ข่าว

'เด็จพี่'เย้ย'มาร์ค'เที่ยวอิจฉา'ปู'

'เด็จพี่'เย้ย'มาร์ค'เที่ยวอิจฉา'ปู'

10 ก.ค. 2555

'พร้อมพงศ์' ซัด 'มาร์ค' ชักศึกเข้าบ้าน แขวะเป็นผู้นำความสัมพันธ์เพื่อนบ้านแย่ อย่าเที่ยวอิจฉา ขณะที่ 'สุรพงษ์' ปัดนายกฯพบ 'ฮิลลารี' แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ ด้าน 'ภูมิธรรม' ชี้หากศาลฯตัดสินยุบพรรคปัญหาไม่จบ

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 55  นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงความกังวลต่อกรณีที่นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเป็นแขกพิเศษเพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อนักธุรกิจสหรัฐอเมริกาที่ประเทศกัมพูชา ในระหว่างการประชุมฟอรั่มธุรกิจอาเซียน หรือ us-assean business ว่า นายอภิสิทธิ์และพรรคประชาธิปัตย์มักจะใช้อคติและจินตนาการตัดสิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาล โดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง ทั้งนี้ การเดินทางไปประเทศกัมพูชาของนายกรัฐมนตรีนั้น ก็เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นหลัก ซึ่งต่างจากสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ ที่ 2 ปี 8 เดือน มีแต่ปัญหากับผู้นำของประเทศกัมพูชา เปลี่ยนสนามการค้าให้กลายเป็นสนามรบ จนคนไทยเกือบจะต้องอพยพหนีเหตุการณ์การปะทะในพื้นที่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

          ดังนั้นวันนี้ นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ควรหยุดวิจารณ์ประเภทชักน้ำเข้าลึกชักศึกเข้าบ้าน เพราะในอดีตก็ได้พิสูจน์แล้วว่า นายอภิสิทธิ์ เป็นผู้นำที่น่าจะไร้ประสิทธิภาพในการบริหารและการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งต่างจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่เดินทางไปพบผู้นำประเทศต่าง ๆ ก็เพื่อเจรจาเรื่องความร่วมมือแบบทวิภาคี ทำสนามรบให้กลับมาเป็นสนามการค้าเหมือนเดิม เพื่อสร้างความสุขให้กับประชาชนและสร้างความเจริญให้กับประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคประชาธิปัตย์มือไม่พายก็อย่าเอาเท้าราน้ำ และอย่ากล่าวหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน

          "อยากให้ นายอภิสิทธิ์ มองทุกอย่างอยู่บนประโยชน์ของบ้านเมือง ไม่ใช่มองเป็นเรื่องการเมืองไปหมด ผมขอตั้งข้อสังเกตด้วยว่า นายอภิสิทธิ์ เวลาตื่นก็พูดเรื่องการเมือง แล้วเวลาฝันยังฝันเรื่องการเมืองหรือหวังที่จะล้มรัฐบาลอยู่ทุกวันหรือไม่ ช่วงนี้ปิดสมัยประชุมสภาฯ แทนที่จะลงพื้นที่เยี่ยมเยียนประชาชน กลับมาหลอกด่ารัฐบาลเป็นรายวัน ทั้ง ๆ ที่เมื่อตัวเองเป็นผู้นำประเทศแล้วบริหารความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านไม่ได้ก็ไม่ควรที่จะมาอิจฉานายกรัฐมนตรีหญิงของประเทศไทย"

 

'สุรพงษ์' ปัด 'ยิ่งลักษณ์' พบ 'ฮิลลารี' แลกเปลี่ยนผลประโยชน์

 

          นายสุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้แสดงจดหมายเชิญจากนางฮิลลารี คลินตัน รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ส่งถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี อย่างเป็นทางการ ให้เข้าร่วมกล่าวสุนทรพจน์สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนสหรัฐอเมริกาที่เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2555 เพื่อย้ำว่าการเดินทางมากัมพูชาไม่ได้มีการแลกผลประโยชน์พลังงานในพื้นที่ทับซ้อนตามที่ฝ่ายค้านกล่าวหา เพราะนางฮิลลารีได้กล่าวเชิญด้วยวาจาในระหว่างที่ตนเองเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งในเวทีนี้นายรัฐมนตรีจะพูดถึงสิทธิบทบาทสตรีในฐานะเป็นผู้นำหญิงและแนวโน้มในการทำธุรกิจในอาเซียนในฐานะที่ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงอาเซียนรวมถึงการเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558

          นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ก็จะใช้โอกาสนี้หารือทวิภาคีกับสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชาที่เดินทางมาร่วมในเวทีนี้ด้วย โดยการหารือจะมีการหยิบยก การสร้างถนนเชื่อมโยงด่านปอยเปตเพื่อลดความแออัดของด่าน ซึ่งถูกระงับไปในรัฐบาลที่ผ่านมา เพราะกัมพูชาไม่ต้องการความช่วยเหลือ และกรณีเขื่อนไชยบุรี ที่กัมพูชาและเวียดนามในฐานะประเทศท้ายน้ำไม่สบายใจ และต้องการให้ศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมอีกครั้ง ย้ำรัฐบาลทำงานเต็มที่เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้

          นายสุรพงษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกระแสข่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศจะหยิบยก MOU ปี 42 เรื่องพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลมาพูดคุยเพื่อแบ่งผลประโยขน์ด้านพลังงานนั้น นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวยังไม่ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน และยังอยู่ในระหว่างให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของไทยทำการศึกษาว่าจะดำเนินการต่อจะเดินหน้าต่อหรือยกเลิก แต่นายกรัฐมนตรีให้นโยบายว่าอยากให้ทหารและภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะไม่ต้องการให้ฝ่ายต่าง ๆ มากล่าวหาอีกและหากจำเป็นก็ต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ทั้งนี้เห็นว่าไม่ใช่เรื่องจำเป็นรีบร้อน เพราะแม้ว่าจะตกลงกันได้ตอนนี้กว่าจะได้ใช้พลังงานก็อีกไม่น้อยกว่า 20 ปี จึงขอให้ฝ่ายค้านยุตินำเรื่องผลประโยชน์ของประเทศมาเป็นประเด็นทางการเมือง

          นายสุรพงษ์ กล่าวว่า ไม่ทราบเจตนารมณ์ของฝ่ายค้านจะยื่นตรวจสอบจริยธรรม เพราะยืนยันว่าทำตามหน้าที่ และไม่เคยพูดโดยปราศจากหลักฐาน พร้อมเตือนกลับขอให้คนที่จะยื่นตรวจสอบ ระมัดระวังตนเองให้ดี ซึ่งตนเองไม่อยากที่จะล้วงลึกรายละเอียดไปมากกว่านี้ 11 เดือน ที่ตนเป็นรัฐมนตรี ถูกโจมตีกล่าวหาจากฝ่ายค้านมาโดยตลอดแต่ตนไม่ได้คิดเหมือนที่ท่านคิด อย่าเอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน และพยายามกล่าวหาว่าคนอื่นจะนิสัยเหมือนกัน เพราะตนไม่ได้มีนิสัยเหมือนท่าน

 

'ภูมิธรรม' ชี้หาก ศาลรธน. ตัดสินยุบพรรคปัญหาไม่จบ

 

           นายภูมิธรรม เวชยชัย ผอ.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์รายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ทางสถานีโทรทัศน์ สปริงนิวส์ กรณีนายกรัฐมนตรีเรียกสมาชิกบ้านเลขที่ 111 เข้าพบว่า ได้มีการหารือกับนายกฯถึงการแก้ปัญหาบ้านเมือง และประชาชน และตนมีส่วนช่วยในนโยบายบางด้าน แต่ไม่มีหารือเรื่องการปรับครม. เพราะยังไม่มีสัญญาณจากนายกฯ แต่ฝ่ายค้านพยายามจับประเด็นเป็นรายวัน 

           ส่วนที่ศาลรธน.จะคำวินิจฉัยนั้น พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุมกัน เพราะศาลกำหนดให้ยื่นคำแถลงปิดคดีในวันพรุ่งนี้ (11 ก.ค.) และจะอ่านคำวินิจฉัยในวันที่ 13 ก.ค. ซึ่งเวลาค่อนข้างกระชั้นเร็วมาก ส่วนทิศทางจะเป็นอย่างไรนั้น ตนมองว่าวันนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ ซึ่งพรรคมองว่าศาลไม่มีอำนาจรับคำร้อง เพราะขณะนี้เป็นเพียงการแก้ ม.291 เพื่อแก้ไขรธน. แต่พฤติกรรมตาม ม.68 ยังไม่เกิดขึ้น วาระสามก็ยังไม่ผ่าน ส.ส.ร.จะเป็นใครก็ไม่รู้แล้วจะตัดสินแก้มาตราใดก็ไม่รู้ และยังได้กำหนดว่าการแก้ไขครั้งนี้ห้ามแตะต้องสถาบัน แต่เมื่อมีผู้ร้องก็ต้องดูว่าศาลจะตัดสินอย่างไร 

           เมื่อถามว่า แนวทางที่ออกมาน่าจะให้มีแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่ทั้งฉบับ ให้แก้เป็นรายมาตรา นายภูมิธรรม กล่าวว่า ถ้าจะให้บ้านเมืองเดินไป มีกรอบ เป็นเรื่องใหญ่หาข้อยุติยาก แต่หากจะเดินอย่างนี้ผลจะออกมาอย่างไร ก็ต้องมาดูว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร จะแก้รายมาตรา หรือยกคำร้อง ก็เป็นการคาดเดาของแต่ละฝ่าย แต่ไม่ว่าอย่างไรพรรคก็ไม่เสียหาย สามารถแก้รายมาตราได้ แต่หลักของเราคือ อย่าให้ผิดกรอบรัฐธรรมนูญตรงนั้นสำคัญ

           เมื่อถามว่า สถานการณ์จะเลวร้ายหากมีการยุบพรรค นายภูมิธรรม กล่าวว่า หากตัดสินอย่างนั้นก็จะฝืนความรู้สึกประชาชน เพราะยังไม่มีอะไรที่จะเป็นการล้มล้างการปกครอง และที่ผ่านมาการให้ลงประชามติรับร่างรธน.ก็ให้รับ ๆ ไปก่อน แม้แต่นายจรัญ ภักดีธนากุล ตลก.รธน.ก็แสดงตัวว่าไม่พิจารณา เมื่อเป็นเช่นนี้สังคมก็คิดว่าหลักความยุติธรรมจะอยู่ตรงไหน ไม่ควรทำอะไรที่เสี่ยงต่อความรู้สึกประชาชน เพราะปัญหาจะไม่มีวันจบ ส่วน จะถอยไม่ถอยก็แล้วแต่เรียก แต่เราพยายามแสดงให้เห็นว่าเป็นฝ่ายหลีกเลี่ยงไม่พยายามเผชิญหน้า ไม่เป็นเงื่อนไขให้เกิดอะไรขึ้น แต่หากยังฝืนไม่แคร์หลักเหตุผล คนที่รับผิดชอบก็ต้องเป็นคนอื่น 5-6 ปี ก็มากเกิน ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองก็ไม่มีจุดจบ ทุกประเทศตื่นตัวแข่งขันกันมากมาย หากประเทศไทยยังปล่อยให้ความไม่มีหลักเกณฑ์ แล้วจะได้รับการยอมรับจากนานประเทศได้อย่างไร

           "ถ้าจะให้ประเทศกลับสู่ภาวะปกติ เป็นเรื่องที่ต้องหาทางออกร่วมกัน และต้องทำให้เป็นเรื่องคนส่วนใหญ่ ไม่ใช่นักการเมือง คนบางกลุ่มกำหนดทิศทางประเทศเราอาจจะต้องปรับอารมณ์ความรู้สึกที่แตกต่างกัน เพราะความแตกต่างนำไปสู่การพัฒนา แต่อย่าทำให้คนต้องเหมือนกัน เพราะบางอย่างเป็นเรื่องที่ผิดกฎเกณฑ์กติกา"  

           ส่วนที่นายกฯ มอบให้ดูยุทธศาสตร์การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.นั้น ก็ถือเป็นภารกิจหนึ่ง เพราะระยะเวลาในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คงไม่เกินเดือน มี.ค. จึงต้องมาดูว่าความต้องการของคนกรุงเทพฯ มีอะไรบ้าง เพราะเคยชินกับผู้ว่าฯ ที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องดูว่ามีอะไรที่พอใจไม่พอใจ เพื่อให้คนกรุงได้ประโยชน์ในการที่เราเสนอตัวมาเป็นผู้ว่าฯ กทม. เราจึงต้องเสนอนโยบายที่ดีให้กับคนกรุง โอกาสที่จะได้รับความไว้วางใจก็มี ทั้งนี้ไม่หนักใจในฐานเสียง เพราะนักการเมืองมีหน้าที่ทำความเข้าใจกับประชาชน