ข่าว

'สุกำพล'ชี้มีปัญหาอย่างเดียวคือองค์กรกลาง

'สุกำพล'ชี้มีปัญหาอย่างเดียวคือองค์กรกลาง

09 ก.ค. 2555

เปิดใจ "สุกำพล" ชี้องค์กรอิสระที่ไม่เป็นกลางสร้างปัญหาให้บ้านเมือง ย้ำอยากให้เพื่อนรัก "ทักษิณ" กลับบ้าน พร้อมเผยกลยุทธ์มัดใจผู้นำเหล่าทัพ จนมั่นใจว่า ต่อให้เอาปืนจ่อหัวก็ไม่มีใครกล้าปฏิวัติ เล็งปรับโครงสร้างกองทัพลด "พลเอก" ส่งเสริมผลิตอาวุธใช้เอง

              ใกล้ครบขวบปีของรัฐนาวา "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" กระแสปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) เริ่มดังกระหึ่มท่ามกลางข่าว "นายกฯ ปู" ขอตรวจการบ้าน ให้คะแนนผลงานรัฐมนตรีกันรายตัว และหนึ่งในรัฐมนตรีที่มีชื่อติดโผถูกปรับออก ก็คือ พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งไม่แน่ชัดว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อเตะตัดขา หรือเป็นเพราะไม่มีกลุ่มมุ้ง ส.ส.ในพรรคคอยสนับสนุน   
              ทั้งๆ ที่ผลงานการบริหารจัดการกระทรวงกลาโหมของ พล.อ.อ.สุกำพล ต้องยอมรับว่าอยู่ในระดับดี ทำให้ช่องว่างระหว่างกองทัพกับรัฐบาลลดลงอย่างเห็นได้ชัด   
              "คม ชัด ลึก" ได้มีโอกาสพูดคุยแบบยาวๆ ในบรรยากาศสบายๆ กับ พล.อ.อ.สุกำพล ซึ่งเจ้าตัวก็ตอบทุกคำถาม ทั้งประเด็นร้อน "นาซา" ที่เพิ่งจบลงไป สถานการณ์การเมืองที่ยังลูกผีลูกคน และอนาคตของตัวเขาเองใน ครม.ที่ยังไม่มีความแน่นอน  
              สิ่งหนึ่งที่ พล.อ.อ.สุกำพล เน้นย้ำด้วยความมั่นใจก็คือ ทหารในบังคับบัญชาของเขา...ไม่มีใครกล้าปฏิวัติ! และอุบัติเหตุทางการเมืองจากทหารจะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีกแน่ แต่สิ่งที่ไม่แน่นอนกลับเป็นองค์กรอิสระที่มีอำนาจและเหมือนจะจับจ้องจัดการรัฐบาล

เลิกกลัวเงา-ให้ทักษิณกลับ
                 ในฐานะที่เป็นอดีตนักเรียนเตรียมทหารรุ่น 10 (ตท.10) เพื่อนร่วมรุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งวันนี้คือกุญแจสำคัญที่จะชี้ชะตาบ้านเมืองให้สงบหรือลุกเป็นไฟ พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่าทางออกที่ดีที่สุดคือเปิดโอกาสให้เพื่อนรักของเขากลับเมืองไทยโดยไม่ติดคุก   
              "ให้เพื่อนผมกลับมาเมืองไทยสิ แล้วจะเอาอย่างไรก็ว่ามา ไม่ใช่ให้ไปอยู่เมืองนอก"   
              ถามว่ามีช่องทางไหนพา พ.ต.ท.ทักษิณ กลับได้บ้าง พล.อ.อ.สุกำพล หัวเราะพร้อมกับกล่าวว่า ให้กลับมาติดคุกเขาก็ไม่เอา เขาบอกอยู่นี่ว่าเขาไม่ผิด   
              "เมียซื้อที่ให้สามีเซ็นแล้วบอกว่าผิด แค่นี้โดนคุก 2 ปี ถามว่าเจ้าหน้าที่ที่รับจดทะเบียนที่ดินไม่รู้จักหรือว่าคนที่ซื้อมีสามีชื่ออะไร แล้วทำไมถึงรับจดทะเบียน ถ้าผิดก็ต้องรู้ตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว และถ้าองค์กรศาลมีความยุติธรรมจริง เขาก็จะกลับมาสู้คดี"  
              พล.อ.อ.สุกำพล ย้ำว่า พ.ต.ท.ทักษิณ อยากกลับประเทศไทยมาก และไม่เข้าใจว่าเหตุใดบางฝ่ายจึงกลัวการกลับมาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่เป็นแค่คนคนเดียว
              "เขาคงคิดว่าถ้ากลับมาแล้วท่านจะทำให้มวลชนของเราเข้มแข็งขึ้น ซึ่งเขาไม่ต้องการ ขนาดไม่มายังขนาดนี้ ถ้ามาจะขนาดไหน" (หัวเราะ)   
              เมื่อถามถึงบทบาทของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ที่พลิกจากหัวหน้าคณะรัฐประหารมาเป็นหัวขบวนปรองดอง พล.อ.อ.สุกำพล ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น    
              "ผมไม่เคยคุยกับบิ๊กบัง (พล.อ.สนธิ) แกเห็นผมแกก็หนีๆ นะ แต่บิ๊กบังก็เป็นลูกผู้ชายคนหนึ่งที่ทิ้งเศษกระดาษเอาไว้แล้วเดินกลับมาเก็บ สิ่งที่ท่านทำถือว่าเป็นบวก และเป็นสิ่งที่ดี"

