ข่าว

'ปู'รอฟังผลศาลตัดสินปมแก้รธน.ที่เขมร

'ปู'รอฟังผลศาลตัดสินปมแก้รธน.ที่เขมร

09 ก.ค. 2555

'ปู'ลั่นไม่เสียสมาธิทำงาน รับศุกร์นี้ไปกัมพูชาตามคำเชิญ 'ฮิลลารี่' ขอฟังคำวินิจฉัยศาลรธน.ที่โน่น พริ้วบอกหากปรับ ครม.เมื่อไรจะแจ้งให้ทราบ 'เพื่อไทย' คาดคำพิพากษาออกสองแนว ยกคำร้อง-ยื่นร่างใหม่'ด้าน'มาร์ค'วอนกองเชียร์เลิกจุ้นศาลวินิจฉัย

               9 ก.ค.55 น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ตนภารกิจจะเดินทางไปเยือนประเทศกัมพูชาในวันศุกร์ที่ 13 ก.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยกรณีรับคำร้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291  เป็นการล้มล้างการปกครองตาม มาตรา 68 หรือไม่ ส่วนตนห่วงสถานการณ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการวินิจฉัยฯนั้น ก็อย่างที่บอกว่า เราเองก็ต้องทำหน้าที่ทำงาน โดยไม่เสียสมาธิ ก็เป็นภารกิจปกติก็ต้องดำเนินไปก็ต้องรอฟังผลจากทางต่างประเทศ

               “ไปกัมพูชาในฐานะที่เป็นแขกของทางด้านสหรัฐอเมริกา นางฮิลลารี่ คลินตัน ในการที่จะพูดคุยกับนักธุรกิจของสหรัฐอเมริกาก็ถือโอกาสไปเยือนทางด้านของกัมพูชาด้วย”นายกฯ กล่าว

               ผู้สื่อข่าวถามว่า มีสัญญาณอะไรผิดปกติหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ยิ้มแล้วกล่าวว่า “ไม่ทราบค่ะก็ทำงานตามปกติค่ะ”

 

พริ้วบอกหากปรับครม.เมื่อไรจะแจ้งให้ทราบ

               เมื่อเวลา 13.00น. นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าหากมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.)จะนั่งควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอีกตำแหน่ง โดยนายกฯยิ้มแล้วตอบคำถามว่า “เอาข่าวมาจากไหนค่ะเนี่ย ไม่ทราบเลย” ส่วนจะปรับครม.หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ยังเลยค่ะ มีเมื่อไรจะแจ้งให้นะคะ”

                ผู้สื่อข่าวถามว่า ขณะนี้รัฐมนตรีทุกคนยังทำงานไปได้หรือต้องปรับอะไรไหม นายกฯ กล่าวว่า วันนี้ทุกคนไม่ว่ายังไงก็ต้องทำงานตราบใดที่ยังปฏิบัติหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่

                เมื่อถามว่า 1 ปี จะประเมินผลงานรัฐมนตรี หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ติดตามงานไปเรื่อยๆอยู่แล้ว แน่นอนครบ 1ปี ก็ต้องประเมินผลอยู่แล้ว

                อย่างไรก็ตาม เมื่อถามว่า ใช้หลักการอะไรในการปรับครม. น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ความเหมาะสม ผลงาน เนื้องานแล้วก็ภาพรวมด้วย ซึ่งต้องดูทางด้านของการที่มีผลงานและเรื่องความเหมาะสมของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งด้วยว่าเป็นอย่างไร

                เมื่อถามว่า บ้าน 111 ที่รออยู่ต้องรออีกนานไหม นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบค่ะ ยังไม่ทราบว่าจะปรับเมื่อไรถ้าปรับเมื่อไรจะแจ้งให้ทราบนะคะ

 

 

"เพื่อไทย" คาดคำพิพากษาออกสองแนว  "ยกคำร้อง-ยื่นร่างใหม่"

