
จี้ฟันนายทุนลวงคนไทยรุกแดนพม่า
"ประยุทธ์" ชี้ต้องเสียค่าปรับ-ทำสัญญาเช่าใหม่ แก้ปมคนไทยรุกแดนพม่า เผยกำลังคุยเคลียร์พม่า เชื่อคลี่คลายในทางที่ดี พุ่งเป้า"นายทุน"ลวงชาวบ้าน ระบุชาวบ้านแค่ปลายเหตุ
เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 10 ก.ค.2555 ที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิร์ลด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้ากรณีที่ทหารพม่าควบคุมตัวคนไทย 49 คนที่บุกรุกเข้าไปในเขตแดนประเทศพม่าว่า คิดว่าน่าจะดีขึ้นตามลำดับ สิ่งสำคัญ คือ อยากให้เป็นการปัญหาในระดับท้องถิ่น เพราะมีการทำงานในระดับท้องถิ่นอยู่แล้ว คือ คณะกรรมการชายแดนระดับท้องถิ่น (ทีบีซี)
ขณะนี้กองทัพภาคที่ 3 และกองทัพภาคที่ 4 ในฐานะที่เป็นหน่วยอาร์บีซีก็กำลังเข้าไปแก้ปัญหาอยู่ และมีการพูดคุยอยู่ ซึ่งเมื่อวันที่ 9 ก.ค. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้เดินทางไปประเทศพม่าและได้พูดคุยกันอยู่คิดว่า จะคลี่คลายไปในทางที่ดี และภายในเร็ววันที่ 10 ก.ค.นี้นายกรัฐมนตรีของพม่าจะเดินทางมาประเทศไทย ซึ่งต้องให้เวลาพม่าในการดำเนินการ เพราะเป็นเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ โดยอาจจะมีการกระทำผิดบ้างโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของราษฎรไทยที่เข้าไปทำกินในพื้นที่พม่า ซึ่งจะต้องไปเคลียร์กันว่า จะแก้ปัญหากันอย่างไร คิดว่า มีสองส่วน คือ ส่วนที่เช่าอยู่แล้ว ส่วนที่สองคือ อาจจะถูกบอกว่า เช่า แต่ความจริงไม่ได้เช่า ซึ่งต้องแก้กันต่อไป คิดว่า คงไม่ยาก
“เชื่อว่า ทุกอย่างพูดคุยกันได้ เพราะเราเป็นประเทศเพื่อนบ้านกัน และพม่าเข้าใจเรา ส่วนเราก็เข้าใจพม่ามาโดยตลอด ถ้าเราเอาหลักนิติศาสตร์มาพูดกันมันยาก และตกลงอะไรกันได้ไม่ง่าย แต่เดี๋ยวเราเอารัฐศาสตร์มาคุยกัน เอาทหารกับทหารมาคุยกัน ซึ่งมีหลายทางเลือก คงเป็นเรื่องการเสียค่าปรับบ้าง และทำสัญญาเช่ากันใหม่ ซึ่งเขากำลังต่อรองกันอยู่ ส่วนความเป็นอยู่ของคนไทย ตนได้ให้กองกำลังเข้าไปติดต่อโดยตลอดและขอดูสภาพความเป็นอยู่ ซึ่งเขาตอบกลับมาว่าทุกคนปลอดภัย ไม่ได้ถูกทำร้าย แต่อาจจะมีคิดถึงบ้าน อาหารการกินอาจไม่เหมือนที่บ้านเราแต่ถ้ามีโอกาสเราจะส่งอาหารไปเพิ่มเติม โดยคนที่ถูกควบคุมยังอยู่ที่เดิม ยังไม่ได้ย้ายไปไหน ในส่วนกรณีที่มีนายทุนว่าจ้างให้คนไทยเข้าไปทำกินในพื้นที่นั้น ต้องมีการสอบสวนว่า มีทั้งคนไทยและคนพม่าหรือไม่ และปัญหาอยู่ที่ไหน เราจะพูดคุยแก้ปัญหากันตรงนั้น และพูดคุยทำความเข้าใจ ซึ่งต้องเอากฎหมายมาว่ากันว่า เขาไปหลอกหลวงชาวบ้านหรือไม่ เพราะชาวบ้านเป็นเพียงแค่ปลายเหตุ”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
พม่าแจ้ง31รายชื่อคนไทยที่ถูกจับหายอีก33
