
ศาลฯปรับ1.3แสนคนเก็บขยะขายซีดี
ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน ปรับคนเก็บขยะตั้งแผงขายซีดี 1.3 แสนบาท ไม่เชื่อเก็บจากกองขยะ เหตุพลาสติกหุ้มปกยังเรียบร้อย คาดออกจากแหล่งผลิต เมียครวญชาตินี้ยังไม่เคยจับเงินแสน จะหามาจากไหน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ก.ค. 55 ที่ศาลอาญา รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีดำ อ.3060/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 6 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสุรัตน์ มณีนพรัตน์สุดา อายุ 26 ปี ลูกจ้างประจำงานเก็บขยะมูลฝอย เขตสะพานสูง กทม. เป็นจำเลยในความผิดฐาน ประกอบกิจการให้เช่า แลกเปลี่ยน หรือจำนำภาพยนตร์ ที่เป็นแผ่นวีซีดี โดยไม่ได้รับอนุญาต ตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวิดีทัศน์ พ.ศ. 2551
คดีนี้โจทก์ฟ้องและนำสืบว่า เมื่อวันที่ 16 ธ.ค. 51 เวลา 18.00 น. จำเลยนำ ซีดีเพลง 13 แผ่น แผ่นวีซีดีภาพยนตร์ 83 แผ่น มาเปิดเป็นแผงลอย โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ไม่มีเลขที่ ตั้งอยู่ริมบาทวิถี ในตลาดนัดใกล้สี่แยกกรุงเทพกรีฑา เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร และได้รับเงินตามราคาแผ่นวีซีดีภาพยนตร์ที่ได้จำหน่ายในราคาแผ่นละ 20 บาท โดยระหว่างนั้นมีลูกค้า 2 คน กำลังดูสินค้าอยู่ เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.หัวหมาก มาขอตรวจดูใบอนุญาตจำหน่ายซีดีตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ แต่จำเลยไม่มีใบอนุญาต เจ้าหน้าที่ตำรวจ จึงควบคุมตัวดำเนินคดี เหตุเกิดที่แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร โดยจำเลยรับสารภาพ ศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดจริง ให้ปรับเป็นเงิน 200,100 บาท จำเลยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวนเป็นการให้ความรู้ แก่ศาล จึงเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ให้ปรับจำเลย 133,400 บาท หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนไม่เกิน 1 ปี โดยกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม ได้ช่วยเหลือประกันตัวระหว่างอุทธรณ์คดี
ศาลอุทธรณ์ ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่า ที่จำเลยยื่นอุทธรณ์ อ้างว่า พ.ร.บ.ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ เกี่ยวกับการจำกัดสิทธินั้น จำเลยไม่เคยยกมาตราใดตาม พ.ร.บ.ภาพยนตร์ฯ ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างไร ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ ขอให้ศาลสืบพยานเกี่ยวกับของกลางในคดีตามบันทึกจับกุมว่า เป็นของกลางที่ตรงกับของจำเลยหรือไม่นั้น เห็นว่าคดีนี้มีการต่อสู้และศาลชั้นต้นได้มีคำวินิจฉัย ซึ่งตามบันทึกจับกุม จำเลยได้ลงลายมือชื่อรับไว้ และภายหลังจับกุม จำเลยได้ให้บุคคลใกล้ชิดตรวจดูของกลางก็มีการเซ็นชื่อรับไว้เช่นกัน ขณะที่ในการสืบพยานจำเลยก็ไม่ได้นำพยาน ซึ่งเป็นบุคคลใกล้ชิดมาเบิกความต่อสู้ประเด็นดังกล่าว ศาลเชื่อว่าของกลางตามบันทึกจับกุมเป็นของจำเลยจริง ศาลอุทธรณ์จึงไม่วินิจฉัยเพื่อสืบพยานใหม่
ส่วนที่จำเลยอุทธรณ์ต่อสู้ว่า ไม่ใช่ผู้ประกอบการ ตามความหมายของ พ.ร.บ.ภาพยนตร์ ฯ แต่เป็นเพียงผู้เสนอขาย จึงไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 38 วรรค 1 นั้น ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า สภาพของกลางแผ่นซีดีเพลง วีซีดีภาพยนตร์ มีแผ่นปกระบุรายละเอียดชื่อภาพยนตร์ ชื่อนักแสดงไว้ชัดเจน และแผ่นพลาสติกใสห่อหุ้มแผ่นซีดี และวีซีดีในสภาพเรียบร้อย ไม่น่าเชื่อว่าเป็นแผ่นซีดีที่เก็บได้จากกองขยะ แต่เป็นแผ่นที่ได้มาจากแหล่งผลิต แล้วจำเลยนำมาวางจำหน่าย ซึ่งตามบันทึกการจับกุมก็มีการทดลองเปิดแผ่นดู พบว่า สามารถรับชมรับฟังได้ แม้จะวางปนเปกับสินค้าอื่น ๆ แต่ก็ฟังได้ว่าเป็นจำเลยเป็นผู้จำหน่าย ผู้ประกอบการ ตามความหมายในมาตรา 38 วรรค 1 ที่จำเลยต่อสู้ว่าโทษปรับสูงเกินไป เห็นว่า มาตรา 79 ของกฎหมายนี้ มีโทษปรับตั้งแต่ 2 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท โดยศาลชั้นต้นลงโทษปรับ 2 แสนบาท และลดอัตราส่วนโทษให้ก็นับว่าลงโทษสถานเบาที่สุดแล้ว ศาลอุทธรณ์ไม่อาจลงโทษเป็นอย่างอื่นได้ อุทธรณ์จำเลยฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังฟังคำพิพากษา นายสุรัตน์ ถูกเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์สวมกุญแจมือ จนนางส้มโอ ภรรยาต้องเบือนหน้า ส่วนลูกสาวคนโต ก็ได้แต่กอดน้องคนเล็กไว้แล้วบอกว่าจะไปรอพ่อข้างล่าง (ห้องควบคุมตัว) ขณะที่เจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นตัวแทนกรมคุ้มครองสิทธิ กระทรวงยุติธรรม เดินทางมาร่วมฟังคำพิพากษา และเตรียมยื่นประกันเพื่อสู้คดีชั้นฎีกาต่อไป
ด้านนางส้มโอ มณีนพรัตน์สุดา ภรรยาของนายสุรัตน์ กล่าวว่า ทุกวันนี้สามีเป็นคนหาเลี้ยงครอบครัว เงินเดือน 9,900 บาทไม่พอใช้จ่าย ตนเองก็ถักสร้อยขาย อยากให้หน่วยงานราชการมาช่วย เพราะชาตินี้ ตนไม่เคยจับเงินแสน ไม่รู้จะหาเงินจากไหน กระทรวงยุติธรรมได้ช่วยเหลือประกันตัวให้เฉพาะศาลชั้นต้น แต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าจะหาเงินที่ไหนประกันตัวสามีเลย