รีดไขมันกองทัพ
              ภารกิจสำคัญที่ พล.อ.อ.สุกำพล กำลังทำอยู่อย่างขะมักเขม้น ก็คือการปรับโครงสร้างกองทัพเพื่อรีดไขมันส่วนเกินให้เป็นกองทัพ "จิ๋วแต่แจ๋ว" เพราะเหล่าทัพไทยมีกำลังพลมหาศาล กองทัพบก 3 แสนนาย กองทัพเรือ 8.5 หมื่นนาย และกองทัพอากาศ 4.5 หมื่นนาย   
              "ผมเป็นทหารมาก่อนก็รู้ว่ากองทัพของเราอุ้ยอ้าย ถึงวันนี้กองทัพต้องเล็กลง เมืองนอกเขาเสร็จสงครามทีก็ปรับโครงสร้างกองทัพกันที แต่ของเราไม่ค่อยมีการปรับ บ้านเราไม่เหมือนฝรั่ง อยู่กันได้ก็อยู่กันไป"     
              ทั้งนี้ ปัญหาใหญ่ที่สุดของกองทัพในสายตาของ พล.อ.อ.สุกำพล ก็คือ "หัวโตตัวเล็ก" ฝ่ายบังคับบัญชามีมากเกินไป    
              "บ้านเราเป็นวัฒนธรรม นายหาที่ให้ลูกน้อง ปกตินายให้อะไรก็ภูมิใจผู้ให้ ถูกใจผู้รับ แต่การทำแบบนี้สวนทาง คนไม่ค่อยชอบ การปรับโครงสร้างจึงเป็นเรื่องเหนื่อย ก็ต้องเดินสายคุย ถ้าเป็นอเมริกาทำง่าย ยุบหน่วยแล้วถ้า 50 คนต้องออกก็ยื่นซองขาวเลย แต่ของเราทำไม่ได้ แต่ผมมีหลักการอยู่ กองทัพก็รู้ปัญหาของตัวเองดี ก็ต้องทำโครงสร้างให้เหมาะกับการบริหารงานบุคคล เหล่าทัพก็ยอมรับว่ากองทัพอุ้ยอ้าย แต่ไม่ค่อยอยากให้ปรับ (หัวเราะ) สิ่งที่ทำอยู่แล้วก็ยังต้องทำต่อไป เช่น เออร์ลี่รีไทร์เมนท์"

