
อนาคตบ้านเมือง
อนาคตบ้านเมือง : เลียบค่าย โดยชัยกร ใบเงิน
เมื่อปี 2551 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กลายเป็นจำเลยสังคม จากสาเหตุการใช้กำลังเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมจนมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากมาย
ขณะที่กลุ่มคนเสื้อเหลืองพยายามเข้ากดดันปิดล้อมรัฐสภา ไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เครือญาติอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร แถลงนโยบาย
ผลที่ตามมาคือ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ขณะนั้น ในฐานะผู้รับผิดชอบตามอำนาจหน้าที่และต้องยับยั้งไม่ให้เหตุการณ์ลุกลาม ถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดตามมาตรา 157 พร้อมกับ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว อดีตผบช.น. เจ้าของพื้นที่
จนป่านนี้เรื่องยังคาราคาซังอยู่
มาถึงวันนี้สถานการณ์บ้านเมืองมีโอกาสเดินเข้าสู่จุดวิกฤติแบบนั้นอีกครั้ง แม้เงื่อนไขและกลุ่มคนจะแตกต่างกัน แต่โอกาสที่เกิดการชุมนุมใหญ่มีได้ตลอดเวลาจากท่าทีแข็งกร้าวของคนเสื้อแดงและกลุ่มพันธมิตร
ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ได้นัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 13 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ กรณีการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ว่าเข้าข่ายล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่
ถึงขนาดบางคนยังเอาวันนัดศุกร์ที่ 13 ไปโยงอาถรรพณ์อัปมงคงสารพัด
ท่ามกลางข้อกังขามากมายตั้งแต่เรื่องอำนาจในการยื่นเรื่องต่อศาล จนถึงความชอบธรรมของคณะตุลาการ ที่บางคนมีส่วนได้ส่วนเสียเนื่องจากเป็นคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 ด้วยเช่นกัน
ไม่ว่าผลวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะออกมาทิศทางใด ประเด็นที่ทุกฝ่ายต้องขบคิดหาทางออกคือ ทำอย่างไรบ้านเมืองเราจะเดินไปข้างหน้าได้
โอกาสการปรองดองจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่
เนื่องเพราะวังวนของปัญหายังคงเป็นรูปแบบเดิมคือ พรรคเพื่อไทยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และพรรคฝ่ายค้านต่อต้านอดีตนายกฯ
ฝ่ายรัฐบาลมีกองกำลังคนเสื้อแดงเป็นตัวขับเคลื่อนภาคประชาชน ส่วนฝ่ายต่อต้านยังคงเป็นกลุ่มพันธมิตรและมวลชนคนเสื้อหลากสี
จะผิดกับการชุมนุมเมื่อปี 2551 ก็ตรงที่ครั้งนี้มีกองกำลังทั้งสองฝ่ายที่พร้อมเผชิญหน้ากันตลอดเวลา ยังไม่นับรวมมือที่สาม ซึ่งพร้อมสร้างสถานการณ์ความรุนแรงได้ตลอดเวลา
รัฐบาลต้องไม่ทำให้สถานการณ์เดินหน้าไปถึงจุดนั้นเพราะคนส่วนใหญ่ของประเทศเริ่มเบื่อกับความเห็นแก่ได้ของกลุ่มการเมือง
ถ้าเริ่มมีเสียงเรียกร้องขออำนาจพิเศษมาล้างบางนักการเมืองเมื่อไร สตช.จะมีคดีให้ทำมากมายท่ามกลางความสะใจของใครหลายคน
เวลานั้นคงไม่มีตำรวจคนไหนเลือกอยู่ข้างนักการเมืองแน่นอน!!



