
'มาร์ค'วอนเคารพศาลตัดสินคดีแก้รธน.
'อภิสิทธิ์' วอนเคารพคำตัดสินศาล คดีแก้ รธน. ศุกร์ 13 ก.ค.นี้ บี้ 'เฉลิม' ดูแลความเรียบร้อย กังขา 'ฮิลลารี่' เชิญ 'ปู' ร่วมประชุมที่เขมร จับตา ครม.ลักไก่ออกระเบียบ ยกเว้นจัดซื้อจัดจ้างกรณีเงินกู้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 10 ก.ค. 55 ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเรื่องร่างการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ที่อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครองว่า รัฐบาลและทุกฝ่ายต้องช่วยกันไม่ให้เกิดปัญหา ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายเคารพต่อคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ และให้ศาลทำหน้าที่ได้โดยอิสระ รวมทั้งต้องพยายามบอกผู้สนับสนุนของตัวเองให้งดเว้นการกระทำที่อาจนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะให้เกิดการปะทะกัน ซึ่ง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลสำนักงานตำรวจแห่งชาติ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ เพราะดูแลเรื่องความสงบเรียบร้อยและรับทราบเงื่อนไขทางการเมืองเป็นอย่างดี ต้องมีบทบาทในการดูแลความสงบเรียบร้อยด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ควรมีการกดดันเพื่อให้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญถอนตัวจากการเป็นองค์คณะอีก เพราะตุลาการได้มีการแสดงเจตนาและที่ประชุมก็ได้พิจารณาไปแล้ว ซึ่งคดีนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้น น่าจะเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ทำงานได้แล้ว ตนย้ำด้วยว่าอย่าไปคาดการณ์ล่วงหน้าว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร เพราะจะมุ่งกันแต่เรื่องของการเมือง ทั้ง ๆ ที่ เป็นเรื่องข้อกฎหมาย และมีข้อเท็จจริงประกอบ จึงควรให้ศาลได้ดำเนินการไป ในเมื่อพรรคเพื่อไทยก็บอกอยู่แล้วว่าในกรณีที่ถือว่าเลวร้ายที่สุดสำหรับรัฐบาลก็ไม่ได้กระทบกระเทือนกับตัวรัฐบาล ส่วนนายกฯ ที่จะเดินทางไปกัมพูชาในวันที่ศาลตัดสินนั้น คงไม่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินของศาล แต่ตัวนายกฯ ถ้าไม่มีปัญหาอะไรก็ต้องติดตามรับรู้เรื่องเหล่านี้ เนื่องจาก ครม.เป็นผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ และอย่าลืมว่าร่างของ ครม.นั้นไม่มีหมวดไหนได้รับข้อยกเว้นเลย สามารถแก้ไขได้หมด แต่กรรมาธิการฯ มาแก้ให้ดีขึ้นด้วยการลดปัญหาลง โดยห้ามไม่ให้แตะต้องหมวด 2
"ผมยังหวังว่าประเทศไทยจะผ่านเหตุการณ์นี้ด้วยความราบรื่น และอยากให้สังคมยอมรับกระบวนการเช่นนี้ บ้านเมืองก็จะลดปัญหาลง แต่ถ้าลากเอาศาล กระบวนการยุติธรรมมาสู่ความขัดแย้งก็จะทำให้ความแตกแยกขยายวงออกไปมากขึ้น ที่ผมเป็นห่วงคือยังมีความพยายามที่จะเอาเรื่องความรู้สึกของประชาชนมาอยู่เหนือข้อกฎหมาย จึงอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจบทบาทอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ถ้าบอกว่าต่อไปนี้ศาลจะตัดสินอะไรให้ฟังความเห็นประชาชนก่อน ก็เท่ากับกำลังสับสนเรื่องบทบาทอำนาจหน้าที่ของแต่ละฝ่าย จะมาอ้างว่าตุลาการ 9 คนไม่มีสิทธิมาตัดสินคนที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนนั้นเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะตุลาการไม่มีสิทธิที่จะตัดสินในเรื่องที่เป็นขอบเขตอำนาจหน้าที่ของฝ่ายบริหารอยู่แล้ว แต่ฝ่ายบริหารไม่ว่าจะมีกี่ล้านเสียงก็ไม่มีสิทธิทำผิดกฎหมาย เช่น ที่สหรัฐอเมริกา อังกฤษ หรือประเทศต้นแบบของประชาธิปไตย ก็มีคดีทำนองนี้และหลายครั้งศาลตัดสินระงับยับยั้งการกระทำของฝ่ายบริหารได้"
กังขา 'ฮิลลารี่' เชิญ 'ปู' ร่วมประชุมที่เขมร
ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร แสดงความแปลกใจต่อกรณีที่นางฮิลลารี คลินตัน รมว.ต่างประเทศ สหรัฐอเมริกา เชิญ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ไปเป็นแขกพิเศษ เพื่อกล่าวสุนทรพจน์ต่อนักธุรกิจสหรัฐอเมริกาที่ประเทศกัมพูชา ในระหว่างการประชุมฟอรัมธุรกิจอาเซียน หรือ us-assean business โดยนักธุรกิจดังกล่าว มีผู้บริหารของบริษัทเชฟรอนรวมอยู่ด้วย ว่าไม่ใช่วาระปกติ และต้องเข้าใจว่าสหรัฐอเมริกากับหลายประเทศให้ความสนใจกับทรัพยากรในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยและกัมพูชาค่อนข้างมาก และคงพยายามที่จะผลักดันในเรื่องนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลต้องระมัดระวัง ไม่ดำเนินการอะไรที่จะทำให้ประเทศเสียผลประโยชน์ เพราะเรื่องนี้มีความสลับซับซ้อนพอสมควร นายกฯ ต้องรู้ว่าผลประโยชน์ของประเทศอยู่ตรงไหน
