
วงจรปิดมัด'จ่าสุ่ย'รีดทรัพย์
วงจรปิดมัด'จ่าสุ่ย'รีดทรัพย์ : ตะลุยข่าว โต๊ะรายงานพิเศษ
ช่วงสายของวันที่ 3 กรกฎาคม ที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ กว่า 100 ราย เดินทางมารวมตัวกันที่หน้าสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่ เพื่อเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบพฤติกรรมและขอความชัดเจนในกรณีที่มีบุคคลอ้างตัวว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าจับกุมสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ อีกทั้งยังได้มีการเรียกรับเงินเป็นจำนวนหลายหมื่นบาทจากกลุ่มผู้ประกอบการ เพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งเรื่องนี้ กลุ่มผู้ประกอบการได้ยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมไปยัง นายเสรี พานิชกุล นายอำเภอหาดใหญ่ไปเมื่อวันที่ 29 มิถุนายนที่ผ่านมา
เมื่อ พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ผกก.สภ.หาดใหญ่ ได้ตรวจสอบเรื่องร้องเรียนรวมถึงหลักฐานภาพจากกล้องโทรทัศน์วงจรปิดของร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือ ทำให้ทราบว่า บุคคลดังกล่าวที่ถูกกลุ่มผู้ประกอบการกล่าวหาว่า เรียกรับเงินนั้น เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง สังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.)
หลังจากเรื่องนี้ตกเป็นข่าวดัง ทำให้สถานการณ์ความปลอดภัยในชีวิตของผู้ประกอบการบางรายที่เป็นพยานปากสำคัญกลับต้องอยู่ด้วยความหวาดระแวง เมื่อมีการกล่าวอ้างว่า มีโทรศัพท์ลึกลับที่เสียงปลายทางเป็นชายคนหนึ่ง โทรศัพท์เข้ามาหาพูดจาข่มขู่ไม่ให้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น จนเกิดภาวะวิตกจริต กลัวความไม่ปลอดภัยเกิดขึ้นกับตัว จนผู้ประกอบการบางรายจำเป็นต้องปิดโทรศัพท์มือถือหนี
นางกัญญาพัส หัตธกิจจำเริญ หรือ "เจ๊รี" ผู้ประกอบการร้านจำหน่ายอุปกรณ์โทรศัพท์มือถือรายใหญ่ และผู้ค้าส่งสินค้าให้กลุ่มผู้ประกอบการร้านขายโทรศัพท์มือถือรายย่อยกว่า 100 แห่ง ในพื้นที่รอบนอกและ อ.หาดใหญ่ ยอมรับว่า ได้รับความเดือดร้อนในเรื่องนี้ เพราะต้องจ่ายเงิน 2,000 บาทต่อเดือน ส่วนรายย่อยนั้นทราบว่า จ่ายเงินให้รายละ 1,000-1,500 บาทต่อเดือน ซึ่งในพื้นที่ อ.หาดใหญ่ มีร้านจำหน่ายโทรศัพท์มือถือทั้งหมดประมาณ 300 แห่ง ลองคิดดูว่า แต่ละเดือนจะเป็นยอดเงินจำนวนเท่าไร จึงขอความเป็นธรรมในส่วนนี้ด้วย
"ทุกวันนี้ รายได้ในแต่ละวัน ก็ใช่ว่าจะมีผลกำไรจำนวนมากเมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว เช่น ค่าเช่าร้าน ค่าไฟฟ้า ค่าจ้างของลูกจ้าง และค่าอื่นๆ ซึ่งในบางวันหักลบกันแล้ว ขาดทุนด้วยซ้ำไป แถมยังบอกด้วยว่า หากร้านไหนไม่จ่าย ก็จะถูกจับกุม" นางกัญญาพัสกล่าว
ด้าน นางวันเพ็ญ โกสิทธิ์ ตัวแทนผู้ประกอบการจำหน่ายโทรศัพท์มือถือใน อ.หาดใหญ่ กล่าวว่า หลังจากที่ได้เข้ายื่นหนังสือขอความเป็นธรรมต่อนายอำเภอหาดใหญ่ไป ต่อมาก็ได้มาเรียกร้องให้ตำรวจช่วยตรวจสอบบุคคลที่อ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมเรื่องสินค้าลิขสิทธิ์และเรียกรับเงินจากผู้ประกอบการเพื่อแลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี ซึ่งผู้ประกอบการจำนวนหลายรายเดือดร้อนมาก บางรายก็ถูกเรียกรับเงินจำนวน 2-3 หมื่นบาท จึงอยากจะขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ที่จะเข้าจับกุม คืออยากให้มีเอกสารแสดงที่ชัดเจนขณะเข้าจับกุม เช่น แสดงหมายศาล หมายค้น แสดงบัตรเจ้าหน้าที่ แต่งกายเครื่องแบบ และมีตำรวจท้องที่ร่วมจับกุมด้วย จะทำให้สามารถตรวจสอบได้ว่า เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจริง ไม่ใช่กลุ่มมิจฉาชีพแอบอ้าง
"กลุ่มผู้ประกอบการมีสิทธิ์ให้พนักงานสอบสวนของสถานีตำรวจท้องที่ ตรวจสอบเอกสารลิขสิทธิ์ของบุคคลที่ได้รับการนำจับด้วย พร้อมกับขอความร่วมมือไม่ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจลิขสิทธิ์จับกุม หรือตรวจค้นร้านค้านอกเวลาราชการ เช่น ในช่วงเย็นวันศุกร์ เสาร์ และอาทิตย์ เพื่อให้ทางผู้ประกอบการได้มีเวลาในการประกันตัว และป้องกันพฤติกรรมเรียกรับเงิน แลกกับการไม่ถูกดำเนินคดี" นางวันเพ็ญกล่าว
ด้าน พ.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้นได้ตรวจสอบภาพบุคคลดังกล่าวที่กล้องวงจรปิดของทางร้านค้าผู้ประกอบการสามารถบันทึกเอาไว้ได้นั้น ทางพยานที่เป็นผู้เสียหายได้ยืนยันว่า ชายในภาพคนนี้เป็นบุคคลที่เรียกรับเงินจากกลุ่มผู้ประกอบการ โดยมีชื่อเรียกกันว่า “จ่าสุ่ย” เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (ปอศ.) ซึ่งสืบทราบว่าเป็นลูกน้องของนายตำรวจระดับยศพันตำรวจเอกนายหนึ่ง
ทั้งนี้ ได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของชายที่ปรากฏในภาพได้รับทราบแล้ว ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรหาดใหญ่นั้น ก็ดำเนินคดีไปตามขั้นตอน โดยได้ขออนุมัติศาลจังหวัดสงขลา ออกหมายจับ “จ่าสุ่ย” แล้ว ในข้อหากรรโชกทรัพย์ ตามหลักฐานภาพจากกล้องวงจรปิด ที่มีพยานซึ่งเป็นผู้เสียหายยืนยันว่า เป็นคนเรียกรับเงิน!!
........
(หมายเหตุ : วงจรปิดมัด'จ่าสุ่ย'รีดทรัพย์ : ตะลุยข่าว โต๊ะรายงานพิเศษ)