วิธีการของ พล.อ.อ.สุกำพล คือศึกษาอดีต เพื่อเป็นบทเรียนของปัจจุบัน    
              "ก็ดูสิ่งที่เคยทำมาแล้ว สมัย พล.อ.ชวลิต (ยงใจยุทธ อดีตผู้บัญชาการทหารบก) ทำไมถึงไม่สำเร็จ ก็เอามาดู แล้วก็ดูหน่วยงานอื่น เช่น อัยการ ศาล ผมก็ได้มอบนโยบายไปให้เหล่าทัพไปพิจารณาว่าจะทำได้แค่ไหน ไปสร้างภาพที่อยากจะเห็นมา แล้วกำหนดว่าจะใช้ระยะเวลาเท่าไรถึงจะไปยังจุดนั้นได้ แต่อย่าไปตกใจกับภาพที่เราตั้งไว้เป็นเป้าหมาย อาจจะมีไขมันนิดหน่อยได้ เอาแบบไทยๆ เพราะในอนาคตก็เอาไขมันออกได้"   
              "ยกตัวอย่าง หัวหน้าฝ่าย เสธ.ของผม ตอนนี้ยศพลเอก ก็มาตั้งเป้าว่าถ้าจะให้เอาแค่พลตรีใช้เวลากี่ปี อาจจะ 5 ปีลดเหลือพลโท 8 ปีเป็นพลตรี ก็ทำเป็นขั้นๆ ไป แต่ถึงที่สุดแล้วต้องเป็นพลตรี เพราะหัวหน้าฝ่าย เสธ.เป็นพลตรีก็พอแล้ว"   
              อย่างไรก็ตาม พล.อ.อ.สุกำพล ย้ำว่า การปรับโครงสร้างกองทัพจะต้องไม่ทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลง   
              "ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหาภาคใต้ ภารกิจป้องกันชายแดนต้องทำได้เหมือนเดิม คือภารกิจคืออะไรก็ตาม เมื่อปรับโครงสร้างแล้วยังต้องรับได้เหมือนเดิมทั้งหมด แต่เมื่อกำลังพลลดลงแล้ว งบประมาณต้องไม่ลดตามนะ ต้องเกลี่ยไปใช้ในภารกิจอย่างอื่นที่จำเป็น เช่น จัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัย"

หนุนจับมือเอกชนผลิตอาวุธ  
              เมื่อพูดถึงการจัดซื้อยุทโธปกรณ์ รัฐมนตรีกลาโหมผู้นี้มีไอเดียในการจัดหาอาวุธแตกต่างจากผู้นำทางทหารคนอื่นๆ ที่ส่วนใหญ่มักใช้วิธีตั้งโครงการจัดซื้อจากต่างประเทศอย่างเดียว   
              "อย่างรถเกราะลำเลียงพล บีทีอาร์ (รถหุ้มเกราะ) เราซื้อจากยูเครน ตอนนี้ยังเพิ่งได้แค่กรมเดียว ยังขาดอีก 2 กรม ก็ได้ปรึกษากับหลายๆ ฝ่ายว่าทำเองได้หรือไม่ เรามีสถาบันเทคโนโลยีการป้องกันประเทศ เป็นองค์การมหาชน รถหุ้มเกราะ 200 คันเราน่าจะทำได้ เราก็ดูว่าบ้านเราทำอะไรเองได้บ้าง เช่น ล้อ ประตู แล้วก็อาจจะให้สถาบันฯ จับมือกับเอกชน เพื่อลงทุนร่วมกันแล้วออกแบบสร้างรถต้นแบบออกมา"   
              พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า กองทัพบกในฐานะผู้ใช้ ก็จะทำหน้าที่ทดสอบและทดลองใช้งาน   
              "ถ้ากองทัพบกพอใจก็จัดซื้อจากที่เราผลิตเอง ผมคิดว่าอย่างนี้ขอเงินรัฐบาลซื้อในประเทศรัฐบาลก็น่าจะโอเค ส่วนบริษัทเอกชนที่ร่วมกันผลิตก็ยังสามารถขายให้ต่างประเทศได้ด้วย ถ้าในประเทศใช้ ก็จะเป็นตัวการันตีว่าน่าจะขายต่างประเทศได้"   
              นอกจากนี้ยังสั่งการให้ทุกเหล่าทัพไปวางแผนหาทำเลเพื่อจัดทำโซลาร์เซลล์ผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งโครงการนี้ได้เริ่มดำเนินงานไปแล้ว หากผลิตกระแสไฟฟ้าได้จนเหลือใช้ ก็จะส่งขายให้กับทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตต่อไป