                นายอุดมเดช รัตนเสถียร ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ภายหลังร่วมประชุมกับทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยเพื่อเตรียมความพร้อมถึงการแถลงปิดคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญในวันพุธที่ 11 ก.ค.ว่า ทีมกฎหมายที่มีนายชูศักดิ์ ศิรินิล เป็นหัวหน้าทีม ได้หารือถึงสิ่งที่ฝ่ายผู้ถูกร้องได้ไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 6 ก.ค. ซึ่งมีบางเรื่องที่อาจจะต้องชี้แจงให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ในคำแถลงปิดคดีนั้นในส่วนของประธานสภาฯ จะมอบให้สภาฯ เป็นผู้เขียนคำแถลงปิดคดี ส่วนรัฐบาลจะมอบให้คณะกรรมการกฤษฎีกาไปดำเนินการ ขณะที่พรรคเพื่อไทยจะให้ทีมกฎหมายของพรรคเป็นผู้เขียนคำแถลงปิดคดี โดยในวันที่ 10 ก.ค.ทีมกฎหมายของพรรคจะหารือกันอีกครั้งเพื่อสรุปแนวทางการเขียนคำแถลงปิดคดี อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเราจะเขียนคำแถลงปิดคดีได้ดีแค่ไหน แต่ถ้าเขาตั้งใจที่จะทำอะไรอยู่ก็คงจะไปแก้ไขอะไรไม่ได้

                นายอุดมเดช กล่าวต่อว่า ทีมกฎหมายยังวิเคราะห์แนวทางการตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญด้วยว่า น่าจะออกมาใน 3 แนวทางคือ 1.ให้ยกคำร้องเพราะไม่เข้าข่ายการกระทำความผิดตาม มาตรา 68 ส่วนแนวทางที่ 2.คือ ไม่สามารถแก้ได้ทั้งฉบับตามมาตรา 291 โดยให้ไปยกร่างใหม่เป็นรายมาตรา และ3.เข้าข่ายกระทำความผิดตาม มาตรา 68 และให้มีการยุบพรรค ซึ่งทีมกฎหมายวิเคราะห์แล้วว่าไม่น่าจะออกมาในแนวทางที่ 3 เพราะจะเป็นการฝืนกระแสสังคมที่รุนแรงเกินไป ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลน่าจะออกมาในแนวทางที่ 1 หรือ 2 ดังนั้นแนวทางที่รุนแรงที่สุดแล้วก็คือแนวทางที่ 2 ซึ่งหากผลออกมาในแนวทางที่ 2 จริงๆ ส่วนตัวเชื่อว่าจะกลายเป็นผลดี เพราะจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญยิ่งรวดเร็วมากขึ้นเพราะไม่ต้องมีการตั้ง สสร.แล้ว โดยให้ สส.และสว.ไปยื่นร่างแก้ไขเป็นรายมาตรามาใหม่ ซึ่งจะทำให้ใช้เวลาเร็วขึ้น อย่างน้อยเร็วขึ้นอีก 8 เดือนกว่า ดังนั้นใครที่คิดจะค้านก็จะค้านไม่ได้แล้ว แต่แนวทางนี้ก็อาจจะถูกคัดค้านอีกว่าไม่มีการทำประชามติจากประชาชน ซึ่งตรงนี้ถ้าเปรียบเทียบกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐบาลชุดที่แล้วที่มีการแก้ไขในประเด็นของเขตเลือกตั้งก็ไม่มีการทำประชามติจากประชาชนด้วยเช่นกัน 

                นายอุดมเดช กล่าวต่ออีกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้แสดงความเห็นใดๆ ในเรื่องนี้ และพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้กังวลว่าจะถูกยุบพรรค แต่สิ่งที่กังวลคือปัญหาการยอมรับของสังคมต่อตัวองค์กรต่างๆ เหล่านี้มากกว่า

                ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า หากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญออกมาในแนวทางใดก็จะเกิดความรุนแรงแก่บ้านเมืองนั้น นายอุดมเดชกล่าวว่า สิ่งที่ พล.อ.ชวลิต พูดนั้น สอดคล้องกับความเห็นของ นายจาตุรนต์ ฉายแสง สมาชิกพรรคเพื่อไทยที่บอกว่า ไม่ว่าคำวินิจฉัยของศาลจะออกมาบวกหรือลบก็จะเกิดปัญหาต่อคำวินิจฉัยของศาลอยู่ดี แต่ส่วนตัวมองว่าคงไม่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงถึงขั้นนั้น ทั้งนี้ น่าดีใจที่นายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวกรณีที่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอาจจะออกมาด้วยคะแนนเสียง 4 ต่อ 4 ว่า เรื่องยังไม่เกิด อย่าพึ่งไปตระหนกตกใจ ซึ่งถือว่าน่าดีใจ  เพราะคำร้องของฝ่ายผู้ร้องนั้นก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นทั้งสิ้น

