
นิทานฮิญาบกับผู้คุ้มกฎ
นิทานฮิญาบกับผู้คุ้มกฎ : สกู๊ปฟุตบอลต่างประเทศ : โดย ... พันโชค ธัญญเจริญ
ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมายาวนานของมนุษย์นั้น พวกเราใช้กฎหมายของเราต่อทุกชีวิตบนโลกใบนี้ กับพืชพันธุ์ต้นไม้เราก็ใช้กฎหมายบังคับให้พวกมันมีชีวิต (หรือตายกลายเป็นเฟอร์นิเจอร์) ตามที่เราต้องการ โดยกฎหมายสิ่งแวดล้อมพวกนี้จะถูกกำหนดขึ้นโดยยืนพื้นตามระดับผลกระทบที่มีต่อมนุษย์เราเท่านั้น
และไม่แค่ป่าไม้ …กฎหมายที่มีมนุษย์เป็นศูนย์กลางนี้ถูกนำมาใช้ทั้งกับสัตว์ทุกชนิด รวมไปถึงสิ่งแวดล้อมทุกแบบบนโลก ทั้งแม่น้ำ ทะเล และภูเขา ล่าสุดแม้แต่ในโลกของกีฬา เจ้าของเกมศักดิ์สิทธิ์เหนือชีวิตและวัฒนธรรมจากทุกชาติบนโลก ทั้งที่ปณิธานคือ กีฬาคือเกมการแข่งขันแห่งมวลมนุษยชาติ เป็นเรื่องของ "สปิริต" จิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ
ทว่ามหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติเช่น "โอลิมปิก" กำลังถูกตั้งคำถามว่าทำถูกต้องแล้วหรืออย่างไร เมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ หรือ ฟีฟ่า ได้สั่งห้าม ผู้หญิงอิสลาม สวม "ฮิญาบ" ลงแข่งขันในสนามฟุตบอล โดยทีมแรกที่ถูกตัดสิทธิปรับแพ้เนื่องจากพวกเธอไม่ยอมรับกฎข้อนี้คือ อิหร่าน ซึ่งถูกปรับแพ้ 0-3 ทุกนัด ในฟุตบอลหญิง โอลิมปิก 2012 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 2 แบบแบ่งกลุ่ม และเป็นเหตุให้ไม่ได้มาเล่นรอบสุดท้ายที่ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-12 สิงหาคมนี้
ซึ่งฟีฟ่าอ้างเหตุผลว่าฮิญาบเป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ศาสนา ดังนั้นจึงสมควรละเว้นได้ เพราะการสวมเครื่องคลุมศีรษะแบบมิดชิดเป็นอันตรายต่อตัวผู้สวมใส่และคู่ต่อสู้ รวมถึงไม่ยอมรับในกฎกติกาของกีฬาฟุตบอล คือถ้าจะเล่นก็ต้องยอมรับกติกาของผู้ตั้งกฎ
ฟีฟ่าจึงถูกโจมตีว่า นอกจากจะกลายเป็นพวกหากินกับธุรกิจสิทธิประโยชน์ของเกม แล้วยังตกเป็นเครื่องมือทางการเมืองของสังคมโลก เพราะเป็นที่รู้กันดีว่า อังกฤษ ร่วมเป็นพันธมิตรกับ สหรัฐอเมริกา หลังจากการ ก่อเหตุวินาศกรรม 911 รวมถึงมีการท้าทายอำนาจกันระหว่างผู้บริหารฝั่ง ยุโรป กับ มุสลิม ต่อการเลือกตั้งประธานฟีฟ่าคนใหม่ในขณะนั้น