ซัดใช้"เอกสารเก่า"ค้านนาซา                
ในทางการเมือง พล.อ.อ.สุกำพล เพิ่งตกเป็นเป้าโจมตีจากกรณีผลักดันโครงการสำรวจการก่อตัวของเมฆที่มีผลต่อสภาพภูมิอากาศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งสหรัฐอเมริกา หรือ นาซา ขอใช้สนามบินอู่ตะเภาเพื่อการนี้ แม้ในทางปฏิบัติ โครงการดังกล่าวต้องถือว่าพับไปแล้ว แต่ประเด็นที่ถูกโจมตีดูจะยังค้างคาอยู่ในใจของรัฐมนตรีกลาโหม โดยเฉพาะข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ที่ระบุว่าเหล่าทัพในบังคับบัญชาของเขาแสดงความเป็นห่วงผลกระทบด้านความมั่นคง 
              "นั่นมันเอกสารจากการประชุมครั้งแรกๆ ช่วงที่ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน ทำให้มีการแสดงความเป็นห่วง ผมไม่รู้ว่าเรากลัวอะไรกัน แผนที่ประเทศไทยฉบับแรกสหรัฐก็เป็นคนทำให้ เขารู้หมด ขึ้นบินดูหมด ฉะนั้นอย่ามาพูดเลยเรื่องจารกรรม"    
              "เรื่องเอกสารรายงาน ลองดูเปเปอร์สภาพัฒน์สิ เขาจะเขียนว่าเห็นด้วยเฉยๆ ไม่ได้ ต้องมี 'แต่' ทุกฉบับ ทุกครั้งจะเป็นแบบนี้ ยืนยันว่าความเห็นของทุกหน่วยงานไม่มีคำว่า 'ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง' นาซามีเครื่องบินมาแค่ 3 ลำจะส่งผลได้อย่างไร แต่เมื่อเป็นอย่างนี้ ความร่วมมือก็หายไป แล้วบอกว่าจีนกังวล จีนมาเยือนไทย ผู้บัญชาการทหารของจีนมาไม่เห็นถามอะไรเลย ผมก็รออยู่ว่าจะถามหรือเปล่า"

อย่าดูถูกคนไทยด้วยกัน  
              ส่วนโครงการที่ต่อเนื่องกันอีกโครงการซึ่งอาจเป็นชนวนของปัญหาการเมืองอีกระลอก คือการจัดตั้งศูนย์บรรเทาภัยพิบัติและการช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรม หรือเอชเอดีอาร์นั้น พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของกระทรวงการต่างประเทศ แต่ไม่ใช่ bilateral (ความร่วมมือของ 2 ประเทศ) เพราะเป็นความร่วมมือหลายประเทศ    
              "ถ้าจีนเข้ามาร่วมด้วยก็ยิ่งดี แต่ต้องถือขั้นตอนปฏิบัติเดียวกัน ถือกติกาเดียวกัน อาจจะมีศูนย์ส่วนหน้าอยู่ที่อินโดนีเซียและมีศูนย์หลักอยู่ที่ไทย แต่ไม่ว่าใครจะเข้ามาต้องมีแนวปฏิบัติ มีขั้นตอนปฏิบัติร่วมกันที่เข้าใจตรงกัน แล้วก็ทำตามนั้น เสร็จภารกิจก็ออกไป"   
              เมื่อถามถึงการขยายอิทธิพลในภูมิภาคของชาติมหาอำนาจอย่างจีนและสหรัฐ โดยมีไทยเสมือนยืนอยู่ระหว่างเขาควาย พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า ผู้รับผิดชอบในระดับนโยบายรู้ดีว่าสถานะของไทยยืนอยู่ตรงไหน   
              "เราเข้าใจตัวเอง รู้ว่าใครจีบเราบ้างแล้วเราต้องทำอย่างไร ทั้งจีนและสหรัฐเป็นเพื่อนที่มีประโยชน์กับเราทั้งคู่ แต่ก็ต้องเข้าใจว่าเพื่อนบางคู่เขาก็ไม่ถูกกัน แต่การค้าระหว่างกันมีมูลค่ามหาศาล เรื่องสหรัฐประกาศว่าจะเพิ่มกองเรือในภูมิภาคก็เป็นเรื่องของเขา สหรัฐก็ดี โกหกไม่ค่อยเป็น ประกาศชัดเจนเลย แต่ไม่เกี่ยวกับเรื่องที่ว่าจะเอาเรือรบมาแวะหรือมาจอดที่บ้านเรา เขาก็ไปสิงคโปร์ ยกเว้นมาแวะพักที่พัทยา"   
              พล.อ.อ.สุกำพล ย้ำว่า อยากให้สื่อมวลชนทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ไม่ซักถามคนโน้นทีคนนี้ทีเพื่อให้ทะเลาะกัน   
              "ถ้าพูดแล้วท่านฟังเหตุผลมันก็จบ อย่างเครื่องบินยู-2 มันเรื่องเก่าแล้ว เวลามาจริงจะพาไปดู บางคนถามว่าถ้าเขาติดตั้งเครื่องจารกรรมไว้เราจะรู้ได้อย่างไร พูดแบบนี้มันดูถูกคนไทย ดอกเตอร์บางคนพูด...ฟังแล้วอยากตบกบาล มีปัญหาอะไรรวบรวมถามกันมา ผมเป็นฝ่ายแก้ผมพร้อมที่จะตอบ สมมุติมี 10 ข้อ ผมแก้ได้ 8 ข้อ เหลือ 2 ข้อก็พอรับได้ ไม่ใช่พอพูดไปว่ามีสิบ แต่ก็มีข้อที่ 11 เพิ่มมาอีก ที่สำคัญคือคนกลาง คือสื่อมวลชนต้องช่วยทำให้จบ ไม่ใช่ไปตามถามให้ทะเลาะกัน สมมุติเครือเนชั่นไม่ทำตามที่เขาทำๆ กันอยู่นะ สรุปประเด็นมาเลยว่าเรื่องนาซามีคำถามอยู่ 4 เรื่อง แล้วให้ผมตอบ ให้ผมหาทางออก ถ้าผมตอบใช้ได้ก็ต้องจบ"