 

“มาร์ค” วอนกองเชียร์เลิกจุ้นศาลวินิจฉัย

                นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี  ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุติการวินิจฉัยเรื่องการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าข่ายล้มล้างการปกครองหรือไม่ว่า  ขณะนี้ทุกฝ่ายควรจะให้ศาลทำหน้าที่และยอมรับกระบวนการของศาล ยอมรับระบบ ไม่ควรไปคาดคะเนว่า เรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องที่ศาลต้องพิจารณาไปตามข้อกฎหมาย และการไต่สวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยโปร่งใส มีการนัดแถลงปิดคดี ดังนั้นตนคิดว่าต้องรอให้ศาลทำหน้าที่ให้ดีที่สุด ไม่ควรไปสร้างความสับสนและเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆมากไปกว่านี้

                นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุศาลต้องวินิจฉัยตามความรู้สึกของประชาชน และสถานการณ์ทางการเมืองนั้น ตนไม่ทราบเรียนกฎหมายตำราไหน ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการของกฎหมายอยากเตือนว่าเมื่อปี 2544 ตอนที่มีคดีซุกหุ้นพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ก็มีความพยายามใช้วิธีการ กดดันอย่างนี้แล้วบอกว่าต้องใช้หลักรัฐศาสตร์บ้าง มีการไปล้อมศาลบ้าง สุดท้าย ก็มีคำวินิจฉัยออกมา ซึ่งต่อมาเห็นได้ชัดถึงความไม่ชอบมาพากลหลายเรื่อง และมาวันนี้เริ่มมีคนวิเคราะห์กลับไปแล้วว่า นั่นคือจุดเริ่มต้น ที่มาของวิกฤตทั้งหมด ดังนั้นไม่ควรทำผิดซ้ำสอง ทั้งนี้หากมีการอ้างว่าศาลตัดสินฝืนกระแสจะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นนั้น ถ้า ร.ต.อ.เฉลิม ทราบข่าวก็ควรไปดำเนินการป้องกัน ไม่ให้เกิดขึ้น  เพราะเป็นความรับผิดชอบ ส่วนที่มีการประกาศจะใช้มวลชนข่มขู่ว่าจะมีการเคลื่อนไหวเป็นแสนนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ควรมี ทุกฝ่ายควรสนับสนุนให้ศาลทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาเพราะเรา

              “ไม่ทราบว่าศาลจะวินิจฉัยอย่างไร และ ร.ต.อ.เฉลิม พูดเองว่า ผลออกมาอย่างไรก็ไม่กระทบกระเทือนรัฐบาลดังนั้น ก็ไม่ต้องไปวิตกกังวลอะไร ทั้งนี้เห็นว่าไม่ควรไปกดดันศาลเพราะมีคนจำนวนมาก ที่เป็นกำลังใจให้ศาลและทุกฝ่ายสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเที่ยงตรงได้ ถือเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาลอยู่แล้ว โดยเฉพาะร.ต.อ.เฉลิมที่รับผิดชอบด้านความมั่นคง พูดอย่างนี้ยิ่งเป็นความรับผิดชอบว่าต้องดูแลไม่ให้เกิดปัญหาขึ้น  และการพูดอย่างนี้ก็คงจะหวังผลแต่ผมคิดว่าทุกฝ่าย คงจะต้องช่วยกันยืนยันว่า เราควรให้ทุกคนสามารถทำหน้าทีได้อย่างอิสระตรงไปตรงมา”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

               เมื่อถามว่า มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่เพราะในวันที่ 13 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญจะตัดสินคดีดังกล่าว โดยในวันดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เดินทางไปกัมพูชานั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่าตนไม่ทราบรายละเอียดกำหนดการ แต่อย่างที่เคยชี้มาตลอดเวลา ว่ายุทธศาสตร์ของเขาคิดไม่ให้นายกฯมายุ่งเกี่ยวเรื่องเหล่านี้เลย