
อนุฯแก้รธน.แก้ระบบเลือกตั้งย้อนปี40ชี้ชัดไม่เอายุบพรรค
คณะอนุฯแก้รธน. ระบุ เห็นพ้อง แก้ระบบเลือกตั้งส.ส.ใช้แบบ 40 แต่ไม่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำบัญชีรายชื่อร้อยละ 5 หนุนแก้ 237 วรรคสอง เสนอให้มีประชามติประเด็นที่คนสงสัย ด้านคณะอนุฯปฏิรูป ระบุ ควรแก้มาตรา 291 เปิดทางให้มีสภาปฏิรูปการเมือง - ส.ส.ร. 3 ขณะที่ คณอนุฯสมา
เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 19 พ.ค. มีการประชุมคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมือง และศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยมีนายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี ประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม โดยเป็นการรับฟังรายงานผลการทำงานของคณะอนุกรรมการ ทั้ง 3 ชุด
พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง รายงานว่า คณะอนุกรรมการได้พิจารณา เรื่องได้แก่ 1. การได้มาซึ่งส.ส. มาตรา 93-98 ที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นชอบให้มีส.ส. 500 คน แบ่งเป็นระบบเขตเดียวเบอร์เดียว 400 คน ส่วนระบบบัญชีรายชื่อใช้เขตประเทศ จำนวน 100 คน แต่ไม่กำหนดเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 5 ซึ่งจะทำให้พรรคที่มีผู้สนับสนุนน้อยยังมีโอกาสได้รับเลือก
2. การยุบพรรค มาตรา 68 และมาตรา 237 เกือบทั้งหมดเห็นว่า ไม่ควรยุบพรรค แต่กรณีมาตรา 237 วรรคสอง ที่บัญญัติให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคที่ไม่ได้ยับยั้ง ถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 5 ปี ด้วย อนุกรรมการเกือบทุกพรรคเสนอให้ตัดวรรคดังกล่าวออก เพื่อให้ความผิดของกรรมการบริหารพรรค เป็นความผิดเฉพาะตัว และไม่นำไปสู่การยุบพรรคนั้น แต่ก็มีบางส่วนเสนอให้คงไว้ เพราะเห็นว่า ปัญหาการซื้อเสียง มียาวนานเป็นโรคร้าย ทำกันโดยไม่เกรงกลัว
“การทำผิดกฎหมายเลือกตั้งมีระดับแตกต่างกัน จึงต้องพิจารณาถึงการกระทำเพื่อพิจารณาโทษ และไม่ควรเอาผิดกับผู้ไม่ได้กระทำผิด แต่ควรลงโทษบุคคลที่ทำผิดให้หนักขึ้น เช่น มีโทษเป็น 2 - 3 เท่า หรือ เอาผิดอาญา หรือไม่ให้พรรคนั้นได้รับเงินสนับสนุนจากกต. เป็นต้น"
ทั้งนี้ คณะอนุฯ จะดู 6- 7 ประเด็น ใช้เวลา 1-2 สัปดาห์หรือ 2-3 ครั้ง ก็จะได้ข้อสรุป เพื่อให้ทุกฝ่ายยอมรับ ลดความตรึงเครียด เพิ่มความสมานฉันท์ของคนในสังคม ส่วนประเด็นที่คนยังสงสัยว่า นักการเมืองทำเพื่อตัวเองหรือไม่ คณะอนุฯ ก็จะเสนอให้ทำประชามติ ซึ่งมี 2-3 พรรคได้เสนอแนวทางนี้