ผวาศาลรัฐธรรมนูญรัฐถอยกรูด'นาซา'   
              แม้ทุกประเด็นที่ถูกจุดขึ้นในประเทศไทยจะกลายเป็นวิวาทะที่หาทางออกไม่ได้ แต่ พล.อ.อ.สุกำพลก็เชื่อมั่นว่าถึงวันหนึ่งปัญหาแบบนี้ต้องหมดไป   
              "ถ้ามองแบบทหารนะมันต้องหมดปัญหาเข้าสักวัน แต่ต้องใช้เวลาหน่อย ก็อย่างที่บอกรวบรวมกันมาถามเลย ผมตอบไม่ได้ผมก็จนแต้ม ถ้าวันนี้ทุกองค์กรทำหน้าที่ที่มีอยู่อย่างแท้จริงก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าไม่ทำ เช่น ไปแจ้งศาลรัฐธรรมนูญแล้วเกิดศาลรับ แล้วจะทำอย่างไร ฉะนั้นก็รอหน่อยดีกว่า ยอมเสียหน้า"   
              จากประเด็นที่ว่า เขายอมรับว่าความเสี่ยงจากการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ ทำให้รัฐบาลตัดสินใจไม่นำกรณีนาซาขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 190    
              "ถ้าเข้าก็มีปัญหาอีก พอเอาเรื่องนี้เข้าก็จะมีคนถามว่าแล้วข้อตกลงก่อนๆ ล่ะทำไมไม่เข้า คนจะหาเรื่องก็หาได้เรื่อย แต่ผมเชื่อว่าสักวันจะดีขึ้น ถ้าเป็นอย่างนี้ตลอดไปประเทศก็อยู่ไม่ได้ เริ่มอะไรหน่อยก็ผิดแล้ว"    
              "มาตรา 190 มีปัญหามาก แม้แต่สมเด็จฮุน เซน (นายกรัฐมนตรีกัมพูชา) ยังรู้จักเลย เวลาเราไปคุยอะไรแล้วยังตกลงกันไม่ได้ เราก็บอกไปว่าต้องเอาเข้าสภาก่อน ท่านนายกฯ ฮุน เซนพูดเลย '1-9-0' ท่านทราบเลย อยากจะบอกด้วยว่าประเทศอาเซียนก็เอือมๆ ไทยอยู่เหมือนกัน เพราะข้อตกลงหลายเรื่องรอไทยอยู่ชาติเดียว แต่เขาถือปากกากันอยู่"

