ข่าว

ยุติธรรมภาคพลเมือง

ยุติธรรมภาคพลเมือง

09 ก.ค. 2555

ยุติธรรมภาคพลเมือง : วิถียุติธรรม โดยชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ

               ขณะที่กระแสสังคมกำลังจับจ้องบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญในความพยายามทำหน้าที่เพื่อรักษาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ชาวบ้านทั่วไปที่สนใจก็คงต้องทำความเข้าใจข้อกฎหมายที่ต้องยอมรับว่ามีความซับซ้อนมากพอสมควรนอกเหนือไปจากความซ่อนเงื่อนของความขัดแย้งทางการเมืองที่ทุกฝ่ายเรียกหาความยุติธรรมเพื่อสนับสนุนความชอบธรรมของตนเอง
   
              ในการปกครองระบอบประชาธิปไตยต้องถือว่าความขัดแย้งทางการเมืองเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเกิดขึ้น แต่เมื่อมีข้อขัดแย้งเกิดขึ้นแล้วบทบาทของวิถียุติธรรมตามกติกาที่กำหนดกันไว้ในรัฐธรรมนูญจะต้องทำหน้าที่ด้วยความถูกต้องชอบธรรมเพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น
   
              เช่นเดียวกันกับวิถีชีวิตประจำวันของชาวบ้านย่อมเกิดความขัดแย้งทั้งในเรื่องที่เกี่ยวกับปากท้อง การงานอาชีพ  ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวญาติมิตร และความขัดแย้งที่ว่านี้เกิดขึ้นได้ในระหว่างบุคคลและแม้กระทั่งในระดับชุมชนต่อชุมชน และหากเป็นเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรแบ่งปันหรือการจัดการเพื่อใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจึงมักจะเป็นความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐ
   
              เมื่อความขัดแย้งเป็นธรรมชาติของการอยู่ร่วมกันในสังคม ไม่ว่าความขัดแย้งนั้นจะมีสาระเกี่ยวกับการเมือง  เศรษฐกิจ หรือเป็นความขัดแย้งทางสังคมก็ตาม และไม่ว่าคู่กรณีของความขัดแย้งจะเป็นใครระหว่างชาวบ้านกันเอง  ระหว่างชุมชนกับชุมชน หรือแม้กระทั่งระหว่างชาวบ้านกับภาครัฐ การจัดการความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามกติกาที่กำหนดกันไว้จึงเป็นหัวใจสำคัญในการชี้ชะตาความสงบเรียบร้อยของการอยู่ร่วมกันในสังคม
   
              เมื่อหันกลับไปมองความเป็นประชาธิปไตยในสังคมไทยเพื่อดูว่าจะมีแนวทางอย่างไรเพื่อให้ชาวบ้านได้มีบทบาทในการแสวงหาความยุติธรรมในชีวิตประจำวันด้วยตนเองได้บ้าง แทนที่ทุกอย่างต้องไปพึ่งบทบาทของภาครัฐหรือสุดท้ายตามที่เข้าใจกันทั่วไปว่าต้องไปพึ่งศาลให้ตัดสินความให้ โดยให้นำแนวทางประชาธิปไตยตามแนวคิดที่ว่าเป็นการปกครองของประชาชน เพื่อประชาชน และโดยประชาชนมาใช้ประโยชน์ให้ได้เห็นเป็นรูปธรรม
   
              ตามความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยแบบพื้นๆ ทั่วไปที่รู้ว่าเป็นการปกครองที่ต้องมีการแบ่งแยกอำนาจของตุลาการ บริหาร และนิติบัญญัติออกจากกันและกำหนดกติกาให้ทั้ง 3 ฝ่ายต่างทำหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุลกันไม่ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยมีผู้แทนที่เราใช้สิทธิออกเสียงเลือกตั้งเข้าไปทำหน้าที่แทนเรา ส่วนอำนาจตุลาการก็มีกระบวนการคัดเลือก แต่งตั้ง หรือสรรหามาทำหน้าที่ให้แก่ชาวบ้านทั่วไป
   
              ความเข้าใจทั่วไปเช่นนี้จึงดูเหมือนกับว่าสำหรับชาวบ้านทั่วไปแล้วก็มีหน้าที่ทำตัวเป็นพลเมืองที่ดีทำมาหากินประพฤติตัวอยู่ในศีลธรรมอันดี เคารพกฎหมาย เสียภาษีอากร แล้วปล่อยให้ตัวแทนของเราทำหน้าที่ของเขาไปโดยชาวบ้านถือว่าไม่มีหน้าที่ของตุลาการ บริหาร หรือนิติบัญญัติอะไรกับใครเขาได้อีก
   
              ความเข้าใจและแนวปฏิบัติตามครรลองประชาธิปไตยแบบตัวแทนตามที่เราเคยเข้าใจกันได้พัฒนาไปตามยุคสมัยและปัจจุบันก็มีแนวคิดว่าเมื่อสังคมซับซ้อนมากขึ้น ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นมักจะเชื่อมโยงหลายๆ ประเด็นปัญหา และการจัดการกับความขัดแย้งเหล่านั้นไม่อาจจะให้ใครกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรืออาชีพใดอาชีพหนึ่งจัดการกับปัญหาได้ จึงมีแนวคิดว่าความเป็นพลเมืองตามระบอบประชาธิปไตยน่าจะส่งผลให้เกิดการมีส่วนร่วมของชาวบ้านในการเข้าไปแก้ไขปัญหาของตัวเองหรือชุมชนได้ดีกว่าการให้ตัวแทนทำหน้าที่แทน
   
              ชาวบ้านมีอำนาจหน้าที่ในการอำนวยความยุติธรรมด้วยกันเองอย่างแน่นอน แต่แค่ไหนและอย่างไร คงต้องคุยกันต่อในคราวหน้า