ด้านนายประเสริฐ ชิตพงศ์ ส.ว.สงขลา คณะอนุกรรมการปฏิรูปการเมือง รายงานว่า คณะอนุกรรมการ ได้ข้อสรุปเบื้องต้น 4 ประเด็น คือ 1.โครงสร้างทางสังคมการเมือง และเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ 2.วัฒนธรรมทางการเมือง และการเผยแพร่ความรู้ประชาธิปไตย 3.หลักกฎหมายที่เอื้อต่อการพัฒนาประชาธิปไตย การทำให้ประเทศเป็นนิติรัฐ และ 4.บทบาททางการเมืองของภาคส่วนต่าง ๆ ใช้วิธีการศึกษาคือ รวบรวมงานวิจัย และเปิดให้ประชาชนเสนอความเห็นมา โดยจัดลำดับความสำคัญคือ 1.ศึกษาโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกฎหมายในประเด็นที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่เป็นธรรม รวมถึงประเด็นที่อาจมีผลต่อการพัฒนาการเมืองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญบางมาตราในอนาคต แต่ยังไม่ฟันธงว่าจะแก้ 2.การเผยแพร่ความรู้ด้านประชาธิปไตยผ่านระบบการศึกษา 3.อาจนำไปสู่การแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 ให้มีการตั้งสภาปฏิรูปการเมือง ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อปฏิรูปครั้งใหญ่ในอนาคต
นายประเสริฐ กล่าวว่า ในส่วนโครงสร้างทางสังคมการเมืองและเศรษฐกิจตามรัฐธรรมนูญ มองว่า ต้องสร้างความเข้มแข็งให้พรรคการเมือง เช่น ให้ประชาชนสามารถหักภาษีของตนเองให้พรรคการเมืองได้ ส่วนการยุบพรรค นั้นจะไม่ส่งเสริมการพัฒนาพรรคให้เป็นสถาบันการเมือง
นอกจากนี้ ควรปฏิรูปค่าครองชีพของนักการเมืองเพื่อไม่ให้นักการเมืองไปหากินข้างนอก แต่ก็ทำได้ยาก ส่วนกกต. ไม่ควรให้อำนาจมากไปโดยอาจให้มีศาลเลือกตั้งเพื่อถ่วงดุล นอกจากนี้ ที่มาของกรรมการองค์กรอิสระ ยังขาดการเชื่อมโยงฐานจากประชาชน ทั้งนี้ คาดว่าคณะอนุฯ น่าจะประชุมอีก 1-2 สัปดาห์ ก็จะได้ข้อสรุป
นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา ประธานคณะอนุกรรมการสร้างความสมานฉันท์ทางการเมืองของสังคมไทย รายงานว่า วันที่ 20 พ.ค. ทางอนุฯจะไปปรับฟังความเห็นทางภาคทางสังคม โดยจากการศึกษาของคณะอนุฯ ขณะนี้พบ 6 ประเด็นที่ตรงกัน คือ 1. ลดวิวาทะทางการเมืองที่มีการตอบโต้ใส่ร้ายกัน 2. รัฐบาลและฝ่ายค้านต้องลดการสร้างเงื่อนไขความขัดแย้ง 3. เชิญสื่อมาเป็นภาคเพื่อลดความขัดแย้ง 4. มีการเจรจากับคู่ขัดแย้งทุกระดับ ทุกองค์กร 5. ทำสมัชชารับฟังความเห็นจากประชาชน เป็นสมัชชาสมานฉันท์ 4 ภูมิภาค 6.ผลักดันร่างรัฐธรรมนูญฉบับสมานฉันท์ ศึกษารัฐธรรมนูญที่ผ่านมา เพื่อเยียวยาให้กับผู้ที่ได้รับความเป็นธรรม จากการใช้รัฐธรรมนูญที่ผ่านมา
นายตวง กล่าวว่า การทำงานครั้งต่อไป ได้เชิญเครือข่ายภาคีมาแล้ว เบื้องต้นอยากฟังความเห็นของเครือข่ายทางสังคมที่จะขับเคลื่อน และกลุ่มสานเสวนาของสถาบันพระปกเกล้าฯ กลุ่มเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ กลุ่มนักวิชาการและมหาวิทยาลัย สมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้าน และสวนดุสิตโพล โดยจะให้มาช่วยกันคิดว่า จะออกแบบกิจกรรมอย่างไร และนำไปสู่กระบวนการความร่วมมือเหมือนตอนร่างรัฐธรรมนูญปี 40 ที่มีการรณรงค์สีเขียวรับร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะผ่อนคลายนำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมเปิดให้กรรมการแสดงความเห็น โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.สัดส่วน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา กรรมการฯ กล่าวว่า คณะอนุกรรมการสมานฉันท์ เคยคิดที่จะเชิญนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย และ นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นความขัดแย้งเริ่มต้นมาหารือหรือไม่ เพราะเป็นความขัดแย้งภายใน