องค์กรอิสระไม่"กลาง"จริง  
              เมื่อพูดถึงการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะศาลรัฐธรรมนูญ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่าการตัดสินใจหลายๆ เรื่องของรัฐบาลที่ไม่อาจเดินหน้าไปได้ตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ ก็เพราะเกรง "อุบัติเหตุทางการเมือง" จากการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั่นเอง แต่ถึงกระนั้น พล.อ.อ.สุกำพล ก็ยังเชื่อว่าอุบัติเหตุใหญ่ๆ ไม่น่าจะเกิดขึ้น
                  "คำว่าอุบัติเหตุหมายถึงทุกอย่างต้องพร้อมหมด ทุกอย่างมันพอดี เช่น มืด ถนนลื่น แต่ในทางการเมือง อุบัติเหตุใหญ่ๆ คงไม่มี อาจจะมีเล็กๆ น้อยๆ บ้าง สำหรับผมเองก็คุมเกมไว้ ทหารก็คุยกันรู้เรื่อง อยู่ในกรมกอง มีปัญหาอย่างเดียวคือองค์กรกลาง ถ้าตัดสินค้านคนดูเราไม่ว่า แต่เวลาบอกว่า ผิด มันมีผลมาก ผมคิดว่าน่าจะปล่อยให้ทำไปก่อน ถ้าพลาดแล้วค่อยฟัน ไม่ใช่ยกแรกก็เอาเลยแบบนี้"   
              "องค์กรกลางนั้น คำว่ากลางกลับไม่กลางจริง ก็ต้องดู วิจารณ์กัน ใครเชื่อได้หรือเชื่อไม่ได้ก็ว่ากันไป วาระแก้รัฐธรรมนูญอยู่ที่สภาก็ถูกต้อง แต่กลายเป็นว่าจะล้มล้างการปกครอง มองอย่างนั้นได้อย่างไร ผมไม่เข้าใจ"
    เมื่อซักว่าจะแก้ปัญหานี้อย่างไร พล.อ.อ.สุกำพล ย้อนทันควันว่า "ต้องแก้ที่ฝ่ายโน้น ไม่ใช่แก้ที่ผม"

"เอาอยู่"ทหารไม่กล้าปฏิวัติ
              อย่างไรก็ดี เป็นที่ชัดเจนว่า "อุบัติเหตุทางการเมือง" ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยหวั่นเกรงและระมัดระวังมากที่สุดก็คือการถูกรัฐประหารจากกองทัพ แต่รัฐมนตรีกลาโหมยืนยันหนักแน่นว่าไม่กลัว เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้    
              "ผมไม่กลัวปฏิวัติ วันนี้เอาปืนจี้หัวเขายังไม่กล้าเลย ปฏิวัติครั้งที่แล้วมันเป็นบทเรียน เป้าหมายกี่ข้อไม่สำเร็จเลยสักข้อ เขาเข้าใจแล้ว มันไม่ควรจะเกิดกับประเทศไทยอีก เหตุผลคราวที่แล้วเป็นเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ แล้วทำสำเร็จไหมก็ดูเอาเอง"    
              ส่วนความสัมพันธ์กับผู้นำเหล่าทัพ พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า เข้ากันได้ดี และไม่มีอะไรที่เป็นปัญหา    
              "ผบ.เหล่าทัพที่เป็นแขนขาของผม เราทันเห็นกันตอนอยู่โรงเรียนนายร้อย ก็เลยคุยกันรู้เรื่อง เขาก็ให้เกียรติเราทุกอย่าง ตอนแรกคิดว่าเข้าไปจะเจอราวีหรือเปล่า แต่ก็ไม่มีอะไร"

