี่ยวชาญ 34 คน ตามที่คอ.นธ. เคยเสนอก่อนหน้านี้นั้น และเชื่อมโยงกับการกรณีหากแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จะยังคงยืนยันหลักการอยู่หรือไม่ นายอุกฤษ กล่าวว่า ยังยืนยันหลักการ แต่ขณะนี้ได้พ้นบริบทแบบที่เสนอไปตอนแรก หลักที่เคยเสนอเป็นเพียงตุ๊กตา หากมีการแก้ไขเป็นรายมาตราก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในรัฐสภา และมีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ แต่เมื่อมีคณะกรรมการแล้วสภาฯจะดึงเอาผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐธรรมนูญในสาขาอาชีพต่างๆมาใช้ก็ย่อมทำได้
ส่วนการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองภายหลังวันที่ 13 กรกฎคม ซึ่งเป็นวันตัดสินนั้น นายอุกฤษ ปฏิเสธที่จะแสดงความเห็นโดยบอกเพียงว่า ตนไม่ใช่หมอดู อย่างไรก็ตามบ้านเมืองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองอยู่ ขอให้เชื่อ และไม่น่าจะเกิดความรุนแรง นองเลือดกันอีก
"พท." มั่นใจชี้แจงข้อเท็จจริง-ข้อกม.ต่อศาลได้ ยันแก้รธน.ไม่เข้าม.68
นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากพรรคเพื่อไทยจะไปยื่นคำแถลงปิดคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ มั่นใจว่าจะชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายได้ว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครองตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า ผู้ร้องทั้ง 5 คำร้องไม่มีสิทธิยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพราะการกล่าวหาตามมาตรา 68 ต้องยื่นผ่านอัยการสูงสุดเท่านั้น อีกทั้ง การแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.มายกร่างรัฐธรรมนูญนั้น เคยทำมาแล้วในการร่างรัฐธรรมนูญปี 40 นอกจากนี้ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นอำนาจของรัฐสภา ไม่มีบทบัญญัติใดให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบเรื่องนี้ได้ รวมทั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นทำตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาอภิปรายถึง 15 วัน ไม่ใช่พวกมากลากไป รัฐธรรมนูญมาตรา 291/ 11 ก็ระบุชัดเจนว่า เนื้อหาที่แก้ไขจะเปลี่ยนแปลงรูปแบบรัฐและแก้ไขหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้ และข้ออ้างของผู้ร้องเป็นการจินตนาการล่วงหน้า ไม่มีเหตุผลรองรับ
นายพร้อมพงศ์ กล่าวอีกว่า การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 13 ก.ค.นั้นจะเป็นจุดเปลี่ยนของประเทศไทย วันนี้นักลงทุนต่างชาติกังวลผลคำตัดสิน ซึ่งอาจทำให้เกิดความขัดแย้งทางการเมืองเพิ่มเติมหรืออาจชะลอการลงทุนได้ อยากให้มวลชนไม่ว่าเสื้อสีใดก็ตาม ไม่ควรเดินทางไปที่ศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความวุ่นวายตามมา ทั้งนี้ เชื่อว่าหากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายก็จะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย แต่หากพิจารณาตรงข้ามความรู้สึกประชาชนก็เป็นห่วงในเรื่องความขัดแย้งว่าอาจจะบานปลายขึ้นมาอีก อย่างไรก็ตาม ตนไม่เชื่อว่าจะมีใครไปกดดันศาลรัฐธรรมนูญได้ และการที่พรรคเพื่อไทยออกมาแถลงทุกวันนั้น ก็ไม่ใช่การกดดันศาล แต่เป็นการแก้ข้อกล่าวหาจากฝ่ายตรงข้ามที่โจมตีการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่ทุกวัน