ส่วนความขัดแย้งภายนอกคือนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. กับนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรฯ และหากเป็นไปได้อยากให้ออกวีดีโอคอนเฟอเร้น ในส่วนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ ด้วย หากทำได้ ความขัดแย้งภายนอกจะสงบ และภายในก็จะเงียบ
อย่างไรก็ตาม นายตวง แย้งว่า ถ้าเป็นความขัดแย้งทางการเมือง ควรให้ฝ่ายการเมืองดำเนินการ ซึ่งผู้อาวุโสทางการเมืองควรเป็นคนกลางในการแก้ไข ถ้าจับคู่ความขัดแย้งไม่ตรงกัน จะกลายเป็นความขัดแย้งอีกรอบ
ด้านนายประยุทธ ศิริพานิชย์ กรรรมการจากสัดส่วนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีมีข่าวว่า คณะกรรมการฯ ยื่นข้อตกลงนิรโทษกรรมแลกกับ ส.ว.สรรหา 6 ปี ถือเป็นเรื่องที่เสื่อมเสีย และกรณีอนุกรรมการฯบางคนออกมาระบุเรื่องศาลรัฐธรรมนูญมีใบสั่ง ซึ่งทั้ง 2 เรื่องไม่มีความชัดเจนว่า มีจริงหรือไม่อย่างไร จึงควรทำความจริงให้ปรากฏ ทำให้นายดิเรก ชี้แจงว่า เขาไม่สบายใจ และได้คุยกับส.ว.คนนั้นเพื่อทำความเข้าใจแล้ว ขอยืนยันว่า ไม่มีเรื่องดังกล่าวแน่นอน
นายสุรพล นิติไกรพจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กรรมการ กล่าวว่า คณะอนุฯ แก้รัฐธรรมนูญ เสนอบางเรื่อง เหตุผลยังไม่คงเส้นคงวาพอ เช่น บอกว่า ระบบเขตเดียวเบอร์เดียวดูแลพื้นที่ได้ทั่วถึง แต่กลับบอกว่า ให้ใช้ระบบบัญชีรายชื่อแบบเขตประเทศ ซึ่งก็แย้งกันเองอยู่
ส่วนที่อนุฯเสนอว่า ระบบบัญชีรายชื่อ ไม่ให้มีเกณฑ์ขั้นต่ำร้อยละ 5 แต่เลือกตั้งระบบเขต กลับให้ใช้เสียงข้างมากครั้งเดียว แต่คนที่สอง คนที่สาม บางครั้งได้คะแนนมากกว่าคนที่ได้ที่หนึ่ง ตรงนี้ก็เป็นปัญหาที่สะท้อนเจตนารมณ์ของประชาชนไม่ได้เต็มที่ รวมถึง คณะอนุฯยังไม่ได้คิดเรื่องการไม่ต้องสังกัดพรรค หากคิดเรื่องนี้ การยุบพรรคอาจหมดไปได้ ส่วนมาตรา 237 มีมาตรการออกมาล่วงหน้า เป็นที่รู้กันทุกคน แต่ก็มีการกระทำผิดจนมีผลให้ยุบ 3 พรรค จริง ๆแล้ว มาตรานี้ทำให้การพยายามซื้อเสียงยากลำบาก และเสี่ยงมากขึ้น และลงโทษผู้ที่ร่วมได้ประโยชน์จริง แต่ตอนนี้พรรคก็เริ่มปรับตัว ตั้งกรรมการบริหาร โดยที่ไม่เอาคนดัง ๆ เข้ามา แต่หัวหน้าและเลขาพรรค ยังคงเป็นผู้ที่จะชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ ซึ่งก็เหมือนเริ่มดื้อยาแล้วบางส่วน
