
เมื่อศาลเป็นจำเลย
เมื่อศาลเป็นจำเลย : ว่ายทวนอารมณ์ โดยใบตองแห้ง [email protected]
ศุกร์ 13 ฝันหวานของพรรคร่วมฝ่ายค้าน พรรคประชาธิปัตย์และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (ฮา) คงไม่มีทางเป็นไปได้ ที่ฝันให้ศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าการแก้ไขมาตรา 291 ผิดมาตรา 68 ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แล้วศาลรัฐธรรมนูญก็ล้มล้างระบอบรัฐสภาเสียเอง
เพราะคำให้การของฝ่ายผู้ร้องไร้น้ำหนักโดยสิ้นเชิง แม้แต่สุรพล นิติไกรพจน์ ที่แบกเกียรติภูมิอดีตอธิการธรรมศาสตร์ มาคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้แต่อ้างเรื่อยเปื่อยว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ผ่านการลงประชามติ ห้ามแก้ทั้งฉบับ
ซึ่งเป็นคนละประเด็นกับข้อหา “ล้มล้างระบอบ”
ข้อหาร้ายแรงที่ปั้นขึ้นมา “ล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ผู้ร้องต้องพิสูจน์ว่าจะเขียนรัฐธรรมนูญไม่ให้มีพระมหากษัตริย์ ไม่ให้มีการเลือกตั้ง ไม่ให้มีอำนาจ 3 ฝ่าย ฯลฯ ซึ่งจะเป็นไปได้อย่างไร ปั้นกันเสียใหญ่โต แต่พอมาให้การกลับอ้างว่ารัฐธรรมนูญ 2550 ห้ามแก้ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นเรื่องการตีความ ไม่ใช่เรื่องล้มล้าง แล้วก็ตีความจากอากาศ ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ได้เขียนห้ามไว้
ที่น่าหัวเราะคือ สุรพลอ้างหลักการประชาธิปไตย ว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากการลงประชามติ “ห้ามฉีก” แต่ไม่พูดว่ารัฐธรรมนูญ 2550 มาจากรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 วางกลไกให้พวกตัวเข้ามายกร่าง แล้วบังคับให้ประชาชนเลือกว่า จะรับร่างเพื่อให้มีเลือกตั้ง หรือไม่รับแล้วก็ไม่รู้ว่า คมช.จะเอายังไง
นี่ผมไม่ได้พูดเอง จรัญ ภักดีธนากุล รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างฯ พูดในการดีเบตวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ที่มีคลิปกลับมาแพร่สะพัด “การที่เราลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้ จะให้ผลดีคือ ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที คมช.สิ้นสภาพทันที” แบบนี้ถือว่าประชามติโดยเต็มใจไหมครับ
จรัญยังพูดอีกว่า “การแก้ไขผมก็อยากจะให้เราทำแบบเมื่อปี 2540 ....เสนอแก้ไขมาตราเดียว แบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่”
ให้เลือกว่าจะเชื่อสุรพลหรือเชื่อจรัญ
พอพรรคเพื่อไทยหยิบคลิปนี้ขึ้นมา จรัญก็ถอนตัว (แต่ไม่วายแถว่า ตนเองพูดว่าสามารถแก้ไขได้ แต่ไม่ใช่แก้ทั้งฉบับ เอ้อ ผู้อ่านเปรียบเทียบดูเองกับที่พูดไว้ 5 ปีก่อน) บางคนบอกว่าจรัญมีมารยาท ผมว่าไม่ใช่ จรัญหนีความรับผิดชอบคำพูดตัวเองต่างหาก เพราะถ้าจรัญทำหน้าที่ตุลาการ จรัญก็ต้องยืนยันว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ ไม่ผิด
นี่ไม่ใช่เรื่องมารยาท เพราะสมมุติจรัญวินิจฉัยว่าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ ก็คงไม่ถูกประณามว่าไร้มารยาท แต่คงถูกประณามว่าพูดแล้วคืนคำ กลืนน้ำลายตัวเอง เสียมากกว่า
ประเด็นสำคัญคือสิ่งที่จรัญพูดเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ไม่ใช่แค่ความเห็น แต่เป็น “สัญญาประชาคม” ที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ ให้ไว้กับประชาชน กลางเวทีดีเบตถ่ายทอดสดทั่วประเทศ สิ่งที่สุรพลพูดต่างหาก เป็นความเห็น ถามว่าใครมีน้ำหนักกว่า
การแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแบบปี 2540 เป็นเรื่องปกติ ที่ใครๆ ก็เห็นว่าทำได้ แม้แต่วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ ยังเคยเผลอพูดว่าทำได้ จนมีคนขุดคลิปมายัน ท่านอ้างว่าจะถอนตัวแต่องค์คณะไม่ให้ถอน ไม่ต้องถอนหรอกครับ แต่พูดอะไรไว้รับผิดชอบด้วยแล้วกัน
ตุลาการอีก 2 คนที่เคยเป็น สสร.ต่างหาก ที่เป็นเรื่องของมารยาท เพราะเมื่อท่านร่างรัฐธรรมนูญนี้มา ท่านก็ไม่อยากให้ใครมาโละของท่าน จริงไหมครับ แต่ถ้าจะถือมารยาทกันจริงๆ ส.ส.ร.ก็ไม่ควรเข้ามาดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ตนเองยกร่าง อย่างน้อยก็ในสมัยแรก
การซักพยาน 2 วัน กลายเป็นซักตุลาการไปเสียฉิบ ตุลาการ 4 ใน 9 ถูกซักฟอกจนถอนตัวไป 1 เหลือ 8 นี่ถ้าคะแนนออกมา 4-4 แล้ววสันต์ใช้สิทธิประธานลงคะแนนเป็น 5-4 ตาใสแบบประธาน กกต.คงดูไม่จืด
ศาลรัฐธรรมนูญใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญ เข้ามาขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญเอาดื้อๆ ทั้งที่รัฐธรรมนูญไม่ให้อำนาจไว้ แต่อาศัยนักการเมืองอ่อนแอ พรรคเพื่อไทยยอมสยบ กระนั้นยิ่งพิจารณาไปก็ยิ่งเข้าเนื้อ แน่นอน ศาลอาจอ้างอำนาจวินิจฉัยให้ผิดได้ตามอำเภอใจ แต่เมื่อไร้เหตุผลเสียแล้ว ถ้าวินิจฉัยให้รัฐสภาล้มทั้งยืน ก็หนีไม่พ้นต้องรบกัน โดยฝ่ายรัฐบาลและรัฐสภาได้เปรียบเต็มประตูในแง่ความชอบธรรม
หรือถ้าศาลจะอ้างว่าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับไม่ได้ ให้แก้รายมาตรา แบบนั้นรัฐสภาก็จะแก้บทบัญญัติว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญก่อน ดูซิ ศาลจะว่ายังไง
ทางออกแก้ขวย คือศาลอาจอ้างว่าให้ประธานรัฐสภาวินิจฉัยคนเดียวไม่ได้ ขอเข้าไปตรวจสอบร่างของ ส.ส.ร.ก่อนลงประชามติ รัฐบาลขี้ขลาดคงยอม แต่มวลชนไม่ยอม ศาลรัฐธรรมนูญก็จะเอาตัวเองเข้ามาถูกขึงพืดตลอดการยกร่างรัฐธรรมนูญ