"ที่น่าห่วงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประกาศชัดเจนว่า ตัวเองมีความสนใจที่จะลงทุนเรื่องธุรกิจพลังงานและพื้นที่บริเวณนี้ ดังนั้นนายกฯ ต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนด้วยการทำทุกอย่างด้วยความโปร่งใส ความจริงหลายคนก็แสดงความแปลกใจ ถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปครั้งนี้ เพราะเป็นเรื่องที่สหรัฐพานักธุรกิจไปที่กัมพูชา"
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนยังเป็นห่วงท่าทีรัฐบาลไทยที่นิ่งเฉยต่อการประท้วงของกัมพูชา ในกรณีกล่าวหาว่าทหารไทยละเมิดคำสั่งศาลโลกในพื้นที่ปลอดทหาร เนื่องจากเกรงว่ากัมพูชาอาจนำประเด็นดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ในคดีปราสาทพระวิหารที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลโลก โดยเห็นว่า กระทรวงการต่างประเทศต้องขยันที่จะชี้แจงเรื่องการดำเนินการของฝ่ายไทย ไม่เช่นนั้นประชาคมโลกหรือแม้แต่ศาลอาจจะเข้าใจผิด เพราะกัมพูชาคงพยายามที่จะทำให้เกิดความรู้สึกว่าฝ่ายไทยไม่ดำเนินการตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของศาล
ดังนั้นรัฐบาลโดยเฉพาะกระทรวงการต่างประเทศและนายกรัฐมนตรีต้องเอาจริงเอาจังในการปกป้องตรงนี้ เนื่องจากการต่อสู่คดีเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากกัมพูชานำเรื่องนี้ไปใช้ประโยชน์ แต่รัฐบาลไทยไม่มีปฏิกริยาต่อเรื่องนี้ ก็จะทำให้เกิดความเสียเปรียบได้ จึงเห็นว่าไทยต้องแสดงออกทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการแจ้งฝ่ายกัมพูชา หรือการให้ข่าวเพื่อให้ประชาคมโลกได้รับทราบข้อเท็จจริงด้วย ทั้งนี้เห็นว่าการที่นายกรัฐมนตรีจะเดินทางไปกัมพูชา ก็น่าจะใช้โอกาสนี้หารือกับผู้นำกัมพูชาเพื่อยืนยันถึงท่าทีของประเทศไทย เพราะรัฐบาลก็อ้างเสมอว่า มีความสัมพันธ์พิเศษกับกัมพูชาจึงควรใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อชาติ แต่ที่ผ่านมายังไม่เห็นว่าจะใช้ความสัมพันธ์นี้เพื่อคลี่คลายปัญหาไปในทางที่จะไม่กระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากการให้ความช่วยเหลือที่กัมพูชาให้กับผู้สนับสนุนรัฐบาลหรือกลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น
จับตา ครม.ลักไก่ออกระเบียบ ยกเว้นจัดซื้อจัดจ้างกรณีเงินกู้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ยืนยันจะกู้เงินในกรอบ 2 ล้านล้านบาทว่า อยากให้ทางรัฐบาลไปศึกษาเรื่องระบบงบประมาณและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญรวมทั้งหลักการในเรื่องการเงินการคลังให้ดี ความพยายามที่จะใช้การกู้เงินเพื่อเลี่ยงระบบการจัดซื้อจัดจ้าง โดยอ้างเพื่อความสะดวกรวดเร็ว แต่ว่าขาดการตรวจสอบ ขาดความโปร่งใส และยังทำให้ตัวเลขทางการเงินการคลังมีความสับสน ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า เพราะว่าตัวระเบียบยังไม่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เนื่องจากเพิ่งมีมติ ครม.เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว แต่คิดว่าไม่น่าจะถูกต้อง ซึ่งตนเป็นห่วงว่าจะเป็นการเปิดช่องทำให้มีการทุจริตมากขึ้น เพราะเดิมก็มีข่าวอยู่แล้วว่าหลายโครงการในระบบงบประมาณเดินช้า เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องหวังว่าจะไปใช้เงินกู้แทน และสามารถที่จะทำให้ไม่มีความเข้มงวดกวดขันในเรื่องของระเบียบได้
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ไม่ใช่สถานการณ์ที่จะอยู่ในความประมาท เพราะฉะนั้นหนี้สาธารณะก็มีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่ยังไม่ทราบว่าวันข้างหน้าจะมีความจำเป็นที่จะต้องใช้จ่ายเงินเพื่อรองรับวิกฤตอย่างไร รัฐบาลไม่ควรคิดแต่จะใช้เงินมาก ๆ และใช้แบบง่าย ๆ โดยไม่มีการตรวจสอบ ตนจึงเห็นว่ารัฐบาลควรจะทบทวนงบประมาณในโครงการที่ไม่เกิดผล เพื่อสะสมกำลังเอาไว้รองรับวิกฤตที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะในขณะนี้ยอดคนว่างงานในภาคการก่อสร้างที่ได้รับผลกระทบจากค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทก็พุ่งสูงถึงกว่า 1 หมื่นรายแล้ว รัฐบาลจะต้องมีมาตรการที่เป็นรูปธรรมมารองรับ การไปพูดถึงแต่เรื่องการใช้จ่ายเงินหลายแสนล้าน สุดท้ายเงินเหล่านั้นก็จะถูกใช้ไปในไม่กี่โครงการตามแนวคิดของรัฐบาล แต่ไม่ส่งผลให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ลงลึกไปถึงประชาชนอย่างแท้จริง