เขาบอกว่า ตรงนี้ ถ้ามองกันว่า สถานการณ์ปัจจุบันปรับตัวกันหมดแล้ว ใช้ไม่ได้ผลแล้ว ฉะนั้นอาจคงโทษยุบพรรค และคงโทษหัวหน้าและเลขาธิการพรรคไว้ เพราะทั้งสองคนเป็นคนกำหนดยุทธศาสตร์ในการเลือกตั้ง และให้เงินไปใช้จ่ายในการเลือกตั้ง แล้วจะมาบอกว่า ไม่รู้เห็นคงฟังยาก แต่ถ้าจะตัดเรื่องกรรมการบริหารพรรคทุกคนต้องรับผิดด้วยออกไปก็น่าจะทำได้
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ กรรมการ กล่าวว่า กรรมการหลายคนพูดถึงความไม่เป็นธรรมในกฎหมาย ดังนั้น ต้องตอบให้ชัดว่า อะไรและเพราะเหตุใด ที่ไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ คดียุบพรรคไทยรักไทย ตุลาการที่ยุบพรรค ตุลาการบางส่วนมาจากประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด ซึ่งก็เป็นบุคคลที่น่าเชื่อถือในวงการตุลาการ เขาเห็นว่า หากมีการเยียวยาผู้ที่ได้รบผลกระทบแสดงว่า มีการใช้กฎหมาย 2 มาตรฐาน อีกครั้ง จึงควรมีการพิจารณาถึงโทษให้ชัดเจนก่อน
พล.อ.เลิศรัตน์ ชี้แจงอย่างมีอารมณ์ว่า วันนี้คณะกรรมการ มาพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแนวทางของนายกรัฐมนตรี และประธานสภาฯ ไม่ได้มาร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ส่วนที่บางพรรคไม่อยากให้แก้บางเรื่องนั้น คงเป็นเพราะกลัวเสียเปรียบ จึงมีการปกป้อง เรื่องนี้ คงไม่ต้องอ้อมค้อมที่จะพูดแล้ว แต่เมื่อเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย ก็ควรฟังเสียงส่วนใหญ่ อย่าตั้งธงว่า ไม่ควรแก้ หรือควรแก้ อย่างไรก็ตาม เห็นว่า การแก้รัฐธรรมนูญมีความเกี่ยวเนื่อง กับการสร้างความสมานฉันท์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่ประชุมอภิปรายนานกว่า 3 ชั่วโมง นายดิเรก กล่าวสรุปว่า สัปดาห์หน้า คณะอนุฯ ทั้ง 3 ชุด ต้องมีข้อสรุป ข้อเสนอ พร้อมเหตุผลที่ชัดเจนและปฏิบัติได้ โดยคณะกรรมการชุดใหญ่ จะพิจารณาไล่ไป สัปดาห์ละคณะอนุฯ เริ่ม คณะอนุฯ แรกวันที่ 26 -28 พ.ค. และเชื่อว่า แต่ละอนุฯ จะพิจารณาแล้วเสร็จโดยเร็ว
นายวุฒิสาร ตันไชย เลขานุการคณะกรรมการ กล่าวว่า ตามกรอบเวลาที่ประธานรัฐสภาอนุมัติ แต่ละคณะอนุฯ จะมีเวลา 2 สัปดาห์ หากชุดใดดำเนินการไม่เสร็จ จะต้องทำเรื่องขอขยายเวลามาที่ประธานคณะกรรมการชุดใหญ่ก่อน ทั้งนี้ สัปดาห์หน้า จะเป็นวันครบกำหนดการทำงานของคณะอนุฯ โดยในวันที่ 26-28 พ.ค. คณะอนุฯสมานฉันท์จะเสนอประเด็นต่าง ๆ ให้กับคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อให้มีมติ ส่วนวันที่ 2-4 มิ.ย. คณะอนุฯ ปฏิรูป จะเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ให้มีมติ จากนั้น อีก 6 ครั้ง หรือ 2 สัปดาห์ถัดไป คณะอนุฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญ จะสรุปประเด็นเพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ให้มีมติ ซึ่งวันที่ 20 มิ.ย.จะเป็นวันครบ 45 วัน ของคณะกรรมการชุดใหญ่ นอกจากนี้ ทางคณะกรรมการฯ ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังทุกพรรคการเมืองให้เสนอแนะประเด็นเพิ่มเติมแล้ว