เผยกลยุทธ์มัดใจผู้นำเหล่าทัพ
              เป็นที่ทราบกันดีว่า การรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ทำให้ชีวิตราชการที่กำลังรุ่งโรจน์ของ พล.อ.อ.สุกำพล ดับวูบลง ทำให้มีข่าวมาตลอดว่าเมื่อเขารับตำแหน่งรัฐมนตรีกลาโหม ต้องมีรายการ "เช็กบิล" เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่ปฏิเสธว่าเคยคิด แต่สุดท้ายก็เลือกไม่ทำอะไรเพื่อความสะใจ   
              "เราโตขนาดนี้แล้ว ทำอะไรต้องมีเหตุผล แต่คิดอย่างไรมันอยู่ในใจ พูดไม่ได้ การกระทำต้องมีเหตุผล ดูผลกระทบด้วย บางทีได้นิดเดียวแต่เสียเยอะ ฉะนั้นอย่าทำเพื่อความสะใจ"    
              เขายังยกตัวอย่างวิธีการบริหารความสัมพันธ์กับผู้นำเหล่าทัพ จนทำให้คลื่นลมในกองทัพสงบ กระทั่งมั่นใจว่าการยึดอำนาจจะไม่เกิดขึ้นแน่นอน    
              "สมมุติผมเชื่อใจคุณ แล้วไปเปลี่ยนมือซ้ายมือขวาของคุณ อย่างนี้มันก็เกิดความหวาดระแวง มันเปลี่ยนไม่ได้ แต่ต้องเป็นคนที่พูดกันรู้เรื่องนะ ฉะนั้นผมจะไม่ทำอะไรให้คนที่พูดกันรู้เรื่องไม่ไว้วางใจ สมมุติเราเอาคนของเราไปอยู่หมด บางทีมันก็ไม่สำเร็จ แต่ต้องมีกลไกบางตัวที่เช็กได้ ฉะนั้นอย่าไปใช้วิธีเก่าๆ ต้องซื้อใจ ใช้ความเป็นลูกผู้ชาย"    
              "คนเราบางทีก่อนเจอกันก็เขม่นกัน แต่พอมาเจอจริงๆ ก็เป็นอีกอย่าง ไม่ใช่อย่างที่คิด วิธีการของผมคือคุยกัน แต่อย่าคุยนาน ผมไม่ตีกอล์ฟคุย เพราะครึ่งวันยังไม่รู้เรื่อง แต่เราคุยสั้นๆ คุยอย่างไรก็ได้ให้เขาเชื่อว่าเราพูดจริง พูดสั้นๆ แล้วทำได้ แล้วก็ใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ฝ่ายที่เราคุยด้วยก็เหมือนกัน ต้องใช้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์" 
              เขายืนยันว่า ผบ.เหล่าทัพมีความสุขที่ได้ร่วมงานกับรัฐมนตรีกลาโหมที่ชื่อ "สุกำพล" 
              "เขาแฮปปี้กันทุกคน ผมขออะไรก็ให้หมด แต่ผมไม่ขอมาก ไม่ขอจับฉ่าย แต่ขอแล้วต้องได้"   
              พล.อ.อ.สุกำพล ยังย้ำด้วยว่า จะไม่แก้ไขพระราชบัญญัติจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ.2551 แม้จะไม่เห็นด้วยในหลักการอย่างสิ้นเชิงก็ตาม   
              "เรื่อง พ.ร.บ.กลาโหม คงไม่มีการแก้ไข เรื่องนี้มี 2 ส่วน คือตัว พ.ร.บ. กับข้อบังคับกลาโหม ส่วนหลังนี้ก็รีบทำเพื่อประโยชน์อะไรตอนนั้นก็เห็นกันอยู่ แต่ถ้ามองกลับกัน ถ้าผมคุมเสียงข้างมากได้ ผมก็คุมการโยกย้ายได้หมด แต่ยืนยันว่ายังไม่แตะ และทหารก็ไม่ยุ่งเรื่องนี้ แต่คนอื่นยุ่งแทน"

ไม่เสียใจหากถูกปรับพ้น ครม.  
              กับกระแสข่าวเรื่องปรับ ครม.ซึ่งมีชื่อเขาอยู่ลำดับต้นๆ ที่อาจจะถูกปรับออก พล.อ.อ.สุกำพล บอกว่า ต้องถามคนปรับว่าจะตัดสินใจอย่างไร แต่ก็ยืนยันว่าไม่เสียใจหากต้องพ้นเก้าอี้รัฐมนตรี 
              "ผมไม่ใช่นักการเมืองแท้ๆ ถ้าไม่ใช้ผมแล้วผมก็กลับบ้าน ไม่เสียใจอะไรเลย ผมออกจากราชการมาก่อนเกษียณ 2 เดือน ที่ทำมานี่กี่เดือนแล้ว ฉะนั้นจะเอาอย่างไรยกหูมาเลย ผมก็กลับ ผมมาผมลงทุนอะไรบ้าง แต่ผมทำเต็มที่ ทุนของผมคือความสามารถ"