เมื่อเวลา 15.30 น.เจ้าหน้าที่ทหารชุดเฉพาะกิจที่ 25 กองกำลังเทพสตรี ได้นำรายชื่อชาวบ้านที่ได้รับการแจ้งยืนยันกลับจากทางฝ่ายพม่าหลังจากที่ทางฝ่ายไทยได้ร้องขอให้ช่วยตรวจสอบรายชื่อ โดยล่าสุดได้รับแจ้งยืนยันรายชื่อชาวบ้านชาวไทยที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัวรวม 31 คน แยกเป็นชาย 24 คน หญิง 7 คน ส่วนรายชื่อชาวบ้านที่ญาติมาแจ้งรายชื่อก่อนหน้านี้รวม 64 คน ยังสูญหายหรือยังไม่ได้รับการยืนยันอีก 33 คน
สำหรับรายชื่อชาวบ้านที่ได้รับแจ้งยืนยันว่าถูกทหารพม่าควบคุมตัวประกอบด้วยนายสมชาย ชัยทอง ,นายเอกวัฒน์ ไทยแท้,นายอานนท์ อิ้มวรรณ,นายจรัญ ทาขุนทอง,นายผัน หนูวงษ์,นายสุวรรณ มีดี ,นายสมพร กลัดทอง,นายสกล ไม่ทราบนามสกุล,นายศุภนัส ไม่ทราบนามสกุล,นายหาญ แก่นจันทร์งาม,นายประเสริฐ ไม่ทราบนามสกุล,นายวินัย ไม่ทราบนามสกุล,นายบุญช่วย ว่าวทอง,นายสมชาย ไม่ทราบนามสกุล,นายนิพนธ์ ทิพย์ภักดี,นายสนั่น ไม่ทราบนามสกุล,นายสุพล พรหมมี,นายกิติเชษฐ์ ศรีสวัสดิ์,นายจักรพรรณ สอนด้วง,นายจำนง นิลนิยม,นายสมบัติ ชูศรี,นายสมบูรณ์ นพฤทธิ์,นางมงคล เรืองศรี,นายเชย เชาวนา ส่วนผู้หญิง 7 คนที่ถูกควบคุมตัวประกอบด้วยนางหวล กลัดแดง,นางเพ็ญจิตร ชัยทอง,นางอาภรณ์ อาญา,นางดวงใจ นพฤทธิ์,นางเรณู ทาขุนทอง,นางอำไพ สมหวัง,นางสุณี กลัดแสง ซึ่งหลังจากที่ จนท.ทหารได้ประกาศรายชื่อพบว่าญาติพี่น้องชาวบ้านที่ถูก
พ.อ.พรศักดิ์ พูลสวัสดิ์ ผู้บังคับการหน่วยเฉพาะกิจที่ 25 กองกำลังเทพสตรี เปิดเผยว่าทาง จนท.ได้เปิดให้ญาติของชาวบ้านที่คาดว่าถูกทหารพม่าเข้าควบคุมตัวกรณีที่เข้าไปรุกล้ำพื้นที่ฝั่งประเทศพม่าเข้ามาแจ้งรายชื่อกับ จนท.เพื่อเป็นข้อมูลในการประสานงานเพื่อดำเนินการขอให้ทางการพม่าปล่อยตัว
พ.อ.พรศักดิ์กล่าวต่อว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มมาจากการที่มีราษฏรไทยเข้าไปบุกรุกแผ้วถางป่าในพื้นที่ฝั่งประเทศพม่า บริเวณตรงข้ามบ.ไนกรัง ม. 9 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี ตั้งแต่ปี 2549 ปัจจุบันทราบว่ามีกลุ่มใหญ่ 3 กลุ่มทั้งราษฏรในพื้นที่ และผู้ที่มาจากจังหวัดใกล้เคียงประกอบด้วย จังหวัดสุราษฏร์ธานี,นครศรีธรรมราช,กระบี่ รวมประมาณ 150 ครอบครัว พบมีพื้นที่ที่มีการบุกรุกแล้วเป็นจำนวนมาก กินพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศพม่าประมาณ 9 กม. บริเวณพิกัด MM 8591,8592,8593,8692,8694,8792,8891,8892 ซึ่งพื้นที่ดังกล่าวเมื่อวันที่ ปี 2552 เคยมีราษฏรไทยถูกทหารพม่าจับกุมรวม 3 คน และทางการพม่าเคยทำหนังสือประท้วงเรื่องราษฏรไทยบุกรุกเข้าไปตัดไม้ทำลายป่าฝั่งพม่า
"ยุทธศักดิ์"เล็งเจรจาพม่าขอเช่าที่ดินให้คนไทยที่ถูกจับกุม
พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมคณะรัฐมนตรี ( ครม.) ว่า ได้คุยกับแม่ทัพภาคที่ 4 ซึ่งลงไปดูในพื้นที่ซึ่งได้รับคำตอบว่า ยืนยันจะให้มีการเจรจาในระดับพื้นที่ก่อน เพราะมีคณะกรรมการประสานระดับชายแดนไทย-พม่าอยู่แล้ว ซึ่งจะเจรจากันและคงจะประสบความสำเร็จมากกว่าการเจรจาในระดับสูง นอกจากนี้เจ้าหน้าที่หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 25 ก็ดำเนินการอยู่เพื่อให้คนไทยที่ถูกควบคุมคัวได้รับอิสระ ทั้งนี้ยืนยืนยันว่าในการเจรจาระดับเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาไม่นาน คงจะหาทางออกร่วมกันได้
“วันที่ 13 ก.ค.นี้ ผมจะเดินทางไปพม่าเพื่อประชุมเรื่องการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ที่พม่าจะเป็นเจ้าภาพ โดยจะใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องการขอปล่อยตัวคนไทยด้วย ขณะเดียวกันอาจจะขอเจรจาในการเช่าที่ดินในพม่า เพื่อให้คนไทยที่ได้เข้าไปปลูกยางพารา และปาล์มน้ำมันไว้แล้ว สามารถดำเนินการต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าพม่าจะเห็นแก่ความสัมพันธ์อันดีระหว่าง 2 ประเทศที่มีมายาวนาน และการเจรจาน่าจะประสบผลสำเร็จ” พล.อ.ยุทธศักดิ์ กล่าว
รอง ผวจ.ระนองเตือนชาวบ้านไม่หลงเชื่อนายหน้า
ว่าที่ ร.ต.ปฐวี ปรัตคจริยา รองผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่าจากการลงพื้นที่สอบถามข้อมูลชาวบ้าน และญาติผู้ที่ถูกทหารพม่าควบคุมตัวเนื่องจากเข้าไปบุกรุกพื้นที่ป่าในฝั่งประเทศพม่าพบว่ามีชาวบ้านหลายคนที่อาจจะโดนแก๊งนายหน้าหลอกขายที่ดิน เนื่องจากพบว่ามีการดำเนินการเป็นขบวนการ มีการเข้าไปหาชาวบ้านตามพื้นที่ต่างๆ ในขณะที่ในพื้นที่มีการโยกย้ายป้ายของทางการที่ไปติดตั้งประกาศเตือน รวมถึงป้ายประกาศของเขตอุทยานแห่งชาติฯจนทำให้ชาวบ้านเกินความเข้าใจผิด ซึ่งตนมั่นใจว่าชาวบ้านกว่าครึ่งที่เข้ามาและถูกควบคุมตัวนั้นถูกหลอกโดยขบวนการนายหน้าค้าที่ดิน และจากการประเมินตัวเลขการซื้อขายที่ดินในบริเวณดังกล่าวคาดว่าน่าจะมีเงินสะพัดกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งทางตนได้ให้ข้อคิดชาวบ้านว่าปัจจุบันนี้ที่ดินที่แห่งในโลกนี้ล้วนมีเจ้าของและราคาคงจะไม่ถูกเพียงไร่ละ 2,000 หรือ 3,000 บาท ซึ่งชาวบ้านควรที่จะฉุกใจคิดได้ นอกจากนี้กำลังเร่งให้ จนท.รวบรวมข้อมูลเพื่อนำตัวขบวนการนายหน้าหลอกขายที่ดินฝั่งประเทศพม่ามาดำเนินคดีในข้อหาหลอกลวงประชาชนให้ได้ดดยเร็ว
หอการค้าระนองยันไม่กระทบสัมพันธ์ไทย-พม่า