แต่ที่น่าเศร้าใจยิ่งกว่าคือกระทำต่อผู้หญิง ที่เดิมก็เป็นผู้ถูกกระทำจากโลกของพวกเธออยู่แล้ว เหมือนกับที่ภาพยนตร์ฟุตบอลของผู้หญิง ผิดจากของเพศชายโดยสิ้นเชิง เพราะหนังบอลของผู้ชาย ว่ากันด้วยเรื่องของเกม ชัยชนะ สปิริต เป็นหลัก แต่หนังบอลของผู้หญิง แทบทุกเรื่อง อาทิ เบนด์ อิท ไลค์ เบ็คแฮม, ออฟไซด์ ฯลฯ ว่ากันด้วยความพยายามที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของกีฬาชนิดนี้ ต่อสู้เพื่อให้ได้เล่น ต่อสู้เพื่อให้ได้รับการยอมรับ หรือต่อสู้เพื่อให้ได้ดูในสนามแข่งขันจริง แต่ฟีฟ่า กลับซ้ำเติมสิ่งเหล่านี้ลงไป
เนื่องจากการกล่าวอ้างเหตุผลเรื่องความปลอดภัย ฟังไม่ขึ้นแม้แต่น้อย อาทิ หมวกนิรภัยของ ปีเตอร์ เช็ก ผู้รักษาประตูทีมชาติเช็ก ก็ไม่ปลอดภัยเช่นกัน หากนายทวารของ เชลซี ชุดดับเบิลแชมป์ถ้วยเอฟเอ คัพ-ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก จะซ่อนสิ่งใดไว้ใต้หมวกก็ย่อมทำได้เช่นกัน แต่เผอิญเช็ก เป็นผู้ชาย ไม่ใช่ผู้หญิง ไม่ใช่มุสลิม และเล่นอยู่กับทีมที่ "ขาย" ได้ ใช่หรือไม่ จึงสวมหมวกนิรภัยได้
ทว่าการต่อสู้อันยาวนานถึงจุดสิ้นสุด เมื่อคณะกรรมการบริหารส่วนใหญ่ ลงคะแนนเสียงพร้อมเปลี่ยนกฎกลับคืนให้ผู้หญิงมุสลิมสวมฮิญาบ ลงเล่นฟุตบอลได้ในที่สุด จากคำยืนยันของ เฌอโรม วัลค์เก เลขาธิการทั่วไปของฟีฟ่า แต่ฟีฟ่าจะขอลงไปวางมาตรฐานฮิญาบ เหล่านั้นว่าจะใช้สีใด เนื้อผ้าแบบใด หรือมีลูกเล่นได้มากแค่ไหน
ฟังดูอาจจะเห็นว่าฟีฟ่าได้พยายามแก้ปัญหาแล้ว ใช่! "ฟีฟ่า" แก้ปัญหาแล้ว แต่เป็นการแก้ปัญหาให้เห็นถึงอิทธิพลของผู้นำฟีฟ่า ว่าอย่าคิดมาแย่งชิงอำนาจกัน และยังให้เห็นถึงอิทธิพลทางการเมืองไปในตัว เพราะใน "ลอนดอน 2012" เราจะไม่เห็นทีมฟุตบอลหญิงชาติใดใส่ฮิญาบลงเล่น เนื่องจากอิหร่านถูกแบนไปตั้งแต่รอบคัดเลือกแล้ว
กีฬาคือเกมการแข่งขันแห่งมวลมนุษยชาติ อยู่หรือไม่ ไม่ใช่เรื่องการเมืองระหว่างประเทศ อยู่หรือไม่ ถ้าฟีฟ่ายื่นข้อเสนอให้สิทธิเราไปฟุตบอลโลก แต่ห้ามเราไหว้เคารพกัน เพราะการไหว้เป็นวัฒนธรรม ไม่ใช่ศาสนา เรายังจะอยากไปฟุตบอลโลกอยู่หรือไม่
----------
(หมายเหตุ : นิทานฮิญาบกับผู้คุ้มกฎ : สกู๊ปฟุตบอลต่างประเทศ : โดย ... พันโชค ธัญญเจริญ <[email protected]>)
----------



