
'ม็อบสวนยางใต้'ปิดถนนจี้รัฐดันกก.120บ.
ชาวสวนยางสุราษฎร์เคลื่อนพลใหญ่ทวงคำตอบราคา กก.ละ 120 บาท ปิดถนนสายเอเชียขาขึ้น-ล่องใต้เป็นอัมพาต นครศรีธรรมราชพร้อมเคลื่อนร่วม ตรังรอดูท่าที แกนนำย้ำจำเป็นต้องเคลื่อนไหวหากรัฐบาลยังไม่ยอมมาช่วยเหลือ
วันที่ 10 กรกฎาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดสุราษฎร์ธานี รวมพลครั้งใหญ่อีกครั้งที่ริมถนนสายเอเชีย บริเวณสามแยกท่าน้ำแห้ง ม.4 ต.คลองไทร อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อทวงคำตอบจากรัฐขอราคายาง กก.ละ 120 บาท หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีการชุมนุมที่สหกรณ์สุราษฎร์ธานีเมื่อวันที่ 19 มิ.ย.ที่ผ่านมาโดยตัวแทนจากภาครัฐรับปากที่จะให้คำตอบวันที่ 9 ก.ค.แต่เมื่อถึงเวลาทางแกนนำอ้างว่าภาครัฐไม่มีการเจรจาหรือให้คำตอบแต่อย่างใด จึงนัดชาวสวนยางรวมตัวอีกครั้งเพื่อกดดันรัฐบาล ยิ่งไปกว่านั้นราคายางกลับตกต่ำลงเรื่อย ๆ
นายมนูญ อุปลา แกนนำผู้ชุมนุม กล่าวว่า การชุมนุมครั้งนี้มีเกษตรกรชาวสวนยางจากทุกอำเภอพร้อมใจกันเดินทางมาร่วมนับหมื่นคนอย่างแน่นอน เพราะทุกคนมีความเดือดร้อนและได้นัดแนะกันก่อนล่วงหน้าแล้วหลังจากที่รัฐนิ่งเฉยไม่มีการให้คำตอบแต่อย่างใด
โดยการเชิญชวนมีทั้งรถแห่ประชาสัมพันธ์เชิญชวน ทำป้ายไวนิลชักชวนให้มาร่วมชุมนุม โดยเรียกร้องขอราคา กก.ละ 120 บาท เหมือนเดิม หากไม่ได้ตามที่เรียกร้องจะยกระดับการเคลื่อนไหวให้หนักขึ้นกว่าเดิมจนกว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญ และบริเวณที่ชุมนุมมีการจัดเตรียมเสบียงอาหาร น้ำดื่มบริการเกษตรกรชาวสวนยางที่มาร่วมชุมนุมอีกด้วย
ม็อบยางปิดถนนสายเอเชียขาขึ้น-ล่องใต้เป็นอัมพาต
ต่อมาเมื่อเวลา 12.00 น.ม็อบสวนยางได้ยกระดับความรุนแรงขึ้นหลังจากที่ยังไม่มีตัวแทนภาครัฐเข้าเจรจา โดยได้เคลื่อนย้ายนำเต็นท์มาปิดกั้นถนนสายเอเชียทั้ง 2 ช่องทางจราจรทั้งขาขึ้นขาล่อง รถทุกชนิดไม่สามารถสัญจรไปมาได้ โดยต้องเลี่ยงไปใช้เส้นทางอื่นแทน ซึ่งเป็นเส้นทางสายเก่าถนนสุราษฎร์-ชุมพร แล้วเลี่ยงเข้ากรุงเทพฯ โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจคอยอำนวยความสะดวกบอกเส้นทางตามทางแยกต่าง ๆ
โดยการปิดถนนครั้งนี้ทางแกนนำบางส่วนได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยและมีความขัดแย้งในหลายประเด็น เนื่องจากความคิดเห็นไม่ตรงกัน เพราะเกรงว่าการปิดถนนทั้งขาขึ้นขาล่องจะทำให้ผู้ใช้ที่สัญจรไปมาเดือดร้อน แต่ทนกระแสความกดดันจากเกษตรกรไม่ไหว
และในระหว่างที่มีการปิดถนน มีชาวบ้านบางส่วนได้พยายามแจ้งความจำเป็นที่ต้องปิดถนนกับผู้ที่ขับขี่รถ พร้อมทั้งบริการน้ำดื่มแก่ประชาชนที่สัญจรไปมา ในขณะที่กำลังตำรวจกว่า 200 นายได้กระจายกำลังคอยดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกเรื่องเส้นทางแก่ผู้ขับขี่รถ ในขณะที่ทางจังหวัดยังไม่มีการจัดส่งตัวแทนเข้ามาเจรจาแต่อย่างใด
นครศรีธรรมราชพร้อมเคลื่อนร่วม
นายสมยศ รักษาวงศ์ นายกสมาคมชาวสวนยางนครศรีธรรมราช กล่าวว่า ในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราช จะมีความเคลื่อนไหวเช่นเดียวกันกล่าวคือในวันที่ 11 ก.ค.55 แกนนำเกษตรกรชาวสวนยางจากหลายท้องที่ของนครศรีธรรมราช จะร่วมหันหารือเพื่อกำหนดท่าทีในการเคลื่อนไหว โดยได้ยืนยันข้อเรียกร้องเดิมคือ 1.ราคายางต้องมีราคา กก.ละ 120 บาท และ 2.รัฐบาลต้องทวนโครงการพยุงราคายางวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่เป็นการสร้างประโยชน์ให้กับพ่อค้า ขณะที่ชาวสวนยางรายย่อยไม่ได้ประโยชน์ใดๆเลย
“ส่วนใหญ่เกษตรกรที่นครศรีธรรมราช เป็นชาวสวนยางรายย่อยเราพร้อมสำหรับทุกมาตรการในการเคลื่อนไหวโดยจะหารือแล้วเป็นมติร่วมกันว่าจะเคลื่อนไหวกันอย่างไร และจะดำเนินการโดยทันที ขณะนี้แกนนำได้ลงพื้นที่ทำความเข้าใจกับชาวสวนยางแล้วพร้อมที่จะออกมาเคลื่อนไหวหากรัฐยังไม่มีการแก้ไขปัญหาใดๆ” นายกสมาคมชาวสวนยางนครศรีธรรมราชกล่าว
ชาวสวนยางตรังรอดูท่าทีปิดถนนประท้วงราคาตก
นายวิรัตน์ อินทรัตน์ ประธานเครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง กล่าวว่า ขณะนี้กลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในจังหวัดตรัง กำลังติดตามสถานการณ์ความเคลื่อนไหว ของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพาราในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งออกมาปิดถนนประท้วงราคายางพาราตกต่ำอย่างใกล้ชิด โดยเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลไม่เข้ามาดำเนินการแก้ไขปัญหา และทำให้ราคายางพาราขยับขึ้นมาเกินกว่า กก.ละ 100 บาท เพื่อให้เกษตรกรสามารถอยู่ได้ในช่วงสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ที่ข้าวของต่างๆ ได้ปรับตัวสูงขึ้นไปอย่างมากแล้ว
โดยรัฐบาลจะต้องทำตามข้อตกลงที่ให้ไว้กับชาวสวนยางพาราที่ เมื่อครั้งที่มีการปิดถนนประท้วงที่อำเภอรัตภูมิ จังหวัดสงขลา พร้อมกับหามาตรการที่ดีกว่าโครงการให้เงินสนับสนุนแก่สถาบันเกษตรกร เพื่อรักษาเสถียรภาพราคา จำนวน 15,000 ล้านบาท เนื่องจากทุกวันนี้ก็ยังไม่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน และเทียบไม่ได้กับมูลค่าของยางพาราที่มีมากกว่า 4-5 แสนล้านบาท ขณะที่องค์การสวนยาง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ยังไม่สามารถยกระดับการแทรกแซงราคายางพารา ให้สูงกว่าในท้องตลาดได้ตามที่เคยรับปากเอาไว้
ทั้งนี้ แม้เครือข่ายสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจังหวัดตรัง จะเข้าใจดีว่า การที่ราคายางพาราตกต่ำลงมาอย่างมากนั้น มีผลมาจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง จนทำให้บางประเทศคู่ค้ารับซื้อยางพาราจากประเทศไทยในปริมาณที่ลดลง แต่เนื่องจากยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย และปีหนึ่งๆ มีมูลค่าการส่งออกจนสร้างรายได้ให้เป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้น รัฐบาลจำเป็นต้องรีบเร่งเข้ามาดูแลช่วยเหลือ มิใช่รับปากไว้แล้วหายเงียบไป จึงทำให้กลุ่มเกษตรกรต้องออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องดังกล่าว
..................
(หมายเหคุ :ที่มาคลิป :http://www.youtube.com/watch?) v=r48cIPTaiWI&feature=youtu.be