นางนฤมล ขรภูมิ ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศพม่า กล่าวว่า เหตุการณ์ดังกล่าว มิได้กระทบต่อการค้าชายแดนไทย-พม่า ฝั่งระนอง-เกะสองแต่อย่างใด เรื่องที่เกิดขึ้น ทหารทั้ง 2 ฝ่าย ทราบเรื่องมาก่อนหน้านี้แล้ว และหารือกันมาเป็นระยะๆ ปัญหาที่เกิดขึ้นมิใช่การเข้าไปบุกรุกปลูกสวนยางเท่านั้น แต่มีการปลูกกัญชาด้วย ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นการจัดระเบียบแนวเขตชายแดนไทยพม่า เพื่อเป็นการป้องกันปัญหามิให้เกิดขึ้นอีก เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย
ประธานหอการค้าจังหวัดระนอง กล่าวว่า หลังจากที่ได้เดินทางไปพม่าพร้อมกับผู้ประกอบการทางภาคใต้ที่เมืองย่างกุ้ง ทวาย และมะริด พบว่าขณะนี้พม่ามีการเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนอย่างเห็นได้ชัด เช่น ระบบอินเทอร์เน็ต การสื่อสาร การใช้คอมพิวเตอร์ และยังส่งเสริมให้เด็กนักเรียนเรียนรู้ภาษาไทย เพราะการค้าในอนาคต พม่าต้องติดต่อการค้ากับไทย หากมีความรู้เรื่องภาษาจะทำให้การสื่อสารเพื่อการค้าได้เปรียบมากกว่า ในการเดินทางไปเยือนพม่าในครั้งนี้ เป็นโอกาสดีที่ได้มีโอกาสคุยกับผู้ประกอบการพม่า เพื่อให้สั่งซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคจากไทย ซึ่งผู้ประกอบการพม่ามีความสนใจที่จะสั่งซื้อสินค้าจากไทยเพิ่มขึ้น
อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานตรวจลักลอบส่งก๊าซข้ามพม่า
นายวีระพล จีรประดิษฐกุล อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน พร้อมคณะเข้าตรวจสอบท่าเรือที่ 21 บ้านวังตะเคียน ต.ท่าสายลวด อ.แม่สอด จ.ตาก หลังจากได้รับรายงานว่ามีการต่อท่อเพื่อส่งก๊าซข้ามไปยังประเทศพม่าที่ จ.เมียวดี ตรงข้าม อ.แม่สอด และขณะที่ทางคณะได้ตรวจสอบพื้นที่นั้น นายสนิท เขียวมูล เจ้าของท่าเรือนำคณะเข้าตรวจบริเวณท่าเรือทั้งหมด ปรากฏว่าๆไม่พบท่อส่งก๊าซแต่อย่างใด เพียงพบมีการต่อสายยางขนาดใหญ่จากฝั่งท่าเรือไปยังแท๊งค์บรรจุน้ำมันฝั่งพม่า รวมทั้งยังมีถังน้ำมันขนาด 200 ลิตรหลายร้อยใบวางเรียงรายอยู่เพื่อรอบรรจุน้ำมันจากแท๊งค์ ซึ่งมองเห็นได้ชัดจากฝั่งไทย
กงสุลไทยประจำเวียดนามรุดช่วยเหลือนศ.ไทยถูกศาลตัดสินประหารชีวิต
นายดำรง ใคร่ครวญ รองอธิบดีกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า เวลา 14.00 น. วันที่ 10 ก.ค. กงสุลใหญ่ไทย ประจำนครโฮจิมินต์ เวียดนาม ได้รับความเห็นชอบจากทางการฝ่ายเวียดนามครั้งแรก ในการเข้าเยี่ยมนักศึกษาไทย ที่ถูกศาลเวียดนามสั่งประหารชีวิตในคดีขนยาบ้าเข้าประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน เพื่อแจ้งความประสงค์ให้ทราบว่า บิดาและมารดาต้องการให้อุทธรณ์คดีตามเวลาที่กำหนด อย่างไรก็ตามการอุทธรณ์ดังกล่าวขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนักศึกษาคนดังกล่าวเพราะถือว่าเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว



